- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างพันธุ์เดือด : โคตรคน พิชิตภารกิจนรก
- บทที่ 1 หางานทำไม่ได้หลังปลดประจำการ!
บทที่ 1 หางานทำไม่ได้หลังปลดประจำการ!
บทที่ 1 หางานทำไม่ได้หลังปลดประจำการ!
บทที่ 1 หางานทำไม่ได้หลังปลดประจำการ!
“ในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ลูกน้องของคามก็ยอมจำนนแล้วแท้ ๆ ทำไมนายถึงยังฆ่าพวกเขาอีก นั่นมันตั้ง 60 ชีวิตเชียวนะ!”
“ความผิดที่พวกมันก่อไว้ ต่อให้ตายเป็นร้อยครั้งก็ยังไม่สาสม!”
“นายกำลังฆ่าเชลยศึกนะ!”
“เฮ้อ! จินหนาน นายมีจิตสังหารรุนแรงเกินไปและโหดเหี้ยมเกินไป ไม่เหมาะที่จะอยู่ในกองทัพอีกต่อไป หลังจากการพิจารณาของเบื้องบน เห็นแก่ที่นายรับใช้หน่วยรบพิเศษลูกศรลับมาหกปี สร้างผลงานระดับหนึ่งและระดับสองให้กับประเทศชาติมามากมาย จึงไม่ต้องขึ้นศาลทหาร แต่ก็ยังคงต้องรับโทษถอดยศ ริบเกียรติยศ และไล่ออกจากกองทัพ นายยอมรับไหม?”
“ยอมรับ!”
........
หนึ่งเดือนต่อมา!
เจียงซี ซ่างเหรา!
หมู่บ้านเป่ยหูฮวาหยวน!
ลิฟต์หยุดที่ชั้นหก พร้อมกับเสียงดังกริ๊ง ประตูลิฟต์ก็ค่อย ๆ เปิดออก จินหนานสะพายเป้ลายพรางเดินออกจากลิฟต์ แล้วตรงไปที่หน้าประตูห้อง 601
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อควานหา หยิบกุญแจที่ขึ้นสนิมเล็กน้อยออกมา แล้วใช้มันไขเปิดประตูห้อง
ทันทีที่ประตูเปิดออก กลิ่นอับก็ลอยมาเตะจมูก จินหนานขมวดคิ้วเดินเข้าไปในบ้าน เขามาที่ห้องนั่งเล่น มองดูบ้านที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตาตรงหน้า แล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
นี่คือบ้านของเขา
แบบสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น
แต่ไม่มีคนอาศัยอยู่มาหกปีแล้ว
เมื่อหกปีก่อน ในวันแรกที่เขาได้รับคัดเลือกให้เข้าหน่วยรบพิเศษลูกศรลับ พ่อแม่ของเขาก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เขาไม่เคยกลับบ้านอีกเลยตั้งแต่พ่อแม่จากไป บ้านหลังนี้จึงถูกทิ้งร้างมาตลอดหกปี
เมื่อกวาดสายตามองไปรอบห้องนั่งเล่น จินหนานก็เห็นรูปถ่ายของชายหญิงคู่หนึ่งบนโต๊ะบูชา เขาเดินเข้าไปหาอย่างห้ามใจไม่ได้ หยิบกระดาษทิชชู่ออกมาเช็ดรูปภาพอย่างเบามือ
“พ่อครับ แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว”
เขาพึมพำเสียงแผ่ว มองดูรูปพ่อแม่นานขึ้นอีกหน่อย แล้วจึงวางรูปถ่ายลง จากนั้นก็ถอดเป้ออก ไปหาผ้าขี้ริ้วจากในห้องครัวมาสองสามผืน แล้วเริ่มทำความสะอาดห้อง
เขาเก็บกวาดอยู่เกือบสามชั่วโมงเต็ม
บ้านที่เดิมทีเต็มไปด้วยฝุ่นก็ถูกเขาทำความสะอาดจนดูเหมือนใหม่
จินหนานยกเก้าอี้มาที่ระเบียง ปิดประตูกระจกบานเลื่อน แล้วจุดบุหรี่มวนหนึ่งเพื่อคลายความเหนื่อยล้า
หลังจากบุหรี่หมดมวน เขาก็โยนก้นบุหรี่ลงในกระถางต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาไปนานแล้ว หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วเปิดเข้าไปในระบบของแอปพลิเคชันหางาน
ไม่มีข้อความตอบกลับมาเลยสักข้อความเดียว
ตั้งแต่ออกจากกองทัพเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เขาก็ออกเดินทางท่องเที่ยว ไปมาหมดแล้วทั้งเมืองใหญ่และสถานที่ท่องเที่ยวหลักในทุกภาค เขาเที่ยวจนหนำใจ ปล่อยวางเรื่องราวต่าง ๆ ไปได้ แต่เงินก็ใช้ไปจนเกือบจะหมดแล้วเหมือนกัน
เมื่อไม่มีเงินก็ต้องหางานทำเพื่อหาเงิน ดังนั้นก่อนที่จะกลับบ้าน เขาจึงส่งเรซูเม่สมัครงานในตำแหน่งที่เหมาะสมผ่านแอปพลิเคชันหางานไปแล้ว อาจเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เรซูเม่ที่ส่งไปในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาจึงเหมือนกับการโยนก้อนกรวดลงในมหาสมุทร ไม่ก่อให้เกิดคลื่นลมใด ๆ เลย
จินหนานเปิดแอปพลิเคชันธนาคารแห่งหนึ่งขึ้นมา มองดูยอดเงินคงเหลือที่เป็นตัวเลขสามหลักแล้ว ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกวิตกกังวล
เขาไม่คิดเลยจริง ๆ ว่างานจะหายากขนาดนี้ ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ใช้เงินจนเหลือแค่นี้หรอก
เอาล่ะสิทีนี้ เงินก็ไม่มี งานก็หาไม่ได้ แล้วจะทำยังไงดีล่ะ
จะให้ขายบ้านก็คงไม่ได้ นี่เป็นสิ่งเดียวที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เป็นที่ระลึก และเป็นบ้านเพียงหลังเดียวของเขา ถ้าขายไป หลังจากนี้เขาก็จะกลายเป็นเด็กไม่มีบ้าน
ใบหน้าของจินหนานเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม บุหรี่ในมือถูกจุดสูบมวนแล้วมวนเล่า
ไม่รู้ตัวเลยว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ท้องก็เริ่มประท้วง จินหนานที่นั่งอยู่บนระเบียงมาตลอดช่วงบ่ายลุกขึ้นยืนด้วยความหิวแล้วกลับเข้าไปในบ้าน หยิบบะหมี่เนื้อตุ๋นผักกาดดองที่กินไม่หมดตอนไปเที่ยวออกมาจากเป้
ต้มน้ำ ชงบะหมี่
ทุกขั้นตอนทำเสร็จอย่างรวดเร็วรวดเดียว
และในตอนที่จินหนานกำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น รอให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสุก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู จินหนานก็ลุกขึ้นเดินไปที่ประตู เดิมทีเขาตั้งใจจะมองผ่านตาแมวเพื่อดูว่าใครมาเคาะ แต่กลับพบว่าตาแมวพังไปแล้ว เขาจึงทำได้เพียงเปิดประตูแล้วชะโงกหน้าออกไปครึ่งหนึ่ง
ภาพที่เห็นคือคนที่มาเคาะประตูเป็นคุณป้าแต่งตัวธรรมดา ๆ คนหนึ่ง อายุราวสี่สิบห้าสิบปี
เมื่อเห็นคุณป้าคนนี้ จินหนานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าปรากฏแววสงสัย แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากถาม คุณป้าก็ชิงถามขึ้นก่อนว่า “เธอคือเสี่ยวหนานใช่ไหม?”
“เอ่อ.... คุณป้าคือ?” จินหนานสงสัยมากว่าเธอรู้จักเขาได้อย่างไร
“ฉันเป็นเพื่อนบ้านของเธอ ฉันอยู่ห้อง 602” หลี่ซูเฟินแนะนำตัวเองพร้อมรอยยิ้ม แล้วพูดต่อว่า “ตอนที่พ่อแม่ของธอย้ายมาเมื่อแปดปีก่อน พวกเราก็รู้จักกันแล้ว ฉันมักจะได้ยินพวกเขาพูดถึงบ่อย ๆ ว่าตัวเองมีลูกชายเป็นทหาร เมื่อกี้ฉันเห็นว่าหน้าประตูมีขยะเยอะมาก ก็เลยคิดว่าเธอคงกลับมาบ้านแล้วแน่ ๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่ซูเฟิน จินหนานก็ถึงบางอ้อ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
มิน่าล่ะเขาถึงไม่รู้จักเธอ แต่เธอรู้จักเขา ที่แท้ก็เป็นเพื่อนบ้านที่รู้จักกับพ่อแม่ของเขานี่เอง
เขาไม่เคยเจอหลี่ซูเฟินมาก่อนจริง ๆ เพราะเขาไปเป็นทหารตั้งแต่เมื่อเก้าปีก่อน จำนวนครั้งที่กลับบ้านนับนิ้วได้เลย และทุกครั้งที่กลับบ้านเขาก็ไม่เคยเจอหลี่ซูเฟิน
ความจริงต่อให้เคยเจอกันแล้ว สำหรับคนที่ไม่เกี่ยวข้องแบบนี้ เขาก็จำไม่ได้หรอก
ตอนนั้นเอง หลี่ซูเฟินเหมือนจะได้กลิ่นอะไรบางอย่าง เธอสูดดมอย่างแรง และพบว่าต้นตอของกลิ่นมาจากในห้อง 601 เธอหันไปมองจินหนานด้วยความประหลาดใจแล้วถามว่า “เธอกำลังกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่เหรอ?”
“อ่า ครับ กินบะหมี่ครับ” จินหนานหัวเราะอย่างเขินอาย “เพิ่งกลับมา ผมขี้เกียจทำอาหารน่ะครับ” เขาไม่มีทางยอมรับหรอกว่าที่กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นเพราะไม่มีเงิน ในเมื่อเป็นลูกผู้ชาย ก็ต้องรักษาหน้าตากันบ้าง
“โธ่เอ๊ย เด็กคนนี้นี่จริง ๆ เลย นาน ๆ จะได้กลับบ้านสักที มากินบะหมี่อะไรกัน มาสิ ไปที่บ้านป้า กับข้าวที่ป้าทำอร่อยมากนะ”
หลี่ซูเฟินพูดจบก็จะดึงจินหนานไปกินข้าวที่บ้านของเธอ แต่จินหนานเป็นคนที่กลัวการเข้าสังคมอยู่หน่อย ๆ เขาไม่กล้าไปจริง ๆ จึงรีบโบกมือปฏิเสธรัว ๆ “ไม่เป็นไรครับคุณป้า ผมกินรองท้องนิดหน่อยก็พอแล้วครับ”
“กับข้าวที่ฉันทำอร่อยจริง ๆ นะ”
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ครับคุณป้า บะหมี่ผมสุกแล้ว ไว้คราวหน้านะครับ”
เมื่อเห็นว่าจินหนานไม่อยากไปจริง ๆ หลี่ซูเฟินก็ไม่คะยั้นคะยออีก เธอถอนหายใจและพูดด้วยความเสียดายว่า “เฮ้อ ถ้างั้นก็ได้ คราวหน้าเธอต้องไปกินข้าวที่บ้านฉันให้ได้นะ”
“ได้ครับ ได้ครับ” จินหนานพยักหน้ารัวเหมือนไก่จิกข้าวสาร ค่อนข้างจะขอไปที ตอนนี้เขาแค่อยากจะไล่หลี่ซูเฟินไปให้พ้น ๆ แล้วกลับเข้าไปในห้องเพื่อดื่มด่ำกับบะหมี่ผักกาดดองของตัวเอง
เขาคิดว่าการพบกันครั้งนี้จะจบลงแค่นี้ แต่ใครจะไปคิดว่า หลี่ซูเฟินจะยังคงยืนอยู่หน้าประตู ไม่มีทีท่าว่าจะจากไปไหน
จินหนานก็ไม่กล้าปิดประตูใส่หน้าตรง ๆ ทำแบบนั้นมันดูเสียมารยาทไปหน่อย เขาจึงทำได้เพียงยืนอยู่ตรงประตูเพื่อดูว่าหลี่ซูเฟินจะไปเมื่อไหร่
“ฉันเข้าไปดูในห้องของเธอหน่อยได้ไหม?” จู่ ๆ หลี่ซูเฟินก็เอ่ยปากขึ้น
“หา?” จินหนานตั้งตัวไม่ทันเล็กน้อย แต่ด้วยความมีมารยาท เขาจึงเปิดประตูห้องให้กว้างขึ้น “แน่นอนครับ เชิญคุณป้าเข้ามาได้เลยครับ”
“งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ” หลี่ซูเฟินยิ้ม แล้วเดินเข้าไปในห้องทันที
จินหนานแอบถอนหายใจ ปิดประตูตามหลัง แล้วฝืนยิ้มเดินตามไป
“คุณป้าดื่มน้ำไหมครับ? เดี๋ยวผมรินชาให้”
จินหนานพูดพลางเดินเข้าไปในห้องครัว เขาไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากคุณป้า รอจนกระทั่งเขาถือแก้วน้ำออกมา ก็เห็นหลี่ซูเฟินนั่งอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
จินหนานงงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไร