- หน้าแรก
- ผมก็แค่แพทย์ฝึกหัดที่มีระบบสุดเทพ
- บทที่ 29 - จิตใจคับแคบ
บทที่ 29 - จิตใจคับแคบ
บทที่ 29 - จิตใจคับแคบ
“ไหมที่ใช้เย็บเป็นไหมเส้นเล็กมากนะครับ เพราะงั้นช่วงสองสามวันนี้พยายามอย่าเพิ่งขยับตัวแรงๆ นะครับ”
“แล้วก็ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำเด็ดขาดเลยนะครับ ไม่งั้นแผลอาจจะติดเชื้อได้”
ติงเกอไม่สนใจสายตาตกตะลึงของบรรดาหมอรุ่นลุงที่ยืนมองอยู่รอบๆ เขาหันไปกำชับข้อควรระวังกับเฉิงเสวี่ยอย่างละเอียด
“ได้ค่ะๆ” เฉิงเสวี่ยรีบพยักหน้ารับคำรัวๆ ขอแค่ไม่มีรอยแผลเป็นทิ้งไว้บนตัวเธอ ต่อให้ต้องนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงเป็นเดือนเธอก็ยอม
“ขอบคุณมากครับคุณหมอ” เมื่อเห็นว่าติงเกอสามารถเย็บแผลให้น้องสาวได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉิงลู่อีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน ที่ด้านนอกห้องพัก ก็มีชายสองคนกำลังแอบจ้องมองติงเกออยู่เงียบๆ
“เมื่อกี้คุณเห็นที่เขาเย็บแผลไหม?” เฉินซิง ผู้อำนวยการคลินิกเสริมความงามหันไปกระซิบถามหวังฉวนที่ยืนอยู่ข้างๆ
เนื่องจากเฉิงลู่เป็นคนใหญ่คนโตระดับวีไอพี พอได้ข่าวว่าน้องสาวของเขาได้รับบาดเจ็บ พวกเขาก็รีบแจ้นมาดูอาการด้วยตัวเองทันที
แต่พอมาถึงปุ๊บ ก็ดันแจ็กพอตเจอฉากการเย็บแผลระดับเทพเข้าให้พอดี
“เห็นครับ ลื่นไหลราวกับเมฆลอยน้ำไหล สมบูรณ์แบบไร้ที่ติจริงๆ” หหวังฉวนตอบ
ก่อนหน้านี้หวังฉวนเคยเป็นหมอประจำแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลอันดับหนึ่งแห่งตี้ตู แต่ด้วยทักษะการเย็บแผลที่ค่อนข้างโดดเด่น เฉินซิงจึงทาบทามตัวเขามาทำงานที่นี่
ด้วยเงินเดือนสูงลิ่วถึงเดือนละหนึ่งแสนหยวน ซึ่งมากกว่าตอนที่ทำอยู่ในโรงพยาบาลหลายเท่าตัวนัก
เขาแอบหลงตัวเองมาตลอดว่าฝีมือการเย็บแผลของเขานั้นหาตัวจับยาก แต่พอมาเจอทักษะการเย็บแผลของติงเกอเข้าไป ฝีมือที่เขาเคยภาคภูมิใจนักหนาก็กลายเป็นแค่ของเด็กเล่นไปเลย
แม้ปากจะเอ่ยชม แต่ในใจของหวังฉวนกลับไม่อยากให้ติงเกอเข้ามาร่วมงานที่คลินิกเสริมความงามแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
เพราะถ้าติงเกอเข้ามาทำงานที่นี่ล่ะก็ เขาก็จะมีคู่แข่งตัวฉกาจเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
แถมยังเป็นคู่แข่งที่เขาไม่มีปัญญาจะเอาชนะได้ซะด้วย ดังนั้นตอนนี้หวังฉวนจึงต้องรีบหาทางสกัดดาวรุ่ง ไม่ให้ติงเกอได้เข้ามาทำงานที่นี่เด็ดขาด
“แต่ผมรู้สึกว่าไอ้หมอนี่มันดูเป็นพวกมักใหญ่ใฝ่สูง ทะเยอทะยานเกินไปหน่อยนะครับ”
“ผู้อำนวยการก็น่าจะรู้นี่ครับว่าผมเคยทำงานในโรงพยาบาลรัฐมาก่อน ผมรู้กฎระเบียบของโรงพยาบาลดี”
“ทางโรงพยาบาลมีกฎเหล็กสั่งห้ามไม่ให้หมอออกมารับจ้างรักษาคนไข้ข้างนอกโดยพลการเด็ดขาด”
“แต่ไอ้เด็กนี่กลับกล้าแหกกฎออกมารับงานนอก คงจะหวังใช้โอกาสนี้ตีสนิทกับคุณเฉิงลู่ เพื่อเป็นเส้นสายให้ตัวเองได้ดิบได้ดีล่ะสิ”
“คนที่มีจิตใจไม่บริสุทธิ์แบบนี้ ดูแวบเดียวก็รู้แล้วครับว่าไม่ใช่คนดีอะไรหรอก”
หวังฉวนพยายามพูดจาใส่ร้ายป้ายสี ติเตียนเรื่องจรรยาบรรณของติงเกอ เพื่อหวังจะให้เฉินซิงล้มเลิกความคิดที่จะดึงตัวติงเกอมาทำงานด้วย
เฉินซิงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยเบาๆ
ที่หวังฉวนพูดมามันก็มีเหตุผล ถ้าเกิดรับคนไม่มีจรรยาบรรณเข้ามาทำงาน เขาก็คงจะไม่สบายใจเหมือนกัน
“เอาบัตรเครดิตใบนั้นไปให้หมอติงที” ภายในห้องพัก เฉิงลู่หันไปสั่งลูกน้องให้นำของตอบแทนไปให้ติงเกอ
“ผู้อำนวยการคอยดูนะครับ ไอ้เด็กนั่นต้องรีบตะครุบเงินก้อนนั้นไว้แน่นอน” หหวังฉวนหันไปยิ้มเยาะกับเฉินซิง เมื่อเห็นลูกน้องของเฉิงลู่ยื่นบัตรเครดิตให้ติงเกอ
“ไอ้หนู รีบรับบัตรใบนั้นไปสิ” หวังฉวนแอบเชียร์อยู่ในใจ
ถ้าเป็นเขา เขาก็คงจะรีบคว้าบัตรใบนั้นไว้โดยไม่ลังเลเลยล่ะ
ก็แหม... หมอจบใหม่เงินเดือนน้อยจะตาย พอเห็นเงินก้อนโตมาวางอยู่ตรงหน้า มีหรือจะไม่ตาลุกวาว
“ในบัตรใบนี้มีเงินอยู่หนึ่งแสนหยวน ถือซะว่าเป็นค่าเหนื่อยสำหรับวันนี้ก็แล้วกันนะครับ”
ท่าทีที่เฉิงลู่มีต่อติงเกอเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความเย็นชาในตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นและเป็นกันเอง
ฝีมือการเย็บแผลขั้นเทพของติงเกอ สามารถเอาชนะใจเฉิงลู่ได้อย่างราบคาบ
สมกับคำกล่าวที่ว่า 'คนเก่งจริง อยู่ที่ไหนก็มีแต่คนเคารพนับถือ'
“หนึ่งแสนหยวน?!”
หวังฉวนที่แอบฟังอยู่ข้างนอกถึงกับตาร้อนผ่าวด้วยความอิจฉา
ทำไมไอ้เด็กนี่ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ถึงได้เงินเท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนของเขาล่ะ?
โลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย!
ตอนนี้หวังฉวนอยากจะสิงร่างติงเกอซะเดี๋ยวนี้เลย ถ้าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นเขาคงจะดีไม่น้อย
“หนึ่งแสนหยวนเหรอครับ?” ติงเกอเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะใจป้ำให้เงินเยอะขนาดนี้
“รับไว้เถอะครับ ไม่ต้องเกรงใจ” เฉิงลู่ยัดบัตรเครดิตใส่มือติงเกอทันที
แต่ติงเกอกลับรู้สึกว่าบัตรเครดิตใบนี้มันร้อนลวกมือพิกล
“ผู้อำนวยการเห็นไหมครับ ผมบอกแล้วว่าไอ้เด็กนี่มันต้องรับเงินไว้แน่นอน” เมื่อเห็นติงเกอรับบัตรเครดิตไปถือไว้ หวังฉวนก็พูดจาเยาะเย้ยด้วยความสะใจ
“ในเมื่อคนคนนี้มีปัญหาเรื่องจรรยาบรรณ ถ้าอย่างนั้นเรื่องการรับคนเข้าทำงาน...”
เฉินซิงกำลังจะพูดตัดบทเรื่องการรับติงเกอเข้าทำงาน แต่จู่ๆ เขาก็ต้องชะงักไป
เพราะตอนนี้ ติงเกอกำลังยื่นบัตรเครดิตใบนั้นคืนให้เฉิงลู่!
นี่มันหมายความว่ายังไงกัน? หรือว่าเรื่องราวจะพลิกล็อก?
“ผู้อำนวยการครับ ไอ้เด็กนี่มันคงคิดว่าเงินน้อยไปแน่ๆ เลย นอกจะไม่มีจรรยาบรรณแล้ว ยังโลภมากไม่รู้จักพออีกต่างหาก!” หวังฉวนรีบเอาความคิดอันคับแคบของตัวเองไปตัดสินคนอื่นทันที
สำหรับเขาแล้ว ถ้าเขาไม่ยอมรับเงิน ก็แปลว่าเงินก้อนนั้นมันน้อยเกินไปยังไงล่ะ!
“คุณเฉิงรู้ไหมครับว่า ค่าออกตรวจของผมครั้งละเท่าไหร่?” จู่ๆ ติงเกอก็โพล่งคำถามแปลกๆ ขึ้นมา
“เดี๋ยวมันต้องโม้ว่าค่าตัวมันแพงลิบลิ่ว เพื่อจะขออัปค่าเหนื่อยเพิ่มแน่ๆ”
“ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนก็เงี้ยแหละ ค่าตัวจะสักเท่าไหร่กันเชียว โลภมากไม่พอยังขี้โม้หน้าด้านๆ อีกต่างหาก”
หวังฉวนมองติงเกอพร้อมกับกระตุกยิ้มมุมปาก ไอ้เด็กนี่ข้อเสียเยอะชะมัด
ยิ่งเห็นเฉินซิงทำหน้าขยะแขยง เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าติงเกอหมดสิทธิ์เข้ามาทำงานที่คลินิกเสริมความงามแห่งนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ ฮ่าๆๆ!
“ในเมื่อคุณมีฝีมือเก่งกาจขนาดนี้ ค่าตัวก็ต้องแพงเป็นธรรมดาแหละครับ” เฉิงลู่ก็คิดเหมือนหวังฉวน เขาคิดว่าติงเกอคงจะมองว่าเงินหนึ่งแสนหยวนมันน้อยเกินไป
แต่ระดับมหาเศรษฐีอย่างเฉิงลู่มีหรือจะเดือดร้อนเรื่องเงิน ขอแค่ติงเกอช่วยรักษาน้องสาวเขาจนหายดี ต่อให้ติงเกอจะเรียกเงินมากกว่านี้ เขาก็ยินดีจ่ายให้ไม่อั้น (ถ้ามันไม่ขูดรีดกันจนเกินงามอะนะ)
“ค่าออกตรวจของผมครั้งละหนึ่งร้อยหยวนครับ”
ในขณะที่เฉิงลู่เตรียมใจรอฟังตัวเลขมหาศาลจากปากติงเกอ ใครจะไปคิดว่าติงเกอจะเรียกค่าตัวแค่เศษเงินแค่นี้!
“หมายความว่ายังไงครับเนี่ย?” เฉิงลู่มองหน้าติงเกอด้วยความงุนงง ตกลงไอ้หนุ่มนี่มันต้องการอะไรกันแน่?
“บัตรเครดิตใบนี้ผมรับไว้ไม่ได้หรอกครับ”
ติงเกอยัดบัตรเครดิตคืนใส่มือของเฉิงลู่ การรักษาครั้งนี้ไม่ใช่ภารกิจจากระบบ ติงเกอจึงรู้สึกตะขิดตะขวงใจถ้าจะรับเงินก้อนโตนี้ไว้
การเป็นหมอก็ต้องรักษาคนไข้ มันคือหน้าที่และจรรยาบรรณที่เขาพึงกระทำอยู่แล้ว
เขาจะขอรับแค่ค่าตอบแทนในส่วนที่เขาสมควรได้รับเท่านั้น ส่วนเงินก้อนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ เขาจะไม่ขอแตะต้องมันเด็ดขาด
“แต่ถ้าคุณหมอไม่รับเงินก้อนนี้ไว้ ผมคงรู้สึกไม่สบายใจแน่ๆ ครับ” ภาพลักษณ์ของติงเกอในสายตาของเฉิงลู่ดูสูงส่งและน่านับถือขึ้นมาทันที ไอ้หนุ่มคนนี้เป็นคนดี มีอุดมการณ์ และมีจุดยืนที่ชัดเจนจริงๆ
“ใครบอกว่าผมจะไม่เอาล่ะครับ!”
ในขณะที่เฉิงลู่กำลังซาบซึ้งในความดีงามของติงเกอ จู่ๆ ติงเกอก็แบมือทวงเงินซะงั้น
“เอ๊ะ?” ไหงงั้นล่ะ? สรุปแล้วจะเอายังไงกันแน่เนี่ย?
“ค่าออกตรวจของผม หนึ่งร้อยหยวน ห้ามขาดแม้แต่แดงเดียว”
ถึงแม้ติงเกอจะไม่ยอมรับเงินหนึ่งแสนหยวน แต่เงินหนึ่งร้อยหยวนที่เป็นค่าออกตรวจ เขาต้องได้มันมา!
เพราะนี่คือสิ่งที่เขาสมควรได้รับ!
“ฮ่าๆๆๆๆ”
พอเห็นท่าทางขึงขังของติงเกอ เฉิงลู่ก็หลุดหัวเราะออกมาลั่นห้อง
ไอ้หนุ่มนี่น่าสนใจดีแฮะ!
แม้แต่เฉิงเสวี่ยที่เพิ่งจะหยุดร้องไห้ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะตามออกมา ผู้ชายคนนี้นอกจากจะหล่อแล้ว จิตใจยังดีอีกด้วย
“นี่ครับหมอติง ค่าออกตรวจของคุณ”
เฉิงลู่หยิบธนบัตรใบละหนึ่งร้อยหยวนออกจากกระเป๋าตังค์ด้วยท่าทีขึงขัง ก่อนจะวางลงบนมือของติงเกอ
“โอเค ขอบคุณครับ” ติงเกอพยักหน้ารับ เงินหนึ่งร้อยหยวนก้อนนี้ เขารับมาด้วยความภาคภูมิใจที่สุด
[ ติ๊ด โฮสต์สามารถต้านทานสิ่งยั่วเย้าในใจได้สำเร็จ ระบบรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมาก ดังนั้นระบบจึงขออนุมัติมอบรางวัลพิเศษให้แก่โฮสต์ ]
[ รางวัลพิเศษ: เงินรางวัลสามแสนหยวน และสามารถเปิดใช้งานทักษะได้ฟรีสามทักษะ ]
“หืม? ระบบเป็นคนดีกับเขาด้วยเหรอเนี่ย?” ติงเกอแอบแปลกใจที่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ
วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไงนะ? ร้อยวันพันปีเห็นมีแต่คอยกดขี่ข่มเหง วันนี้ดันใจป้ำแจกรางวัลให้ฟรีๆ ซะงั้น? หายากนะเนี่ย!
(จบแล้ว)