- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างพันธุ์เดือด : โคตรคน พิชิตภารกิจนรก
- บทที่ 23 รถเถื่อน? รถเถื่อนจริง ๆ ด้วย!
บทที่ 23 รถเถื่อน? รถเถื่อนจริง ๆ ด้วย!
บทที่ 23 รถเถื่อน? รถเถื่อนจริง ๆ ด้วย!
บทที่ 23 รถเถื่อน? รถเถื่อนจริง ๆ ด้วย!
“เปล่าครับแม่ผมเข้าโรงพยาบาลอีกรอบ พ่อผมช่วงนี้ก็สุขภาพไม่ดี ผมเลยต้องไปช่วยเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาลก่อน รอพ่อดีขึ้นแล้วจะรีบกลับมาทำงานครับ”
“โธ่เอ๊ย ครอบครัวแกนี่นะ... มีเงินใช้ไหม ป้าให้ยืมสักพันสองพันเอาไหม”
“ขอบคุณมากครับผู้จัดการหลิน แต่ไม่เป็นไรครับ”
“งั้นก็ไปดูแลแม่เถอะ เดี๋ยวฉันจะลงเป็นลาป่วยให้ จะได้ไม่โดนบริษัท รปภ. หักเงินเดือน”
“ขอบคุณมากครับ”
หลังจากวางสาย จินหนานกับหม่าต้าเพิ่นก็ออกจากห้อง 601 พอลงมาถึงข้างล่าง ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันชั่วคราว คนหนึ่งไปเปลี่ยนชุด อีกคนไปเอารถ
ผ่านไปประมาณห้านาที หม่าต้าเพิ่นในชุดใหม่ก็มาสมทบที่หน้าหมู่บ้าน ทั้งคู่นั่งรถมุ่งหน้าไปยังร้านขายอุปกรณ์เอาท์ดอร์ร้านเดิม
ที่ร้านนี้ จินหนานซื้อแผ่นเซรามิกกันกระสุนสองชุด มีดสั้นสอดแนมรุ่น 65 หนึ่งเล่ม มีดปลายปืนอเนกประสงค์รุ่น 95 หนึ่งเล่ม แจ็คเก็ตนักบินสีดำและสีเทาอย่างละตัว กางเกงลำลองสีดำสองตัว รองเท้าหุ้มข้อพื้นแข็งสีดำและสีเทาสองคู่ สเปรย์ฉีดกันแมลง และชุดปฐมพยาบาล
หมดเงินไปทั้งหมด 7,000 หยวน
ทั้งคู่กลับขึ้นรถแล้วเปลี่ยนชุดทันที จินหนานใส่แจ็คเก็ตสีดำ ส่วนหม่าต้าเพิ่นใส่สีเทา ไม่ได้มีความหมายแฝงอะไร แค่ความชอบส่วนตัว
เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จก็เริ่มออกเดินทาง คราวนี้ไม่ต้องไปง้อรถเถื่อน ขับเบนซ์ E350 ไปเองเลย
เมื่อก่อนไม่มีรถเลยต้องลำบาก แต่ตอนนี้มีแล้ว ไม่จำเป็นต้องนั่งรถเถื่อนให้เสียเวลา
จุดหมายปลายทางครั้งนี้คือเมืองเถิงชง มณฑลยูนนาน ความจริงเส้นทางเข้าสู่เมียนมาที่ดีที่สุดคือเมืองผู่เอ๋อร์ เพราะอยู่ใกล้เมืองเมียวดีที่สุด แต่เมื่อพิจารณาจากเส้นทางหลบหนีที่จะต้องข้ามมาจากบังกลาเทศ ผ่านอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือและเมืองผากั้นในเมียนมา เพื่อเข้าสู่ยูนนานของจีน เขาจึงตัดสินใจขับรถไปจอดไว้ที่เถิงชง เพื่อที่ตอนขากลับจะได้ขับรถตัวเองกลับซ่างเหราได้ทันที
ทั้งสะดวกและเลี่ยงการถูกตรวจพบได้ดีกว่า
ระยะทางจากซ่างเหราถึงเถิงชงคือ 2,200 กิโลเมตร แอปแผนที่ระบุว่าต้องใช้เวลา 25 ชั่วโมง จินหนานขับนำก่อน 10 ชั่วโมง จากนั้นเปลี่ยนให้หม่าต้าเพิ่นขับรวดเดียวอีก 15 ชั่วโมง จนมาถึงเถิงชงตอนเก้าโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น
เมื่อถึงเถิงชง ทั้งคู่ไม่ได้หยุดพัก พวกเขานำรถไปจอดทิ้งไว้ที่ริมถนนในตัวเมือง ก่อนจะเรียก ‘รถเถื่อน’ มุ่งหน้าไปยังเขตป่าชายแดนจีน-เมียนมา
เพื่อรักษาเรี่ยวแรงไว้ให้ได้มากที่สุด ทั้งคู่นั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ในรถ
ทว่า สิ่งที่จินหนานและหม่าต้าเพิ่นคาดไม่ถึงก็คือ ในช่วงแรกทุกอย่างยังดูปกติ แต่พอใกล้จะถึงป่าชายแดน จู่ ๆ ก็มีกลิ่นหอมหวานลอยอบอวลขึ้นมาในรถ
มันคือยาสลบอีเทอร์!
จินหนานจำกลิ่นนี้ได้ทันที
อีเทอร์เป็นของเหลวไม่มีสี ระเหยง่าย มีกลิ่นหวาน มีฤทธิ์ในการระงับความรู้สึก หากสูดดมเข้าไปมากเกินไปจะทำให้หมดสติได้
เขาคุ้นเคยกับมันดี เพราะในหน่วยรบพิเศษ ‘ลูกศรลับ’ มีการฝึกต้านทานอาการหมดสติโดยใช้การดมกลิ่นอีเทอร์นี่แหละ เพราะมันทำให้สลบได้เร็วแต่ไม่ทำลายสุขภาพร่างกาย
‘รถคันนี้เป็นรถเถื่อนของจริงแฮะ’ จินหนานหลับตาพลางคิดในใจ แต่ยังไม่ขยับเขยื้อน เขาพอจะเดาออกว่ารถเถื่อนคันนี้คงเป็นรถส่ง ‘เหยื่อหมู’ ให้กับนิคมคอลเซ็นเตอร์แน่ ๆ ในเมื่อเขาจะไปเมียนมาอยู่แล้ว สู้ติดรถฟรีไปเลยดีกว่า
อีกอย่าง เขาฝึกต้านทานยามาจนอีเทอร์แทบจะทำอะไรเขาไม่ได้แล้ว หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาเขาก็พร้อมโต้กลับได้ทุกเมื่อ
หม่าต้าเพิ่นลืมตาขึ้น แม้เขาจะไม่รู้ว่ากลิ่นในรถคืออะไร แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่ารถคันนี้มีปัญหา ในขณะที่เขากำลังจะเข้าควบคุมตัวคนขับ จินหนานกลับคว้าข้อมือเขาไว้เสียก่อน
เขามองจินหนานด้วยความสงสัย เห็นอีกฝ่ายหลับตาและส่ายหน้าช้า ๆ เป็นเชิงปราม
หม่าต้าเพิ่นไม่ใช่คนซื่อบื้อ เขาฉลาดพอที่จะเดาเจตนาของจินหนานออกทันที เขาจึงแสร้งทำเป็นกุมหัวหน้าตาบิดเบี้ยวแล้วบ่นออกมาว่า “กลิ่นอะไรเนี่ย ทำไมรู้สึกง่วงจัง...”
คนขับรถสวมหน้ากากอนามัย หัวล้านเลี่ยน เขายิ้มจนตาหยีแล้วตอบกลับว่า “แถวนี้มีต้นไม้ชนิดหนึ่งครับ กลิ่นมันหอมหวานแบบนี้แหละ ผ่านช่วงนี้ไปก็หายแล้ว ถ้าคุณง่วงคงเป็นเพราะเหนื่อยจากการเดินทางมั้งครับ ไม่เป็นไรหรอก พักผ่อนเถอะ ถึงแล้วเดี๋ยวผมปลุก”
หม่าต้าเพิ่นไม่พูดอะไรต่อ เขาคอพับเอียงตัวหลับไปทันที
คราวนี้ไม่ใช่แค่แกล้งทำ แต่เขาสลบไปจริง ๆ
จินหนานเองก็คอพับ แสร้งทำเป็นสลบตามไป
คนขับหัวล้านมองกระจกหลัง เห็นทั้งคู่สลบเหมือดไปแล้ว มุมปากภายใต้หน้ากากอนามัยก็แสยะยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ ผ่านไปอีกไม่กี่นาที เขาก็หยุดรถแล้วยื่นมือไปตบหน้าหม่าต้าเพิ่นกับจินหนานที่เบาะหลัง “เฮ้ย ถึงแล้ว พี่น้องทั้งสองคน”
ทั้งคู่นิ่งสนิท
คนขับหัวล้านตบหน้าพวกเขาอีกสองสามครั้งพร้อมตะโกนเรียก แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ไหวติง
เมื่อมั่นใจว่าทั้งคู่สลบไปแล้ว เขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออก “พี่เจียง คราวนี้โชคดีชะมัด ได้เหยื่อมาสองคน เดินดุ่ม ๆ เข้ามาหาถึงป่าชายแดนเองเลย ไม่ต้องเปลืองแรงหลอกเลยสักนิด”
“เออ รออยู่นั่นแหละ เดี๋ยวฉันส่งคนไปรับ”
“พี่เจียง คราวนี้ให้เท่าไหร่ล่ะครับ?”
“ไอ้เวร ฉันเคยเบี้ยวเงินแกหรือไง? หัวละห้าหมื่น เดี๋ยวให้คนพกเงินสดไปให้”
“ขอบคุณครับพี่เจียง”
หลังจากวางสาย คนขับหัวล้านก็ลงจากรถ ปิดประตู ถอดหน้ากากอนามัยออกสูดอากาศหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบพลางคอยสังเกตการณ์รอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
เขารออยู่เกือบชั่วโมง จนกระทั่งมีเสียงฝีเท้าดังมาจากในป่าไม่ไกล
คนขับหัวล้านระวังตัวมาก ทันทีที่ได้ยินเสียงเขาก็รีบมุดแอบหลังรถ ชะโงกหน้าออกไปดู เห็นชายฉกรรจ์ห้าคนสวมเสื้อลายสก็อตและกางเกงยีนส์ ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย เดินก้ม ๆ เงย ๆ มุ่งตรงมาที่รถ
ไม่นาน ชายทั้งห้าก็มาหยุดที่หน้ารถ คนขับหัวล้านจึงโผล่ออกมา ชายที่เป็นหัวหน้าซึ่งสะพายกระเป๋าใบหนึ่งอยู่ไม่ได้พูดพล่ามทำเพลง เขาหยิบเงินหยวนปึกใหญ่ปาใส่คนขับหัวล้านทันที
คนขับหัวล้านรับเงินแสนหยวนมาด้วยความพอใจ ก่อนจะชี้ไปที่รถ “เหยื่ออยู่ในนั้น”
ชายหัวหน้าส่งสายตาให้ลูกน้องอีกสองคนไปเปิดประตูหลัง แล้วลากร่างของจินหนานกับหม่าต้าเพิ่นออกมาวางราบไว้บนพื้นหญ้า จากนั้นก็เริ่มค้นตัว
“พี่หลิว มีมีดด้วยครับ”
ชายหัวหน้าที่ชื่อ ‘พี่หลิว’ เป็นผู้รับผิดชอบการขนส่งเหยื่อในโซนนี้ เมื่อได้ยินลูกน้องบอก เขาก็หันไปมอง และเห็นมีดสั้นสอดแนมรุ่น 65 ที่คมกริบและวาววับในมือลูกน้อง
“พี่หลิว ทางนี้ก็มีครับ มีสเปรย์กันแมลงกับชุดปฐมพยาบาลด้วย”
ลูกน้องอีกคนค้นเจอมีดรุ่น 97 และอุปกรณ์อื่น ๆ จากตัวหม่าต้าเพิ่น
พี่หลิวขมวดคิ้ว เขาเดินเข้าไปย่อตัวลงค้นด้วยตัวเอง ทันทีที่มือสัมผัสโดนบางอย่างเขาก็ชะงัก เขาดึงซิปเสื้อแจ็คเก็ตของจินหนานกับหม่าต้าเพิ่นออก จนเห็นเสื้อกั๊กเซรามิกกันกระสุนที่ทั้งคู่สวมอยู่ข้างใน
“ไอ้หัวล้านเฮงซวย! สองคนนี้มันเป็นใครกันแน่ฮะ?”
พี่หลิวรู้ทันทีว่าสองคนนี้ไม่ธรรมดา เพราะคนดี ๆ ที่ไหนจะใส่เสื้อกันกระสุนกันล่ะ
คนขับหัวล้านลูบหัวตัวเองอย่างงง ๆ แล้วตอบกลับว่า “ผมจะไปรู้ได้ไงล่ะ พวกเขาบอกเองว่าจะไปป่าชายแดน คงเป็นพวกชอบมาเดินป่าผจญภัยมั้ง”
พี่หลิวหยิบก้อนหินบนพื้นขว้างใส่คนขับหัวล้านพลางด่าลั่น “ผจญภัยบ้านพ่อแกดิใส่เสื้อกันกระสุน! นี่มันสายสืบตำรวจชัด ๆ!”