- หน้าแรก
- หนึ่งพู่กันสยบฟ้าตวัดอักษรสยบภูตผี
- บทที่ 47 บัณฑิตแห่งซ่างหยาง
บทที่ 47 บัณฑิตแห่งซ่างหยาง
บทที่ 47 บัณฑิตแห่งซ่างหยาง
บทที่ 47 บัณฑิตแห่งซ่างหยาง
ทางตะวันตกของเมืองผิงหยาง ณ ท่าเรือผิงเจียง
หากล่องเรือตามกระแสน้ำลงไป ก็จะสามารถเดินทางไปถึงมณฑลหลินเจียง ซึ่งปกครองเมืองสามแห่งและอำเภออีกห้าแห่ง มีพื้นที่กว้างขวางถึงห้าร้อยลี่โดยรอบ
ผู้ว่าการมณฑลหลินเจียง หลี่อวี้ซาน ก็เป็นผู้ฝึกฝนวิถีปราชญ์ขอบเขตขั้นห้าแห่งอาจารย์ระดับมนุษย์เช่นกัน มีข่าวลือว่าอีกไม่นานเขาก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นสี่ได้แล้ว
"เถ้าแก่ ไปมณฑลหลินเจียงคิดเงินเท่าไหร่?"
เถ้าแก่เรือเงยหน้าขึ้นมอง บนใบหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มทันที
ผู้ที่เอ่ยถามสวมชุดคลุมบัณฑิตยาว ที่เอวข้างหนึ่งเหน็บน้ำเต้าสุรา ส่วนอีกข้างหนึ่งแขวนกระบี่สีเขียวครามยาวสามฟุต
ใบหน้าของเขาคมคายดุจใบมีดโกน คิ้วโก่งดั่งคันศร ดวงตาทอประกายดุจดวงดาว เส้นผมสองปอยที่หน้าผากพริ้วไหวไปตามสายลม เพียงแค่มองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา
ผู้คนรอบข้างต่างพากันแอบชื่นชมในความหล่อเหลาสง่างามของเขา ดูราวกับคุณชายเจ้าสำราญที่มาจากตระกูลใหญ่
ท่ามกลางความเสเพลไม่ผูกมัด ยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความสามารถอันเปี่ยมล้นของบัณฑิตเจ้าสำราญ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นฉู่เหอที่ผ่านการแปลงโฉมโดยกงซุนเซิ่งนั่นเอง
เขานำนามแฝงว่า ไป๋หลง มาใช้งาน ยามนี้เขาเป็นบัณฑิตที่แท้จริง เพื่อตัดขาดจากตัวตนเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาจึงเปลี่ยนสไตล์ของตนเองไปอย่างสิ้นเชิง
"คุณชายท่านนี้ ราคาขึ้นอยู่กับว่าท่านตั้งใจจะพักห้องพักระดับบนหรือระดับกลางขอรับ ตำแหน่งห้องแตกต่างกัน ราคาย่อมแตกต่างกันไปด้วยขอรับ"
เถ้าแก่เรือตอบด้วยรอยยิ้ม
"ย่อมต้องเป็นห้องพักระดับบนอยู่แล้ว" ฉู่เหอกล่าวอย่างเรียบเฉย
เถ้าแก่เรือดวงตาสว่างวาบ ยิ้มกล่าว "ห้องพักระดับบนยังว่างอยู่ห้องหนึ่งพอดี คุณชายจ่ายให้ข้าเพียงสามสิบตำลึงเงินก็พอขอรับ"
ให้ตายเถอะ ราคาช่างแพงเอาเรื่องทีเดียว ทว่า《ซ้องกั๋ง》ช่วยให้ฉู่เหอมีเงินไหลเข้ากระเป๋ากว่าแสนตำลึงแล้ว เขาจึงไม่ได้ใส่ใจเงินจำนวนนี้เลยแม้แต่น้อย
เขาหยิบตั๋วเงินมูลค่าห้าสอบตำลึงใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ พร้อมกับยื่นน้ำเต้าสุราที่อยู่ข้างเอวส่งไปให้พร้อมกัน
"สามสิบตำลึงเป็นค่าเรือ ส่วนอีกยี่สิบตำลึงที่เหลือ จงหาวิธีเติมสุรามาให้ข้าให้เต็ม"
เถ้าแก่เรือฉีกยิ้มจนตาหยีเป็นเส้นตรง รับน้ำเต้าสุราไปแล้วสั่งให้ลูกเรือไปเติมสุราทันที
ในฐานะเรือโดยสาร ย่อมมีสุราและน้ำดื่มไว้คอยบริการอยู่แล้ว ทว่าสุราหนึ่งน้ำเต้าต่อให้ดีปานใดก็ไม่มีทางถึงสิบตำลึงเงินแน่นอน คนที่ลงมือใจถึงพึ่งได้เช่นฉู่เหอนี้ ช่างหาได้ยากยิ่งนัก
ฉู่เหอยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ ผู้คนรอบข้างต่างพากันหลบหลีกเปิดทางโล่งให้แก่เขาโดยอัตโนมัติ
เขาทำสีหน้าเรียบเฉย ทอดสายตามองไปไกลแสนไกล มุมปากยกขึ้นยิ้มบางๆ
"คุณชาย สุราของท่านขอรับ!" ลูกเรือยื่นน้ำเต้าสุราให้อย่างนอบน้อม
ฉู่เหอส่งเสียง "อืม" ในลำคอ เปิดฝาออกแล้วดื่มอึกใหญ่
สุรานี้ค่อนข้างแรงเอาเรื่อง ทันทีที่ไหลลงคอก็รู้สึกแสบคอเล็กน้อย ทว่ามันกลับทำให้ดวงตาของเขาฉายประกายแววตาที่แตกต่างไปจากเดิม
"เรือจะออกแล้ว!"
สิ้นเสียงตะโกนลั่นของเถ้าแก่เรือ เรือโดยสารก็เคลื่อนออกจากฝั่ง ค่อยๆ ล่องลอยไปตามกระแสน้ำมุ่งหน้าสู่มณฑลหลินเจียง
สายลมโชยอ่อนปะทะใบหน้า ทิวเขาเขียวขจีทั้งสองฝั่งพุ่งผ่านไปไม่ขาดสาย
ฉู่เหออาศัยความเมามายสามส่วน ความงดงามของทิวทัศน์เจ็ดส่วน ในใจของเขากลับบังเกิดความรู้สึกอยากจะเอ่ยท่องบทกวีคำประพันธ์ขึ้นมาอย่างรุนแรง
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยคำ เสียงอันไม่รื่นหูสายหนึ่งก็ดังแทรกมาจากด้านข้างทันที
"ความรู้ความสามารถไม่เท่าไหร่ ทว่ารูปร่างหน้าตากลับดูใช้ได้ทีเดียว"
ฉู่เหอหรี่ตาไล่ตามเสียงประชดประชันนั้นไปมอง พบว่าเป็นชายหนุ่มในชุดคลุมบัณฑิตยาวคนหนึ่งเช่นกัน ข้างกายของชายหนุ่มคนนั้นยังมีคนล้อมรอบอยู่สองสามคน ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง
"มองอะไรกัน อยากถูกควักดวงตาออกหรือไง!" คนข้างกายของชายหนุ่มคนนั้นตะโกนด่าอย่างดุร้าย
ผู้คนรอบข้างที่ได้ยินต่างพากันใจหายวาบ หรือว่าบัณฑิตที่มาคนเดียวคนนี้กำลังจะมีเรื่องปะทะกับคนกลุ่มนี้เสียแล้ว
ฉู่เหอไม่ได้เก็บมาใส่ใจ หรือจะบอกว่าเขาขี้เกียจจะถือสาหาความมากกว่า ภายใต้ดวงตาทิพย์มองเห็นในยามค่ำคืนเขาเห็นได้อย่างชัดเจน
ต่อให้เป็นชายหนุ่มที่เป็นหัวหน้ากลุ่มคนนั้น พลังตบะก็อยู่เพียงแค่ขอบเขตขั้นเก้าเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ยังไม่ได้เข้าสู่วิถีด้วยซ้ำ
ทว่าการไม่ถือสาหาความของเขากลับทำให้คนกลุ่มนั้นเกิดเพลิงโทสะขึ้นมา
หนึ่งในนั้นพับแขนเสื้อเตรียมจะเดินเข้าหาฉู่เหอ ทำท่าทางราวกับจะลงไม้ลงมือ
"ทุกท่านโปรดใจเย็นก่อน ใจเย็นๆ กันก่อนขอรับ!"
เถ้าแก่เรือรีบวิ่งเข้ามาร้องห้ามด้วยรอยยิ้ม นี่เป็นเรือของเขา หากบรรดาบัณฑิตผู้ฝึกฝนวิถีปราชญ์เกิดมีเรื่องปะทะกันขึ้นมา ย่อมต้องกลายเป็นเรื่องยุ่งยากแน่
"ทุกคนต่างก็เป็นปัญญาชน เหตุใดต้องทำตัวตึงเครียดใส่กันด้วยเล่า พรุ่งนี้เช้าก็จะถึงมณฑลหลินเจียงแล้ว เห็นแก่หน้าข้าเถอะ เรื่องนี้ให้มันแล้วกันไปดีกว่าขอรับ"
คนที่จะลงมือแค่นยิ้มเย็น "เจ้าที่เป็นเพียงคนแจวเรือชั้นต่ำมีฐานะอะไร ถึงกล้ามาเรียกตัวเองว่าเป็นปัญญาชน อาศัยหนังสือ《ซ้องกั๋ง》ครึ่งเล่มในมือเจ้างั้นหรือ?"
"ก็จริง มีแต่พวกคนชั้นต่ำเท่านั้นแหละที่จะไปอ่านหนังสือปกิณกะไร้สาระอย่าง《ซ้องกั๋ง》"
เถ้าแก่เรือทำสีหน้าเก้อเขิน รีบนำเอา《ซ้องกั๋ง》ในมือไปซ่อนไว้ด้านหลังด้วยความอับอาย
ทว่าคนอื่นๆ บนเรือกลับไม่พึงพอใจขึ้นมา พวกเขาเดินทางผ่านเมืองผิงหยาง ส่วนใหญ่ต่างก็ซื้อ《ซ้องกั๋ง》ที่กำลังโด่งดังที่สุดในยามนี้มาอ่านฆ่าเวลาด้วยกันทั้งสิ้น
คำว่าคนชั้นต่ำคำนี้ ไม่เพียงแต่จะด่าทอใส่เถ้าแก่เรือ ทว่ามันยังเหมือนด่าทอใส่พวกเขาทุกคนด้วยเช่นกัน
"อย่างไรกัน? คนที่อ่าน《ซ้องกั๋ง》ไม่นับว่าเป็นปัญญาชนงั้นหรือ?"
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งไม่พอใจ ชูหนังสือในมือเดินเข้าไปล้อมกรอบทันที แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
คำพูดคำนี้ของเขา ได้รับการตอบรับจากคนอื่นๆ ในทันที ต่างพากันเอ่ยปากตำหนิต่อว่า
"ใช่แล้ว พวกเราอ่าน《ซ้องกั๋ง》แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าด้วย?"
"ข้าเห็นว่า《ซ้องกั๋ง》ที่คุณชายฉู่เหอเขียนนั้นแต่งได้ดีเยี่ยม พวกเจ้ามีความสามารถเขียนให้ได้แบบนี้ไหมล่ะ?"
ชายหนุ่มที่ถูกฝูงชนรุมโจมตีด้วยคำพูดใบหน้าแดงสลับขาวด้วยความอับอาย
คนพวกนี้ถึงกับนำตัวเขาไปเปรียบเทียบกับบุตรชายของไอ้คนโกงข้อสอบพรรค์นั้น นี่มันไม่ใช่การดูหมิ่นเขาแล้วจะเป็นอะไรได้อีก!
ส่วนประโยคที่ว่ามีความสามารถเขียนได้แบบนั้นไหม ได้ถูกเขามองข้ามไปนานแล้ว
หากเขามีปัญญาเขียนได้แบบนั้นจริง เขาคงแต่งออกมาเล่มหนึ่งเพื่อสะสมปราณวรรณกรรมไปนานแล้ว จะปล่อยให้มีเรื่องของคุณชายฉู่เหออะไรนั่นได้อย่างไร
ชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้างยิ้มพลางก้าวออกมา กดมือลงแล้วกล่าวว่า "เป็นศิษย์น้องของข้าคนนี้ที่ไม่รู้ความ ทุกท่านเห็นแก่หน้าข้า หวาเฟยเหอ สักครั้ง ข้าขออภัยแทนศิษย์น้องคนนี้ด้วยขอรับ"
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ทุกคนบนเรือต่างพากันตกตะลึง
คนผู้นี้ถึงกับคือหวาเฟยเหอ บัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งเมืองซ่างหยาง หวา飞河 จากตระกูลหวาผู้นั้นงั้นหรือ?
มีข่าวลือว่าคนผู้นี้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นเก้าแห่งการแสวงวิชาตั้งแต่อายุสิบสามปี เป็นผู้ฝึกฝนวิถีปราชญ์ที่แท้จริง
ฐานะของอาจารย์เขาก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เป็นถึงบัณฑิตขอบเขตขั้นห้าแห่งอาจารย์ระดับมนุษย์ เพียงแต่ไม่มีความทะเยอทะยานในราชการ จึงกลับมาเปิดสำนักสั่งสอนศิษย์ที่เมืองซ่างหยาง
พรสวรรค์ไม่ธรรมดา แถมยังมีอาจารย์ที่มีชื่อเสียงคอยสั่งสอน คาดว่ายามนี้หวาเฟยเหอคงอยู่ห่างจากขอบเขตขั้นแปดอีกไม่ไกลแล้วกระมัง
ในเมื่อเขาเป็นคนเอ่ยปาก ผู้คนรอบข้างก็ไม่กล้ากล่าวอะไรอีก ต่างพากันประสานมือ ถือว่ายอมให้เกียรติหวาเฟยเหอคนนี้สักครั้ง
เมื่อทุกคนเงียบเสียงลงแล้ว หวาเฟยเหอก็เดินมาหยุดตรงหน้าฉู่เหอ ยิ้มกล่าวว่า "ไม่ทราบว่าพี่ชายท่านนี้มีนามว่าอะไร ข้าจะได้ขออภัยแทนศิษย์น้องคนนี้ได้อย่างถูกต้องขอรับ"
การขออภัยจำเป็นต้องรู้ชื่อแซ่ด้วยงั้นหรือ? คาดว่าคงตั้งใจจะจำชื่อของตนไว้ เพื่อหาเรื่องในวันหน้าเสียมากกว่ากระมัง?
ทว่าฉู่เหอก็ไม่มีความหวาดกลัว เขายิ้มบางๆ กล่าวว่า "ผู้น้อยมีนามว่า ไป๋หลง เรื่องขออภัยไม่จำเป็นหรอกขอรับ คนบางคนข้ายังไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยด้วยซ้ำ"
แววตาของหวาเฟยเหอฉายประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นใครทว่ายังกล้าเอ่ยคำพูดประชดประชัน ไอ้หมอนี่ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ!
ทว่าบนใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม "ในเมื่อพี่ไป๋ไม่ถือสาหาความ เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้วขอรับ"
เขาหันหลับพาศิษย์น้องคนนั้นเดินจากไป ทว่าทันทีที่หันหลังกลับ ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความเย็นชา
กล้าปฏิเสธหน้าตาของเขา หวาเฟยเหอ ไป๋หลงคนนี้ถือเป็นคนแรก
ทว่าชื่อไป๋หลงนี้ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน คาดว่าคงเป็นพวกบ้านนอกคอกนาที่มาจากซอกหลืบไหนสักแห่ง มีดีแค่รูปร่างหน้าตา ทว่ากลับไม่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง
"พี่หวา พวกเราจะปล่อยไอ้หมอนั่นไปง่ายๆ แบบนี้เลยหรือขอรับ?" ชายหนุ่มข้างกายเขากล่าวเสียงเบา