- หน้าแรก
- หนึ่งพู่กันสยบฟ้าตวัดอักษรสยบภูตผี
- บทที่ 45 ปราณกวีและตำรา
บทที่ 45 ปราณกวีและตำรา
บทที่ 45 ปราณกวีและตำรา
บทที่ 45 ปราณกวีและตำรา
เช้าตรู่วันต่อมา อวี้หลิงลืมตาตื่นขึ้น
นางตั้งใจจะแอบมุดตัวหนีกลับห้องเงียบๆ ทว่าท่อนแขนของฉู่เหอกลับเกาะกุมร่างของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
เมื่อสัมผัสได้ถึงตำแหน่งที่มือของฉู่เหอวางพาดอยู่ ใบหน้าของนางก็แดงซ่านด้วยความอับอาย
ขนาดหลับไปแล้ว นายน้อยก็ยังไม่รักนวลสงวนตัว น่าเกลียดที่สุดเลยเจ้าค่ะ
มือเล็กๆ ของนางเอื้อมไปจับท่อนแขนของฉู่เหอ แล้วออกแรงผลักเบาๆ หมายจะย้ายมันออกไป
ทว่าเพิ่งจะขยับได้เพียงนิดเดียว จู่ๆ ฉู่เหอก็จับปากเคี้ยวเดาะเหมือนละเมอ ทำเอาสาวน้อยตกใจจนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับเขยื้อน
พอตั้งสติได้ มือข้างนั้นก็กลับมาวางพาดอยู่ที่ตำแหน่งเดิมเสียแล้ว
เรื่องนี้ทำให้นางโกรธจนต้องทำปากยื่นด้วยความแง่งอน
แต่เพราะกลัวว่าจะทำเสียงดังจนฉู่เหอตื่นขึ้นมาแล้วจับได้ นางจึงต้องค่อยๆ ขยับท่อนแขนของเขาอีกครั้งอย่างระมัดระวัง
ทว่าฉู่เหอกลับส่งเสียงละเมอพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ แล้วมือหนาก็ตวัดกลับมาวางที่เดิมอีกรอบ
ทำเอาอวี้หลิงโกรธจนกำหมัดแน่น ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนเกิดเสียงดังกรอด
นางแทบอยากจะอ้าปากกัดลงบนท่อนแขนที่ฉวยโอกาสล่วงเกินชิ้นนี้เสียให้เข็ด
แต่ก็ยังนับว่าโชคดี ในที่สุดคราวนี้นางก็สามารถยกท่อนแขนของเขาออกไปได้สำเร็จ
ทันทีที่เท้าแตะพื้น สาวน้อยก็รีบเปิดประตูห้องแผ่วเบา แล้ววิ่งปราดเดียวมุดกลับเข้าห้องพักของตนเองทันที
คล้อยหลังอวี้หลิงไปไม่ทันไร เสียงกรนในห้องนอนก็พลันเงียบกริบลง
ฉู่เหอลืมตาทั้งสองข้างขึ้น มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม
แท้จริงแล้วเขาตื่นตั้งนานแล้ว การเคลื่อนไหวทุกอย่างของแม่สาวน้อยคนนี้ล้วนอยู่ในสายตาของเขาทั้งสิ้น
การแกล้งเย้าแหย่สาวน้อยคนนี้ช่างสนุกไม่เบา หากไม่ใช่เพราะเห็นว่านางจวนจะโกรธจนระเบิดออกมาแล้ว เขาคงจะแกล้งหยอกต่ออีกสักหน่อย
เขาบิดี้เกียจ ยืดเส้นยืดสายแล้วลุกขึ้นมานั่ง
ยามนี้ลุงฝูยังไม่ตื่น จึงยังไม่สามารถไปสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีปราชญ์ได้
ฉู่เหอจึงทำเพียงล้างหน้าบ้วนปากอย่างง่ายๆ แล้วมุดตัวเข้าห้องหนังสือเพื่อเร่งปั่นต้นฉบับต่อ
อย่างน้อยที่สุด จิตวิญญาณแห่งหนังสือก็ถือเป็นวิธีการรับมือศัตรูรูปแบบหนึ่ง หากสามารถเขียน《ซ้องกั๋ง》ฉบับเต็มออกมาได้เร็วเท่าใด ย่อมสามารถหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณแห่งหนังสืออกมาคุ้มกายได้มากขึ้นเท่านั้น
แม้ตัวละครในซ้องกั๋งส่วนใหญ่จะเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ต่อให้กลายเป็นจิตวิญญาณแห่งหนังสือ พลังฝีมือก็อาจจะไม่ถึงขั้นไร้เทียมทาน
ทว่าได้เปรียบที่จำนวนคนมหาศาล อีกทั้งแต่ละคนต่างก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่แตกต่างกัน อย่างน้อยที่สุดในช่วงก่อนที่เขาจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตผู้มีพรสวรรค์ทั้งสามขอบเขต สิ่งนี้ย่อมช่วยเสริมสร้างพลังฝีมือให้แก่เขาได้เป็นอย่างมาก
เหล่ายอดฝีมืออย่างหลินชงและคนอื่นๆ ยังคงพักฟื้นหล่อเลี้ยงพลังอยู่ในบ่อน้ำพุวรรณกรรม ถือว่ารอดพ้นจากภัยพิบัติในครั้งนี้มาได้
หลังจากก้มหน้าก้มตาเขียนอยู่ร่วมหนึ่งชั่วยามเต็ม บรรดาบ่าวรับใช้ในจวนฉู่ก็ทยอยตื่นนอนกันขึ้นมา ลานเรือนเริ่มกลับมาส่งเสียงจอกแจกจอแจอีกครั้ง
เป็นพวกบ่าวรับใช้ภายนอกที่กำลังช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาดร่องรอยที่หลงเหลือจากการต่อสู้เมื่อคืนนี้ รวมถึงซากศพของปีศาจจิ้งจอกเหล่านั้นก็จำเป็นต้องได้รับการจัดการเช่นกัน
ฉู่เหอนวดข้อมือที่ปวดล้า เขียนมาตั้งนานเพิ่งจะได้แค่สองสามตอน เห็นทีคงต้องหาคนมาช่วยเขียนแทนเสียแล้ว!
ทันทีที่เขาก้าวเท้าออกจากประตูห้องหนังสือ ก็เห็นลุงฝูกำลังใช้มือกุมศีรษะเดินออกมาพอดี
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ผ่านไปเพียงคืนเดียว เส้นผมที่เคยขาวโพลนของลุงฝูกลับคืนสู่สภาพเดิมเรียบร้อยแล้ว
"ซี้ด! ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จู่ๆ หัวของบ่าวเฒ่าถึงไต้ปวดขนาดนี้ หรือเป็นเพราะเมื่อคืนใช้เคล็ดวิชาลับ จนสูญเสียพลังงานมากเกินไปกันแน่?"
ลุงฝูขมวดคิ้วแน่น รู้สึกมึนงงศีรษะ ขมับทั้งสองข้างเต้นตุบๆ ด้วยความเจ็บปวด
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาเห็นฉู่เหอ ก็เผยสีหน้าประหลาดใจ
"นายน้อย เหตุใดวันนี้ท่านถึงตื่นเช้านักขอรับ?"
ฉู่เหอยิ้มเจ้าเล่ห์ "ข้าก็เพราะเป็นห่วงร่างกายของท่านอย่างไรเล่าขอรับ!"
ลุงฝูเผยสีหน้าปลาบปลื้มใจ ช่วงนี้นายน้อยเปลี่ยนไปมากจริงๆ หากเป็นนายน้อยในยามปกติย่อมไม่มีทางเอ่ยคำพูดแสดงความห่วงใยผู้อื่นเช่นนี้ออกมาแน่
"จริงด้วยลุงฝู ข้ามีเรื่องอยากจะสอบถามท่านสักหน่อยขอรับ" ฉู่เหอกล่าว
ลุงฝูยิ้มอย่างอารมณ์ดี "นายน้อย มีเรื่องอะไรท่านก็เอ่ยมาเถอะขอรับ บ่าวเฒ่าย่อมรู้สิ่งใดจะบอกสิ่งนั้นจนหมดสิ้น"
"ลุงฝู จากการปะทะศึกเมื่อคืนนี้ ข้าพบว่าผู้ฝึกยุทธ์ ผู้ฝึกตนวิถีเต๋า หรือแม้แต่ผู้ฝึกตนวิถีพุทธ ต่างก็มีวิธีการโจมตีมากมาย ทว่าเหตุใดตัวข้าที่เป็นถึงผู้ฝึกฝนวิถีปราชญ์ขั้นแปด กลับไม่มีวิธีการอะไรเลยล่ะขอรับ?"
ฉู่เหอเอ่ยถึงความสงสัยในใจออกมา เมื่อคืนนี้วิธีการเดียวของเขาก็คือการนำปราณวรรณกรรมมาห่อหุ้มตัวหอกยาว แล้วใช้พลังปราณวรรณกรรมเข้าทลายศัตรู
ทว่าวิธีการเช่นนี้หากเผชิญหน้ากับปีศาจตัวจ้อยหรือวิญญาณเร่ร่อนทั่วไปก็ยังพอไหว แต่หากเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งของจริงย่อมกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ทันที
ลุงฝูเข้าใจแจ่มแจ้ง ยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า "ที่แท้นายน้อยก็สงสัยเรื่องนี้ เรื่องนี้หากจะอธิบายย่อมมีความซับซ้อนอยู่บ้าง นายน้อยพวกเรามานั่งคุยกันเถอะขอรับ"
คนทั้งสองนั่งลงบนม้าหินในลานเรือน ลุงฝูจึงเริ่มอธิบายรายละเอียดให้ฉู่เหอฟัง
"นายน้อย วิถีปราชญ์นั้นแตกต่างจากวิถีคำรณ วิถียุทธ์ และวิถีพุทธ ทั้งสามวิถีนั้นต่างก็มีเคล็ดวิชาเฉพาะตัวที่ชัดเจน ซึ่งสามารถเรียกว่าวิชาเหนือธรรมชาติได้"
"ยกตัวอย่างเช่น วิชาเหนือธรรมชาติสายยุทธ์ของพวกผู้ฝึกยุทธ์ เช่น ฝ่ามือเปิดศิลา, บาทาวายุ, กระบี่เมฆาไหลริน ส่วนวิถีเต๋าก็มีแผ่นยันต์คาถา, อัสนีบาตใจกลางฝ่ามือ หรือแม้แต่วิชาแขนเสื้อจักรวาล ทางฝั่งวิถีพุทธเองก็มีมหากรุณาธารณีสูตร, มุทรากงล้อทองคำคำรณ หรือกายทองคำพระอรหันต์"
"ทว่าวิถีปราชญ์นั้นแตกต่างออกไป วิชาเหนือธรรมชาติของวิถีปราชญ์จำเป็นต้องอาศัยการตระหนักรู้ด้วยตนเอง เช่น ดวงตาทิพย์มองเห็นในยามค่ำคืน, การวางกลยุทธ์บนกระดาษ หรือการพูดเป็นจริงตามคำ..."
ลุงฝูอธิบายอย่างละเอียดถี่ถ้วน ฉู่เหอพยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ
วิชาเหนือธรรมชาติของวิถีปราชญ์เขาก็ตระหนักรู้มาได้อย่างหนึ่งแล้ว นั่นคือดวงตาทิพย์มองเห็นในยามค่ำคืน ทว่าสิ่งนี้ควรจะเรียกว่าเป็นวิชาเหนือธรรมชาติสายสนับสนุนเสียมากกว่า
ส่วนเรื่องการวางกลยุทธ์บนกระดาษ หรือการพูดเป็นจริงตามคำ สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นวิธีการของผู้มีพรสวรรค์หรือมหาปราชญ์ขึ้นไป ยังไม่ใช่สิ่งที่เขาในยามนี้จะสามารถเอื้อมถึงได้
"วิถีปราชญ์ให้ความสำคัญกับการฝึกฝนจิตใจและขัดเกลานิสัย อาศัยพลังเที่ยงธรรมอันบริสุทธิ์ในการสยบสิ่งชั่วร้าย ดังนั้นในช่วงสามขอบเขตระดับบัณฑิต วิธีการโจมตีทำลายล้างจึงมีน้อยมาก หากเทียบกับอีกสามวิถีแล้วย่อมดูอ่อนแอขวากว่ากันมากนัก"
เมื่อฟังถึงตรงนี้ ฉู่เหอกดความสงสัยไว้ไม่ได้จึงเอ่ยถาม "ลุงฝู เช่นนั้นก็หมายความว่าวิถีปราชญ์สู้ อีกสามวิถีไม่ได้งั้นหรือขอรับ?"
ลุงฝูส่ายหน้า "จะกล่าวเช่นนั้นไม่ได้ หากวิถีปราชญ์อ่อนแอจริง เหตุใดในยามนี้วิถีปราชญ์ถึงได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด? เหตุใดราชวงศ์ต้าเฉียนถึงได้ใช้วิถีปราชญ์ในการก่อตั้งราชันย์แห่งแผ่นดินเล่า?"
"ก็ท่านบอกเองว่าวิธีการของวิถีปราชญ์มีน้อยมากไม่ใช่หรือขอรับ?" ฉู่เหอทำหน้างง
ลุงฝูกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "วิถีปราชญ์ให้ความสำคัญกับการสะสมพลัง ยิ่งสะสมมากเท่าไหร่ยามระเบิดพลังออกมายิ่งทรงพลานุภาพ ในช่วงสามขอบเขตระดับบัณฑิตยิ่งสะสมปราณวรรณกรรมไว้มากเท่าใด วันหน้าย่อมยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น"
"ยกตัวอย่างเช่น วิชาการวางกลยุทธ์บนกระดาษ วิชาเหนือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่นี้ ผู้ฝึกฝนวิถีปราชญ์จำนวนมากเมื่อเข้าสู่ขอบเขตขั้นสี่แห่งชื่อเสียงขจรไกลก็สามารถตระหนักรู้ได้แล้ว"
"ทว่าต่างคนนำมาสำแดงออก พลานุภาพย่อมแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ผู้มีพลังขอบเขตชื่อเสียงขจรไกลทั่วไปสำแดงวิชานี้ สามารถควบแน่นทหารเกราะได้หนึ่งพันนายก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว ทว่าหากถูกสำแดงออกโดยมหาปราชญ์ เพียงคนเดียวก็ทรงพลานุภาพเทียบเท่ากองทัพนับหมื่นนับแสน!"
ดวงตาของลุงฝูสว่างวาบ แฝงแววเลื่อมใสศรัทธาอยู่ไม่น้อย
"ในอดีตตอนที่บ่าวเฒ่ายังฝึกวิชาอยู่ที่สำนักเทียนเต้า เคยมีวาสนาได้เห็นมหาปราชญ์ขั้นหนึ่งแห่งการบริหารประเทศท่านหนึ่งสำแดงวิชาการวางกลยุทธ์บนกระดาษ"
"ปราณวรรณกรรมหลั่งไหลรวมตัว ทหารเกราะแต่ละนายที่ควบแน่นออกมาล้วนมีพลังเทียบเท่ากับมหาปราชญ์ทั่วไป อีกทั้งยังมีขุนพลอีกหลายนายที่มีพลังฝีมือเทียบเท่าขอบเขตขั้นหนึ่ง! เพียงคนเดียวสามารถสยบได้ทั้งแผ่นดิน!"
ฉู่เหอตกตะลึงอ้าปากค้าง สามารถควบแน่นขุนพลที่มีพลังฝีมือเทียบเท่าขอบเขตขั้นหนึ่งออกมาได้ตั้งหลายนาย เช่นนั้นมิได้หมายความว่ามหาปราชญ์ระดับยอดฝีมือเพียงคนเดียว ก็มีพลังเหนือกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันของวิถีอื่นตั้งหลายคนหรอกหรือ?
ทว่าเมื่อเขาคิดกลับกัน ต่อให้วันหน้าจะเก่งกาจทรงพลังปานใด มันก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในยามนี้ได้อยู่ดี สิ่งที่เขาต้องการคือวิธีการปกป้องตัวในยามนี้ต่างหาก
"ลุงฝู หรือว่าในช่วงแรกของวิถีปราชญ์ จะต้องยอมอ่อนแอพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ฝึกตนวิถีอื่นไปตลอดงั้นหรือขอรับ?" เขาถามซ้ำ
ลุงฝูยิ้มกล่าว "นายน้อย ย่อมไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน ในช่วงแรกวิถีปราชญ์ก็สามารถแข็งแกร่งไร้เทียมทานได้เช่นกัน"
"ก็เหมือนกับเมื่อคืนนี้ที่นายน้อยเอ่ยท่องบทกวีสงคราม หนึ่งกระบี่สามารถสำแดงพลานุภาพเทียบเท่าขอบเขตขั้นหกออกมาได้"
ฉู่เหอได้แต่หัวเราะขมขื่น "ลุงฝู หนึ่งกระบี้นั้นสูบเอาปราณวรรณกรรมในร่างของข้าจนหมดสิ้น คงไม่ใช่ว่าหลังจากฟันไปได้หนึ่งกระบี่แล้ว ข้าต้องลงไปนอนรอให้ศัตรูทุบตีหรอกนะขอรับ?"
"ฮ่าๆๆ" ลุงฝูอดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่น "นายน้อย จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร วิถีปราชญ์ให้ความสำคัญกับคำว่า 'ในท้องมีตำราสง่าราศีย่อมบังเกิด' หนังสือที่ท่านเขียนล้วนเป็นหนังสือปกิณกะ สิ่งที่ควบแน่นออกมาจึงมีเพียงปราณวรรณกรรม ทว่ากลับขาดแคลนสิ่งสำคัญที่สุดไปอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ปราณกวี!"
"ปราณกวียงั้นหรือ?" คราวนีฉู่เหอเริ่มมึนงงขึ้นมาจริงๆ
"ผู้ฝึกฝนวิถีปราชญ์สามารถควบแน่นปราณกวีและตำราให้กลายเป็นวิธีการของตนเอง สำแดงอิทธิฤทธิ์ตามเนื้อหาในบทกวีเพื่อสยบศัตรู"
"ในอดีตสมัยราชวงศ์ต้าอวิ๋น เคยมีผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งได้รับฉายาว่าจักรพรรดิดาบ เดินทางมาท้าประลองกับยอดฝีมือมากมายในราชวงศ์ต้าเฉียน ทว่ากลับไม่มีใครสามารถต้านทานเขาได้เลยแม้แต่คนเดียว"
"ทว่าจักรพรรดิดาบผู้ยิ่งใหญ่ปานนั้น กลับถูกมหาปราชญ์ท่านหนึ่งใช้บทกวี《โองการพันขุนเขา》สยบลงภายใต้วิชาเหนือธรรมชาติโดยตรง"
"ทันทีที่《โองการพันขุนเขา》ถูกเอ่ยท่องออกมา สรรพภูเขาจำต้องน้อมรับบัญชา ยอดเขานับพันลูกทะยานพุ่งผ่านอากาศมาบดขยี้ จักрพรรดิดาบผู้นั้นฟันทำลายไปได้เพียงสองสามลูกก็สิ้นเรี่ยวแรง สุดท้ายจึงถูกสยบราบคาบ"
ลุงฝูมีสีหน้าจริงจัง อธิบายรายละเอียดอย่างชัดแจ้ง ราวกับเขาเคยเห็นเหตุการณ์นั้นมาด้วยตาตนเองไม่มีผิด
ฉู่เหอฟันจนต้องเดาะลิ้น ทึ่งในความอัศจรรย์ มิน่าเล่าบทกวีและคำประพันธ์ถึงได้ถูกยกย่องให้เป็นวิถีหลักที่เที่ยงตรงของวิถีปราชญ์ ส่วนหนังสือประเภทอื่นกลับถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงหนังสือปกิณกะไร้สาระ ที่แท้ก็เป็นเพราะเหตุนี้นี่เอง
เช่นนั้นมิได้หมายความว่า ตัวเขาจำเป็นต้องออกรวมบทกวี เพื่อควบแน่นปราณกวีและตำราขึ้นมาหรอกหรือ?
ทว่าเรื่องราวคดีความของท่านพ่อยังไม่ได้รับการพลิกฟื้น ลำพังแค่เขาปะปนอยู่ในแวดวงหนังสือปกิณกะก็ยังพอไหว แต่หากก้าวเข้าสู่แวดวงบทกวีคำประพันธ์อย่างเป็นทางการ ไม่รู้ว่าจะมีผู้คนจำนวนเท่าใดฉวยโอกาสนี้รุมโจมตีเล่นงานเขา
เรื่องนี้ช่างจัดการได้ยากเย็นยิ่งนัก!