- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างพันธุ์เดือด : โคตรคน พิชิตภารกิจนรก
- บทที่ 41 ความตื้นตันของสองสามีภรรยาตระกูลโจว!
บทที่ 41 ความตื้นตันของสองสามีภรรยาตระกูลโจว!
บทที่ 41 ความตื้นตันของสองสามีภรรยาตระกูลโจว!
บทที่ 41 ความตื้นตันของสองสามีภรรยาตระกูลโจว!
โชว์รูมรถบริการได้ไม่เลว นอกจากน้ำมันจะเต็มถังแล้ว ในกระโปรงหลังรถยังมีน้ำมันสำรองไว้อีกสองถัง
เวลาประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่ง หลังจากรับประทานมื้อเที่ยงที่เมืองกลาปารา คณะของจินหนานก็ออกเดินทางกลับมาตุภูมิอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของบังกลาเทศเป็นระยะทาง 300 กิโลเมตรจนถึงชายแดนบังกลาเทศ-อินเดีย พวกเขาควักเงิน 10,000 ดอลลาร์เพื่อติดสินบนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทั้งสองฝั่ง จนสามารถเข้าสู่รัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหกของอินเดียได้สำเร็จ
ขบวนรถมุ่งหน้าไปทางตะวันออกผ่านดินแดนอินเดียอีก 300 กิโลเมตรจนถึงชายแดนอินเดีย-เมียนมา และยังคงใช้วิธีเดิมคือจ่ายเงิน 10,000 ดอลลาร์เพื่อเบิกทางเข้าสู่รัฐกะฉิ่นของเมียนมา
จากนั้นอีก 300 กิโลเมตรต่อมา เมื่อเวลาล่วงเลยถึงสามทุ่ม คณะของจินหนานก็มาถึงชายแดนเมียนมา-จีน บริเวณเมืองมิตจีนาที่ติดกับอำเภอเถิงชง มณฑลยูนนาน
จุดนี้เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถเดินผ่านด่านตรวจเข้าประเทศแบบปกติได้ จินหนานจึงตัดสินใจทิ้งรถ และพาหม่าต้าเพิ่นกับโจวอวิ๋นถางเดินเท้าลัดเลาะฝ่าผืนป่าตลอดทั้งคืน จนกระทั่งเวลาเจ็ดโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็ข้ามพรมแดนเข้าสู่แผ่นดินจีนได้สำเร็จ
หลังจากเข้าเมืองมาแล้ว พวกเขาเดินเท้าต่อไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ยอมจ่ายเงินหนึ่งพันหยวนจ้างชาวบ้านให้ขับรถไปส่งที่ตัวเมืองเถิงชง
เก้าโมงครึ่ง ทั้งหมดลงรถในตัวเมืองเถิงชง จินหนานไปตามหารถเบนซ์ E350 ที่จอดทิ้งไว้ริมถนน แต่เมื่อไปถึงเขาก็พบว่าที่กระจกหน้ารถมีกระดาษแผ่นหนึ่งแปะอยู่
มันคือใบสั่งเรียกเก็บค่าจอดรถ
ในฐานะพลเมืองดีผู้เคารพกฎหมาย จินหนานหยิบมือถือขึ้นมาสแกนคิวอาร์โค้ดบนใบสั่ง จ่ายเงินค่าจอดรถไป 120 หยวนอย่างว่าง่าย ก่อนจะสตาร์ทรถและขับออกไป
เขามุ่งหน้าไปทางตะวันออก...
จุดหมายปลายทางคือ เมืองซ่างเหรา มณฑลเจียงซี!
หนึ่งวันต่อมา เวลาหนึ่งทุ่มตรง
ณ ใจกลางเมืองซ่างเหรา!
หมู่บ้านเจียงหนานเสวียฟู่ อาคาร 7 ห้อง 1305
ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางขนาด 80 ตารางเมตรที่สว่างไสว โจวเจี้ยนปางและตู้เจี้ยนเวยสองสามีภรรยากำลังนั่งเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ แต่สิ่งที่พวกเขาดูไม่ใช่รายการบันเทิงหรือภาพยนตร์ หากแต่เป็นช่องข่าวของเมียนมา
พวกเขาติดต่อจินหนานไม่ได้เลย และไม่รู้ว่าสถานการณ์ในเมียนมาเป็นอย่างไร จึงทำได้เพียงใช้วิธีนี้เพื่อพยายามติดตามความเคลื่อนไหวของเขา
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความผิดหวัง เพราะเฝ้าดูมาหลายวันแล้ว ข่าวสารจากเมียนมากลับไม่มีข้อมูลอะไรที่มีประโยชน์เลย
ตู้เจี้ยนเวยหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมาเช็กเวลาพลางถอนหายใจ “เขาบอกว่าประมาณหนึ่งสัปดาห์จะพาตัวกลับมาได้ วันนี้ก็ครบกำหนดแล้ว เขายังไม่...”
โจวเจี้ยนปางนิ่งเงียบ แต่แววตาหม่นหมองที่ฉายชัดบนใบหน้าก็เปิดเผยความคิดของเขาออกมาได้เป็นอย่างดี เขากับภรรยากำลังกังวลในเรื่องเดียวกัน
“ฉันหวังเหลือเกินว่าถ้ากริ่งหน้าบ้านดังขึ้น พอเปิดประตูไปจะเป็นลูกสาวของเราที่ยืนอยู่ตรงนั้น” ตู้เจี้ยนเวยมองไปทางประตูบ้าน ดวงตาเริ่มรื้นไปด้วยน้ำตา
โจวเจี้ยนปางกุมมือภรรยาไว้แน่น คอยปลอบโยนเธออย่างเงียบ ๆ
“ก๊อก ก๊อก!”
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ตู้เจี้ยนเวยและโจวเจี้ยนปางสะดุ้งสุดตัว ทั้งคู่มองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นก่อนจะรีบถลาไปที่ประตู
ต้องเป็นลูกสาวแน่ ๆ! ต้องใช่เธอแน่ ๆ!
ทั้งคู่ต่างภาวนาอ้อนวอนอยู่ในใจ
เมื่อถึงหน้าประตู โจวเจี้ยนปางกดดูภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าห้อง ในจอมอนิเตอร์ปรากฏร่างของชายสองคนและหญิงหนึ่งคนยืนอยู่ ตู้เจี้ยนเวยถึงกับหลุดปากร้องออกมาด้วยความดีใจ “ลูกแม่!”
เธอรีบกระชากประตูเปิดออก แล้วโผเข้ากอดโจวอวิ๋นถางอย่างแรงพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น “อวิ๋นถาง ลูกแม่ ในที่สุดลูกก็กลับบ้านแล้ว” เธอตื่นเต้นจนแทบจะเป็นลมล้มพับไปตรงนั้น
โจวเจี้ยนปางก้าวมาหยุดข้างตัวลูกสาวพร้อมน้ำตาที่นองหน้า เขาอยากจะกอดเธอใจจะขาดแต่กลับทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนเงื้อมือค้างไว้ในอากาศอย่างเก้อเขิน เขาร้องไห้ออกมา... ร้องไห้เสียงดังอย่างไม่อายใคร
ส่วนโจวอวิ๋นถางในตอนนี้นั้น สมองของเธอขาวโพลนไปหมด เธอไม่ได้แสดงท่าทางหรือสีหน้าใด ๆ ตอบสนอง
นับตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นเรือสปีดโบ๊ทลำนั้น เธอรู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างทางมันเหมือนกับความฝัน และตอนนี้ที่ได้เห็นพ่อกับแม่มายืนอยู่ตรงหน้าจริง ๆ มันก็ยิ่งเหมือนฝันเข้าไปใหญ่
เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัว... กลัวว่าถ้าตื่นขึ้นมาแล้วจะพบว่าตัวเองยังติดอยู่ในห้องมืด ๆ ที่ไร้แสงตะวันนั่น กลัวว่าจะมีผู้ชายคนแล้วคนเล่าปีนขึ้นมาบนร่างของเธออีก...
“กรี๊ดดดดด!!”
โจวอวิ๋นถางเอามือกุมหัวแล้วกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงร้องนั้นแหลมคมและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
โจวเจี้ยนปางและตู้เจี้ยนเวยทำอะไรไม่ถูก พวกเขาไม่รู้เลยว่าลูกสาวต้องเผชิญกับอะไรบ้างที่เมียนมา แต่สิ่งที่พวกเขารับรู้ได้จากอาการสติแตกนี้ก็คือ ลูกสาวของพวกเขาได้ผ่านการทารุณกรรมที่ผิดมนุษย์มาอย่างหนัก
“พาเธอเข้าไปในห้องเถอะครับ บรรยากาศในห้องที่คุ้นเคยอาจจะช่วยให้เธอรู้สึกอุ่นใจขึ้นบ้าง”
จินหนานที่ยืนอยู่ข้างหลังโจวอวิ๋นถางเอ่ยขึ้น
เมื่อได้ยินดังนั้น ตู้เจี้ยนเวยจึงรีบประคองโจวอวิ๋นถางเข้าบ้านทันที ส่วนโจวเจี้ยนปางไม่ได้เดินตามเข้าไป เขาหันมาโค้งคำนับให้จินหนานด้วยดวงตาที่เอ่อล้น “ขอบคุณพวกคุณมากครับ ถ้าไม่ได้พวกคุณ เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าอวิ๋นถางอีกแล้วในชาตินี้”
“ไม่ต้องขอบคุณครับ ผมรับเงินมาทำงาน”
“หวังว่าคุณโจวจะรักษาคำพูด หลังจากนี้ให้ถือซะว่าเราไม่เคยรู้จักกัน”
จินหนานเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
โจวเจี้ยนปางพยักหน้าอย่างหนักแน่น “คุณวางใจได้ ผมโจวเจี้ยนปางยึดถือเรื่องความสัตย์ซื่อเป็นหลักในการดำเนินชีวิตเสมอ”
จินหนานพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะหันหลังเดินจากไป โดยมีหม่าต้าเพิ่นตามไปติด ๆ
โจวเจี้ยนปางมองตามหลังคนทั้งสองไปพลางขยับแว่นกรอบทองบนสันจมูก เขาถอนหายใจยาว ๆ หนึ่งครั้งก่อนจะกลับเข้าบ้านไปสมทบกับภรรยาเพื่อปลอบประโลมลูกสาว
ไม่กี่นาทีต่อมา จินหนานและหม่าต้าเพิ่นลงลิฟต์มายังลานจอดรถใต้ดินและขึ้นรถเบนซ์ เมื่อนั่งประจำที่แล้ว จินหนานก็ถามขึ้นขณะกำลังคาดเข็มขัดนิรภัยว่า “เลขบัญชีธนาคารนายเลขอะไร?”
หม่าต้าเพิ่นได้ยินก็รู้ทันทีว่าจินหนานจะแบ่งเงินให้ เขาจึงรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอกพี่”
“ไม่ต้อง?” จินหนานเลิกคิ้ว “ทำงานเสี่ยงตายมาด้วยกัน แต่จะไม่รับเงินค่าตอบแทนเนี่ยนะ มันมีตรรกะแบบนี้ด้วยเหรอ”
“พี่ช่วยแก้ปัญหาให้ครอบครัวผม การที่ผมตามพี่ไปเมียนมาก็เพื่อจะตอบแทนบุญคุณพี่เท่านั้นแหละ” หม่าต้าเพิ่นเผยความในใจ ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่เคยคิดเรื่องเงินเลย การยืนกรานจะตามไปเมียนมาด้วยคือวิธีเดียวที่เขาคิดออกเพื่อตอบแทนจินหนาน
จินหนานหลุดขำ “แค่เพราะเรื่องนั้น ถึงขั้นยอมมาบังกระสุนให้ฉันเนี่ยนะ?”
หม่าต้าเพิ่นมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วพูดว่า “บุญคุณจะเล็กจะใหญ่ มันก็คือบุญคุณนี่ครับ”
จินหนานไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาติดเครื่องยนต์แล้วขับรถออกจากที่จอดรถใต้ดิน มุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านเป่ยหูฮวาหยวน
ระหว่างทางที่ขับผ่านร้านจำหน่ายบุหรี่และสุรา จินหนานแวะจอดรถเพื่อซื้อเหล้าขาวสี่ขวดและถั่วลิสงสองห่อ
เหล้าที่เขาซื้อคือเหล้าเหมาไถ ราคาขวดละ 1,700 หยวน
ภารกิจเสร็จสิ้น เงินในกระเป๋าก็มีพอตัว เขาจึงอยากจะให้รางวัลตัวเองสักหน่อย
เวลาประมาณหนึ่งทุ่มครึ่ง จินหนานพาหม่าต้าเพิ่นกลับมาที่บ้านของเขา ทั้งคู่เปิดขวดและเริ่มดื่มกันในห้องนั่งเล่น ทันทีที่เหมาไถสองขวดลงท้อง บทสนทนาก็เริ่มพรั่งพรูและเข้มข้นขึ้น หม่าต้าเพิ่นเล่าเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมามากมาย ส่วนจินหนานก็แง้มเรื่องราวของตัวเองบ้างแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดลึกนัก เขาเพียงแค่บอกว่าเคยอยู่ในหน่วยรบพิเศษที่ไม่เปิดเผยตัวตนหน่วยหนึ่ง
เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว จินหนานเป็นฝ่ายขอแอดวีแชทของหม่าต้าเพิ่น ก่อนจะโอนเงินให้ 200,000 หยวน ไม่ใช่ว่าเขาจะให้แค่นั้น แต่เพราะเพดานการโอนเงินต่อวันในวีแชทจำกัดไว้เพียงเท่านี้
หม่าต้าเพิ่นได้รับเงินแล้วยังทำท่าจะไม่รับและจะโอนคืน จนสุดท้ายจินหนานต้องใช้คำสั่งบังคับเขาถึงยอมรับไป
ทั้งคู่คุยกันต่ออีกพักใหญ่ จนกระทั่งเวลาห้าทุ่ม หม่าต้าเพิ่นที่หน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์เหล้าก็ขอตัวลา จินหนานเดินไปส่งเขาที่ลิฟต์ รอจนลิฟต์เคลื่อนตัวลงไปจึงหันหลังกลับเข้าห้อง