- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างพันธุ์เดือด : โคตรคน พิชิตภารกิจนรก
- บทที่ 42 หม่าต้าเพิ่นอยากเริ่มต้นทำธุรกิจ การเกษตรวนเกษตร!
บทที่ 42 หม่าต้าเพิ่นอยากเริ่มต้นทำธุรกิจ การเกษตรวนเกษตร!
บทที่ 42 หม่าต้าเพิ่นอยากเริ่มต้นทำธุรกิจ การเกษตรวนเกษตร!
บทที่ 42 หม่าต้าเพิ่นอยากเริ่มต้นทำธุรกิจ การเกษตรวนเกษตร!
ทว่า ในจังหวะที่เดินถึงหน้าประตูห้อง ห้อง 602 ก็เปิดออกพอดี
จินหนานหันไปมองตามสัญชาตญาณ เห็นเสี่ยวปาค่อย ๆ ย่องออกมาอย่างระมัดระวัง เธอส่งกวักมือเรียกจินหนานก่อน แล้วจึงค่อย ๆ ดึงประตูห้องงับไว้แต่ไม่ได้ปิดสนิท โดยใช้รองเท้าข้างหนึ่งค้ำประตูเอาไว้
“พี่จินหนาน”
เธอวิ่งเหยาะ ๆ มาหยุดตรงหน้าจินหนาน
จินหนานมองดูท่าทางร่าเริงของเธอแล้วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงโจวอวิ๋นถาง ทั้งคู่ต่างถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทำร้ายมาเหมือนกัน แต่โชคชะตาของโจวอวิ๋นถางกลับเลวร้ายกว่าเธอมากนัก
“ดึกขนาดนี้ยังไม่นอนอีก จะออกไปเที่ยวเหรอ?” จินหนานถามพรางมือก็วางบนลูกบิดประตูห้องตัวเอง
เสี่ยวปาเม้มปากก้มหน้าลงด้วยความขัดเขินแล้วพึมพำเสียงแผ่ว “หนู... หนูรอพี่อยู่ค่ะ” ตอนที่จินหนานกลับเข้าบ้าน เธอเห็นเขาแล้ว
ความจริงแล้ว ตั้งแต่จินหนานเดินทางไปเมียนมา ทุกวันเธอจะคอยชำเลืองมองผ่านตาแมวเป็นระยะ และตอนกลางคืนก็จะคอยมองลงไปข้างล่างตึกเพื่อดูว่าไฟในห้องเขาเปิดอยู่หรือไม่
“รอผม?” จินหนานหลุดหัวเราะออกมา ในใจแอบคิดว่า หรือว่ายัยเด็กนี่จะชอบเขาเข้าแล้ว?
มันก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
นอกจากเรื่องที่คนถูกช่วยมักจะมีความรู้สึกพิเศษให้กับผู้มีพระคุณแล้ว ลำพังแค่หน้าตาที่จัดว่าหล่อเหลาไม่เบาของเขา ก็เพียงพอจะทำให้สาว ๆ หลงเสน่ห์ได้ง่าย ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงลอบสำรวจเสี่ยวปาอย่างพินิจพิจารณา พูดตามตรงคือคุณสมบัติภายนอกของเสี่ยวปานั้นไร้ที่ติ ทั้งรูปร่าง หน้าตา และการศึกษา ถ้าได้เป็นแฟนจริง ๆ ก็ถือว่าเขาได้กำไรมหาศาล
และถ้าพูดความจริงอีกข้อ ในฐานะผู้ชายปกติที่มีเงินเก็บในกระเป๋า จินหนานเองก็เริ่มอยากจะมีใครสักคนมาเคียงข้างเหมือนกัน
อีกอย่างปีนี้เขาก็อายุ 27 แล้ว ถึงวัยที่ควรจะมีแฟนเสียที ถ้าพ่อแม่เขายังอยู่ ป่านนี้ตามธรรมเนียมการแต่งงานเร็วของคนซ่างเหรา เขาคงมีลูกตัวน้อย ๆ วิ่งเล่นแล้ว
“หนูสอบบรรจุเข้าโรงพยาบาลทหารบกได้แล้วค่ะ อีกไม่กี่วันหนูก็ต้องเดินทางไปประจำการที่เมืองหลวงแล้ว” เสี่ยวปาเอ่ยขึ้น
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ ความคิด ‘อกุศล’ ที่จินหนานเพิ่งมีต่อเสี่ยวปาก็ถูกสะกดไว้ทันควัน เพราะพอนึกดูว่าถ้าคบกันจริง ๆ ไม่เขาต้องทนเหงาเพราะความรักระยะไกล ก็ต้องตามเธอขึ้นไปอยู่เมืองหลวงด้วยกัน
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเลย
และที่สำคัญ การที่เสี่ยวปาสอบเข้าโรงพยาบาลทหารบกได้ ย่อมการันตีอนาคตที่สดใสของเธอแน่นอน ในขณะที่อนาคตของเขาเองกลับ...
“ยินดีด้วยนะ” จินหนานยิ้มจาง ๆ
“พี่จินหนานคะ... คือหนู...” เสี่ยวปาก้มหน้าอ้ำอึ้ง เหมือนกำลังจะพูดอะไรที่ทำให้เธอเขินอายอย่างหนัก
จินหนานมองเธอพลางคิดในใจว่า ‘คงไม่ใช่คำว่ารักหรอกนะ?’
“เรา... เราแอดวีแชทกันไว้ได้ไหมคะ? เดี๋ยวพอหนูไปอยู่เมืองหลวงแล้วหนูคงไม่ได้เจอพ่อกับแม่บ่อย ๆ เผื่อหนูจะได้ทักมาถามข่าวคราวของพวกท่านจากพี่ได้บ้าง” หลังจากอึกอักอยู่นาน เสี่ยวปาก็พูดออกมาจนได้
จินหนานยิ้มตอบอย่างสุภาพแต่แอบรู้สึกเก้อเล็กน้อย เขาหยิบมือถือออกมาเปิดนามบัตรวีแชทให้เธอแสกน
เมื่อแสกนเสร็จ เสี่ยวปาก็รีบวิ่งแจ้นกลับเข้าห้องไปราวกับกระต่ายตื่นตูม จินหนานมองคำขอเป็นเพื่อนในมือถือแล้วก็กลับเข้าห้องตัวเองเช่นกัน
เขารีบแปรงฟัน อาบน้ำ และโยนเสื้อผ้าเข้าเครื่องซักผ้า ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้าและหลับสนิทไปในเวลาไม่นาน
ในขณะที่เขาหลับอย่างมีความสุข เสี่ยวปาในห้องข้าง ๆ กลับนอนพลิกไปพลิกมาข่มตาไม่หลับ เธอรู้สึกเสียใจและนึกด่าตัวเองที่ไม่มีความกล้าพอ และกลัวว่าความขี้ขลาดครั้งนี้จะกลายเป็นความเสียดายไปตลอดชีวิต
ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน เธอหยิบมือถือขึ้นมาเปิดวีแชท จ้องมองแจ้งเตือน ‘อีกฝ่ายยอมรับคำขอเป็นเพื่อนแล้ว’ ของบัญชีที่ใช้รูปโปรไฟล์เป็นมีดสั้น เธอสูดหายใจลึกกดเข้าไปในห้องแชท แล้วพิมพ์ตัวอักษรลงไปสามคำ
แต่ในจังหวะที่จะกดส่ง เธอกลับเกิดความกลัวขึ้นมาจนต้องรีบลบทิ้ง
แต่พอลบไปแล้วเธอก็ยังลังเล จึงพิมพ์ลงไปใหม่... แล้วก็ลบทิ้งอีกครั้ง
เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอพิมพ์ ๆ ลบ ๆ อยู่เกือบสิบครั้ง จนกระทั่งครั้งที่เก้าที่เธอรวบรวมความกล้าทั้งหมดกัดฟันกดส่งออกไปจนได้
สิบวินาที... สามสิบวินาทีผ่านไป...
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีการตอบกลับใด ๆ หัวใจของเสี่ยวปาก็เต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความตื่นเต้นทำให้เธอหายใจลำบาก สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหวและกด ‘ยกเลิกข้อความ’ ไปในที่สุด
“ยัยขี้แพ้เอ๊ย!”
เสี่ยวปาสบถด่าตัวเองก่อนจะเอาหมอนคลุมหน้าด้วยความหงุดหงิด
ค่ำคืนผ่านพ้นไป
แปดโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น จินหนานตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น สิ่งแรกที่เขาทำคือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดวีแชทและโอนเงินให้หม่าต้าเพิ่นอีก 200,000 หยวน
ไม่ว่าหม่าต้าเพิ่นจะตามเขาไปเมียนมาด้วยจุดประสงค์อะไร เขาก็ต้องให้เงินตอบแทน เพราะนี่คือเงินแลกชีวิตที่ได้มาจากการเอาตัวเข้าเสี่ยง อีกอย่างฐานะทางบ้านของหม่าต้าเพิ่นก็ลำบากอยู่แล้ว
“รับเงินไปซะ อย่าได้คิดจะโอนคืนมาเชียว ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าในแผนก รปภ. นายจะอยู่อย่างสงบสุข ฉันจะสั่งคนจับตาดูนายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยคอยดู”
จินหนานส่งข้อความเสียงไปขู่ทิ้งท้าย ก่อนจะเหลือบไปเห็นแจ้งเตือน ‘มีการยกเลิกข้อความ’ ในห้องแชทของเสี่ยวปา
แม้จะสงสัยแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เขาลุกขึ้นจัดการธุระส่วนตัว สวมชุดเครื่องแบบ รปภ. แล้วลงไปเริ่มงานด้วยความกระปรี้กระเปร่า
หม่าต้าเพิ่นเองก็มาเข้าเวรตามปกติ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือท่าทางที่เคยมึนตึงของเขากลับดูมีสง่าราศีและมีความมั่นใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เพื่อนร่วมงานหลายคนต่างพากันแปลกใจและรุมถามว่าไปทำอะไรมาในช่วงสัปดาห์ที่หายไป ส่วนจินหนานที่รู้ความจริงได้แต่แอบรำพึงในใจว่า ‘เงินทองนี่มันช่วยเสริมบารมีคนได้จริง ๆ’
จินหนานกลับมาใช้ชีวิตในตำแหน่งหัวหน้า รปภ. ที่แสนจะโก้เก๋และสุขสบายอีกครั้ง ระหว่างงานเขาก็พาหม่าต้าเพิ่นออกไปจับพวกรถจอดผิดที่ หรือคอยสกัดพี่วินส่งอาหารที่ชอบแอบขี่รถเข้ามาในหมู่บ้าน ส่วนเวลาหลังเลิกงานหรือวันหยุด เขาก็มักจะออกไปตกปลา โดยมีหม่าต้าเพิ่นติดตามไปด้วยบางครั้ง
ต้องยอมรับเลยว่าการตกปลานี่มันมีมนต์ขลังจริง ๆ เดิมทีจินหนานแค่กะจะลองหาอดิเรกทำฆ่าเวลา แต่พอได้ลองครั้งแรกและปลาติดเบ็ดเท่านั้นแหละ เขาก็ติดใจงอมแงมทันที ถึงขั้นสั่งซื้ออุปกรณ์ตกปลาชุดใหญ่ทางออนไลน์มาเพียบ แถมยังลากหม่าต้าเพิ่นเข้าวงการจนต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์ตามไปด้วยอีกคน
เวลาค่อย ๆ ล่วงเลยไปร่วมสองเดือน
คืนหนึ่งเวลาห้าทุ่มครึ่ง ขณะที่จินหนานและหม่าต้าเพิ่นกำลังขับรถกลับจากการไปตกปลารอบดึก หม่าต้าเพิ่นที่นั่งเบาะข้างคนขับก็บิดขี้เกียจพลางเอ่ยขึ้นว่า “ใช้ชีวิตแบบนี้ไปวัน ๆ มันก็น่าเบื่อเหมือนกันนะพี่”
“น่าเบื่อเหรอ?” จินหนานตอบโดยไม่หันมามองขณะบังคับพวงมาลัย “แต่ผมชอบนะ สบายดีออก”
หม่าต้าเพิ่นเงียบไปประมาณสิบวินาที ก่อนจะหันมามองจินหนานแล้วพูดว่า “พี่จินหนานครับ เราลองมาร่วมหุ้นกันทำธุรกิจดีไหมครับ?”
จินหนานชำเลืองมอง “ธุรกิจอะไรล่ะ?”
“ทำฟาร์มสัตว์ป่าแบบวนเกษตรเป็นไงครับ? เราไปเหมาสัมปทานป่าผืนใหญ่ ๆ สักผืน เลี้ยงพวกไก่ป่า ไก่ฟ้า หรือกระต่าย ถ้าได้พื้นที่ที่มีอ่างเก็บน้ำด้วยจะยิ่งดีเลย เราจะได้เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงเป็ดน้ำไปด้วยในตัว”
หม่าต้าเพิ่นพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความฝัน ราวกับมองเห็นอาณาจักรปศุสัตว์ของตัวเองกำลังถือกำเนิดขึ้น
เขาพูดต่อทันที “พี่ลองนึกดูนะ ถึงตอนนั้นป่าทั้งแถบก็จะเป็นที่ของพวกเรา เราอยากจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครมาคอยบงการ เรายังสร้างคฤหาสน์ส่วนตัวไว้จัดปาร์ตี้บาร์บีคิวได้ด้วย บรรยากาศเหมือนไปพักร้อนตลอดเวลาเลยนะพี่”