- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างพันธุ์เดือด : โคตรคน พิชิตภารกิจนรก
- บทที่ 36 ซูฉีตู่ไม่เกรงคำขู่? งั้นก็ฆ่าให้ดูสักศพเป็นไง!
บทที่ 36 ซูฉีตู่ไม่เกรงคำขู่? งั้นก็ฆ่าให้ดูสักศพเป็นไง!
บทที่ 36 ซูฉีตู่ไม่เกรงคำขู่? งั้นก็ฆ่าให้ดูสักศพเป็นไง!
บทที่ 36 ซูฉีตู่ไม่เกรงคำขู่? งั้นก็ฆ่าให้ดูสักศพเป็นไง!
เขาเริ่มสับสนมึนงงไปหมด พวกโจรเพิ่งจะซุ่มโจมตีที่ถนนสายเหนือตอนสี่ทุ่มกว่าของเมื่อคืนนี้เอง ผ่านไปเพียงคืนเดียว ทำไมถึงโผล่ไปอยู่ที่อำเภอพิวได้อีก
“แกไปหาเรื่องใครไว้กันแน่!”
“โจรมีแค่สองคน แต่ฝีมือระดับยอดมนุษย์ทั้งคู่ คนหนึ่งบุกเข้าไปฆ่า รปภ. ในห้องควบคุมเก้าศพ อีกคนบุกเข้าไปฆ่าบอดี้การ์ดของมาเอตั้งสามสิบหกศพ! ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย พวกเราเพิ่งจะรู้ตัวตอนที่พวกมันหนีไปได้เป็นชั่วโมงแล้ว!”
“ซูฉีตู่ แกมีความลับอะไรปิดบังพวกเราอยู่ใช่ไหม? ฉันขอบอกไว้ก่อนนะ ลูกสาวฉันห้ามเป็นอะไรไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันไม่เอาแกไว้แน่!”
ผู้นำตระกูลชาวพิวแผดเสียงตะโกนด่าผ่านโทรศัพท์ เขาเดือดดาลสุดขีดที่ลูกสาวถูกลักพาตัวไปจากถิ่นตัวเอง
ซูฉีตู่ขบกรามแน่นจนแทบจะแตก สองวันนี้เขาไม่รู้ว่าต้องขบกรามระงับอารมณ์ไปกี่รอบแล้ว “ผมรับรองได้ว่าผมไม่ได้ไปหาเรื่องใคร แต่ท่านวางใจเถอะ ผมจะช่วยมาเอออกมาให้ได้แน่นอน” เขาพยายามข่มอารมณ์โกรธเพื่อปลอบประโลมพ่อตา
ผู้นำตระกูลชาวพิวแค่นเสียงเหอะหนึ่งที ก่อนจะกระแทกสายทิ้งอย่างแรง
ซูฉีตู่ตบะแตกทันที เขาทุ่มหูโทรศัพท์ลงกับพื้นจนกระจาย “แม่งเอ๊ย! พวกมันต้องการอะไรกันแน่!” เขาสบถลั่นด้วยความแค้นใจ พูดตามตรงคือตอนนี้เขากำลังมึนตึ้บจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
อาละวาดที่พะอันเสร็จ ก็ไปโผล่ที่อำเภอพิว
ไอ้สองคนนี้มันจะป่วนไปเพื่ออะไร!
“มีอะไรเหรอคะ ทำไมถึงโกรธจัดแต่เช้าแบบนี้?” ตูเมทิน ภรรยาหลวงที่นอนข้างกายถูกเสียงโวยวายปลุกให้ตื่น เธอรีบลุกขึ้นนั่งถามด้วยความสงสัย
ซูฉีตู่ตอบด้วยสีหน้าทะมึน “มาเอถูกลักพาตัวไปจากพิวแล้ว!”
“อะไรนะ!”
ตูเมทินตกใจจนหน้าถอดสี “เมื่อวานพวกมันยังอยู่ที่...”
“พอที เลิกพูดได้แล้ว!” ซูฉีตู่หงุดหงิดจนถึงขีดสุด เขาตัดบทภรรยาก่อนจะลุกจากเตียงเดินออกจากห้องไปเรียกประชุมลูกน้องเพื่อวิเคราะห์จุดประสงค์ของฝ่ายตรงข้ามและหาทางแก้ไข
จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด
ตูเมทินมองประตูที่ปิดดัง ‘ปัง’ ตามหลังสามีไป เมื่อได้สติเธอก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือส่วนตัวขึ้นมาโทรหาลูก ๆ ที่อยู่ในกรุงเนปิดอว์ทันที ทั้งลูกชายคนที่สอง, คนที่สาม, คนที่ห้า, คนที่หก และลูกสาวคนโต เธอกำชับให้ทุกคนระวังตัวให้มากที่สุด และถ้าไม่จำเป็นห้ามก้าวเท้าออกจากบ้านเด็ดขาด
คำเตือนของเธอรวดเร็วและทันเวลา แต่น่าเสียดาย... มันไม่มีผลอะไรเลย
เวลา 08:20 น. เกิดเหตุยิงปะทะกันอย่างรุนแรงที่หอพักมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เมียนมาในกรุงเนปิดอว์ มีกองกำลังติดอาวุธเสียชีวิต 6 นาย ส่วนแดนซอ นักศึกษาแพทย์หนุ่มหายสาบสูญไปหลังสิ้นเสียงปืน
สิบห้านาทีต่อมา เกิดเหตุยิงปะทะที่บริษัทบันเทิงแห่งหนึ่งในเนปิดอว์ มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เอ็ดเวิร์ด ประธานบริษัทถูกตีจนสลบและถูกลักพาตัวไปจากห้องทำงานของตัวเองโดยไม่มีใครทราบชะตากรรม
เวลา 08:50 น. มีเสียงปืนดังขึ้นที่กองบัญชาการธนาคารกลางเมียนมาในเนปิดอว์ เคนท์ ผู้จัดการระดับสูงหายตัวไปอย่างลึกลับ
เวลา 09:15 น. เกิดการดวลปืนที่อาคารเจียงหนานเฉิง มีทหารยามเสียชีวิต 16 นาย อองกี ประธานบริษัทแร่ธาตุและพลังงานรัฐกะเหรี่ยง ถูกกลุ่มคนร้ายบุกชิงตัวไปต่อหน้าต่อตา
เพียงหนึ่งชั่วโมงเศษ เนปิดอว์เกิดเหตุโจมตีถึงสี่จุดซ้อน สร้างความแตกตื่นให้ตำรวจท้องที่จนต้องสั่งปิดเมืองและตั้งด่านตรวจค้นอย่างเข้มข้น ทางรัฐบาลถึงขั้นต้องส่งกองทัพออกมาคุมสถานการณ์
ผู้คนในเนปิดอว์ต่างขวัญเสียกันถ้วนหน้า ทว่า ‘อาชญากร’ ผู้อยู่เบื้องหลังอย่างจินหนานและหม่าต้าเพิ่นกลับถอนกำลังออกจากเนปิดอว์ได้ทันควัน และกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองเมียวดี
ณ อุทยานเขามินลัต เมืองพะอัน!
“เพล้ง!”
เสียงถ้วยน้ำชาแตกละเอียดในห้องนั่งเล่น ซูฉีตู่หน้าดำคร่ำเครียดจนแทบจะกลายเป็นสีม่วง ตอนนี้ความโกรธของเขาพุ่งทะลุปรอทจนแทบจะเป็นบ้าไปแล้ว
ภายในเวลาแค่สามวัน!
ลูกชายเจ็ดคน ถูกจับไปสี่ ลูกสาวสี่คน ถูกจับไปสาม เมียหกคน ถูกจับไปถึงห้า!
“มันจงใจประกาศสงครามกับฉัน! มันต้องการเปิดศึกกับฉันจนถึงที่สุด!” เขาเขวี้ยงชุดน้ำชาแสนแพงลงพื้นอีกชุด ก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว “ฉันไม่มีทางปล่อยมันไว้แน่ ต่อให้มันต้องการอะไร ฉันก็ไม่มีวันยอมให้พวกมันสมหวัง!”
ตูเมทินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อ้าปากจะแย้งแต่ก็เปลี่ยนใจเงียบไว้
ในจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ส่วนตัวของซูฉีตู่ก็แผดเสียงร้องดังขึ้น
เสียงเรียกเข้านั้นทำให้ซูฉีตู่ค่อย ๆ สงบอารมณ์ลง เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์แปลก เขาก็หรี่ตาลงเหมือนคาดเดาบางอย่างได้ นิ้วเรียวกดรับสายแล้วแนบหู “ฮัลโหล?”
“สวัสดีครับ ท่านนายพลซูฉีตู่” น้ำเสียงทุ้มลึกของชายคนหนึ่งดังขึ้นในสาย
ซูฉีตู่หรี่ตาเล็กลง “ครอบครัวของฉัน... แกเป็นคนจับไปหมดเลยใช่ไหม?”
“สมเป็นท่านนายพลจริง ๆ ฉลาดมากครับ” จินหนานหัวเราะเบา ๆ
ซูฉีตู่ลอบคิดในใจว่า ‘เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ’ เขาจึงกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ด้วยท่าทีแข็งกร้าว “แกหาเรื่องผิดคนแล้ว แกไม่รู้จักฉันเลยสักนิด ฆ่าตัวประกันให้หมดเลยสิ เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน เพราะสุดท้ายฉันจะตามล้างแค้นพวกแกทุกคน จะฆ่าให้ล้างตระกูลเลยคอยดู!”
พูดจบเขาก็กดวางสายทันที แล้วทุ่มโทรศัพท์ลงบนโต๊ะน้ำชาอย่างแรง
“คุณมันคนเลือดเย็น!” ตูเมทินลุกขึ้นจ้องหน้าซูฉีตู่ด้วยความผิดหวังและโกรธแค้น
ซูฉีตู่เอามือไพล่หลัง ตอบด้วยท่าทางไม่แยแส “การจะเป็นเมียหรือลูกของฉัน ต้องเตรียมใจรับเรื่องแบบนี้ไว้แต่แรก ถ้าครั้งนี้ฉันยอมพวกโจร ปล่อยให้มันทำสำเร็จ ต่อไปใคร ๆ ก็จะพากันมาลักพาตัวคนในบ้านฉันไม่จบไม่สิ้น ฉันจะพิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นว่า อย่าคิดจะใช้ครอบครัวมาขู่ฉันได้!”
ตูเมทินรู้ดีว่าไม่มีทางโน้มน้าวสามีได้ แต่เธอก็รับความเฉยชานี้ไม่ได้เช่นกัน จึงเดินสะบัดหน้าออกจากห้องนั่งเล่นไปด้วยความโกรธ
ซูฉีตู่กำหมัดแน่น สีหน้าครุ่นคิด ครู่ต่อมาเขาโทรหาอองโต แจ้งเบอร์โทรศัพท์ของจินหนานไป “สั่งคนเช็กพิกัด เดี๋ยวนี้ว่าเบอร์นี้โทรมาจากไหน!”
บนถนนชานเมืองเนปิดอว์ รถยนต์สีดำคันหนึ่งกำลังขับด้วยความเร็วสูง จินหนานฟังเสียงสัญญาณสายไม่ว่างที่ถูกตัดไปพลางจมอยู่ในความเงียบ
“ไอ้แก่นี่มันใจหินชะมัด คนในครอบครัวมันเกือบทั้งบ้านอยู่ในมือเราแท้ ๆ ขุนศึกนี่มันไม่มีใครธรรมดาสักคนจริง ๆ” หม่าต้าเพิ่นที่นั่งเบาะข้างบ่นอุบ ก่อนจะหันมาถามจินหนาน “เอาไงต่อดีพี่?”
จินหนานนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “งั้นก็เริ่ม ‘ฆ่า’ ได้เลย!”
เที่ยงตรง!
ณ เมืองเมียวดี ชายแดนเมียนมา-ไทย!
เมียวดีแม้จะเป็นเพียงตำบลเล็ก ๆ แต่มีประชากรนับแสน มีเศรษฐกิจรุ่งเรืองจากการพนันและแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นเสาหลัก ในแต่ละปีมีชาวเมียนมาและคนไทยนับล้านข้ามมาเสี่ยงโชค ส่วนแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นยิ่งใหญ่กว่า นิคมคอลเซ็นเตอร์น้อยใหญ่นับสี่สิบแห่งกระจายอยู่ราวกับดวงดาวบนฟ้า ที่โด่งดังที่สุดก็อย่างนิคม KK, นิคมไดมอนด์, นิคมฟู่ลี่, นิคมช้าง และนิคมฟีนิกซ์
ทว่ายุครุ่งโรจน์ของเมียวดีเริ่มจางหาย ตั้งแต่ช่วงกุมภาพันธ์ที่ไทยสั่งตัดน้ำตัดไฟ และซูฉีตู่ก็สั่ง ‘ตรวจค้น’ นิคมตามแรงกดดันโลก ทำให้บริษัทคอลเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ย้ายหนีไป จำนวนพนักงานลดลงเหลือไม่ถึง 3 ใน 10 จากเมื่อก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีพนักงานตกค้างอยู่อีกเจ็ดแปดหมื่นคน
ส่วนอาคารพาณิชย์ที่ว่างลงจากการย้ายหนี ก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นค่ายพักแรมของกองกำลังอาสาสมัครเมืองเมียวดี