เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 หนึ่งกระบี่เยือกเย็นสิบสี่แคว้น

บทที่ 44 หนึ่งกระบี่เยือกเย็นสิบสี่แคว้น

บทที่ 44 หนึ่งกระบี่เยือกเย็นสิบสี่แคว้น


บทที่ 44 หนึ่งกระบี่เยือกเย็นสิบสี่แคว้น

กงซุนเซิ่งตวาดลั่นเสียงดังสนั่น

กระบี่เจ็ดดาวฝากรอยแผลเป็นช่องว่างโหว่บนร่างของหวังอู่อีกแห่งหนึ่ง

ในเวลานี้ หวังอู่อ่อนแอลงอย่างถึงที่สุด แม้แต่การสมานบาดแผลก็ไม่อาจทำได้อีกต่อไป

กงซุนเซิ่งเล็งเห็นจังหวะอันดี ทันใดนั้นก็สะบัดมือขว้างเมล็ดถั่วเหลืองกำหนึ่งออกไป

เขาร่ายพระเวท เมล็ดถั่วเหลืองเหล่านั้นกลับแปรสภาพกลายเป็นนักรบผ้าเหลืองพุ่งเข้ากดร่างของหวังอู่ที่อยู่ในสภาพตะเกียงน้ำมันจวนจะดับเอาไว้แน่น

"เสกถั่วเป็นทหาร!" ลุงฝูตกใจจนหน้าถอดสี วิชาเหนือธรรมชาติแห่งวิถีเต๋าระดับนี้ เขาเคยเห็นเพียงระดับเจินจวินแห่งวิถีเต๋าของสำนักเทียนเต้าสำแดงออกมาเท่านั้น

เขาที่เป็นเพียงจิตวิญญาณแห่งหนังสือขั้นเจ็ด จะสามารถสำแดงมันออกมาได้อย่างไรกัน?

"คุณชาย อาศัยพลังเที่ยงธรรมอันบริสุทธิ์สังหารมันเสีย!" กงซุนเซิ่งผสานมุทราแน่น บนหน้าผากมีหยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นมาเป็นเม็ดละเอียด

การใช้พลังขั้นเจ็ดต่อกรกับขั้นหก ต่อให้เขาจะมีวิชามากมายทว่าก็ยังนับว่าเป็นเรื่องที่ตึงมืออย่างยิ่ง

การสำแดงวิชาเสกถั่วเป็นทหารในขอบเขตขั้นเจ็ด หากเขาคลายมุทราในมือออกเมื่อใด ไอ้ผีร้ายตนนี้ย่อมหลุดรอดออกมาได้ทันที!

"ลำพังแค่ขอบเขตขั้นแปดอย่างเจ้า ไม่มีปัญญาฆ่าข้าได้หรอก!"

"พวกเจ้าตัดใจเสียเถอะ!"

หวังอู่ยังคงตะโกนข่มขู่ ดวงตาทั้งสองข้างแดงฉานดั่งโลหิต ขอเพียงมันหลุดรอดไปได้ มันจะต้องเข่นฆ่าผู้คนให้หลั่งเลือดเป็นสายน้ำเพื่อระบายความแค้นในใจให้จงได้!

"ใครบอกว่าข้าฆ่าเจ้าไม่ได้!"

ฉู่เหอตัดสินใจโยนหอกมังกรขาวในมือทิ้งไป แล้วใช้ปราณวรรณกรรมควบแน่นกลายเป็นกระบี่สีเขียวครามเล่มหนึ่งยาวสามฟุต

ปากของเขาเอ่ยท่องบทกวีออกมาว่า "มวลบุปผาหอมอบอวลทั่วห้องรับแขกสามพันคน หนึ่งกระบี่เยือกเย็นประกายพรึ่บสิบสี่แคว้น!"

พลันบังเกิดกลิ่นหอมของสุราคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นหอมของมวลบุปผาโชยแตะจมูก เกล็ดน้ำค้างแข็งเกาะกุมอยู่บนตัวกระบี่สีเขียวคราม

ฉู่เหอกระแทกเท้าขยับกาย ตวัดฟันกระบี่ออกไปหนึ่งกระบวนท่า

แสงกระบี่กวัดแกว่งสะท้านโลก ทั้งที่อยู่ห่างออกไปกว่าสิบจั้ง

ทว่าไอพลังกระบี่ที่พุ่งม้วนตลบกลับแทงทะลวงผ่านกลางอกของหวังอู่ในชั่วพริบตา

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ปราณกระบี่อันหนาแน่นพุ่งซัดสาดออกไปดุจสายห่าฝน

เพียงชั่วพริบตา ร่างของหวังอู่ก็ถูกบดขยี้จนดับสูญไปตลอดกาล แม้แต่หมอกผีอันหนาทึบก็ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น หลงเหลือไว้เพียงกลิ่นหอมของมวลบุปผาอันเข้มข้น

เพียงกระบวนท่าเดียว ถึงกับสูบเอาปราณวรรณกรรมในร่างกายของฉู่เหอจนหมดสิ้น กระบี่ยาวในมือสลายไป ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่

ทว่าพวกของลุงฝู กลับยังคงจมดิ่งอยู่ในความสง่างามของหนึ่งกระบี่นี้ เนิ่นนานจนยังไม่อาจดึงสติกลับคืนมาได้

หนึ่งกระบี่นี้ช่างงดงามและน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ต่อให้เป็นมหาปราชญ์มาเอ่ยท่องบทกวีวิญญาณกระบี่ ย่อมไม่มีทางบรรลุถึงระดับนี้ได้อย่างแน่นอน

"นายน้อยช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่แท้ๆ!" ลุงฝูอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม

เขาในฐานะศิษย์สำนักเทียนเต้า คิดว่าตนเองมีประสบการณ์และพบเห็นสิ่งต่างๆ มามาก ทว่าก็ยังคงต้องตกตะลึงในความสง่างามของหนึ่งกระบี่ของฉู่เหอ

เมื่อผีพรายเสือถูกสังหาร ทุกคนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ฉู่เหอขาทั้งสองข้างอ่อนแรงลงไปนั่งกองกับพื้น ครึ่งชั่วยามผ่านไปก็ยังไม่อาจดึงสติกลับมาได้

ห่างออกไปนับร้อยลี่นอกเมืองผิงหยาง ภายในภูเขาหู่โถว

ท่านอ๋องเสือที่เพิ่งจะกลืนกินผู้สัญจรผ่านไปมาและกำลังหลอมรวมพลังตบะอยู่ ทันใดนั้นก็ได้รับพลังสะท้อนกลับจากการดับสูญของบริวาร มันส่งเสียงคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว

ตัวอักษร 'หวัง' (王) บนหน้าผากของมันปริแตกออกเป็นรอยแยกสายหนึ่ง มีโลหิตไหลซึมออกมา ดูดุร้ายน่ากลัวยิ่งนัก

"ใครบังอาจสังหารผีพรายเสือรับใช้ภายใต้คำสั่งของข้า!"

"ข้ากับมันจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้!"

ท่านอ๋องเสือโกรธจัดจนแทบคลั่ง ส่งเสียงคำรามลั่นด้วยความโกรธแค้น

เดิมทีมันกำลังจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตขั้นห้าแล้ว ทว่าผลจากการที่ผีพรายเสือถูกสังหาร ไม่เพียงแต่จะไม่อาจทะลวงผ่านได้ ทว่าพลังสะท้อนกลับยังทำให้รากฐานพลังของมันได้รับความเสียหายอย่างหนัก

สำหรับเผ่าพันธุ์ปีศาจแล้ว รากฐานพลังถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็นตัวกำหนดขีดจำกัดของระดับพลัง ในยามนี้เมื่อรากฐานพลังเสียหาย การที่ท่านอ๋องเสือคิดจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นห้า ย่อมกลายเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าเดิม

"การดับสูญของหวังอู่ จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับไอ้เด็กเหลือขอฉู่เหอนั่นอย่างแน่นอน"

"รอให้บาดแผลของข้าหายดีเมื่อใด ข้าจะบุกเข้าไปในเมืองผิงหยางด้วยตัวเอง สังหารฉู่เหอซะ แล้วลากคอคนที่ฆ่าผีพรายเสือของข้าออกมาให้จงได้!"

ท่านอ๋องเสือดวงตาแดงฉานดั่งโลหิต ภายในรอยแยกของตัวอักษรหวังบนหน้าผาก มีผีพรายเสือลอยออกมาอีกสองตน

"หวังเอ้อร์ หวังซาน พวกเจ้าจงไปจับมนุษย์มาเป็นอาหารให้ข้า เพื่อช่วยให้ข้าฟื้นฟูอาการบาดเจ็บโดยเร็ว!"

"รับบัญชาท่านอ๋อง!"

ผีพรายเสือทั้งสองตนประสานมือคารวะ จากนั้นก็ลอยออกจากถ้ำไป ไล่ตามกลิ่นอายของมนุษย์ไปตลอดทาง

หากไม่มีอะไรผิดพลาด บนภูเขาหู่โถวคงต้องมีพ่อค้าวาณิชที่เดินทางผ่านไปมาสูญหายไปอีกแน่

ที่ลานเรือนจวนฉู่ พวกของฉู่เหอนั่งพักอยู่บนพื้นร่วมครึ่งชั่วยามจึงพอจะมีเรี่ยวแรงกลับคืนมาบ้าง

ฉู่เหอใช้หอกมังกรขาวค้ำยันร่างกายลุกขึ้นยืนอย่างสั่นเทา การที่หวังอู่ถูกสังหารไม่ได้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับยิ่งทวีความกังวลใจมากขึ้น

ท่านอ๋องเสือตนนั้นมีตบะนานถึงสองร้อยปี เพียงแค่ผีพรายเสือที่เป็นบริวารตนเดียวยังเกือบจะทำให้พวกเขาต้องพินาศกันหมด หากท่านอ๋องเสือลงมือด้วยตัวเองจะขนาดไหนกัน

เกรงว่าต่อให้มีกระสุนดาบอยู่ ก็อาจจะไม่สามารถสังหารท่านอ๋องเสือตนนั้นได้แน่ๆ

"นายน้อย ท่านรีบมาดูถามลุงฝูเร็วเข้าขอรับ! เกิดเรื่องกับลุงฝูแล้ว!"

ในขณะที่ฉู่เหอกำลังใช้ความคิด เสียงอันร้อนรนของสาวใช้อวี้หลิงก็ดังแว่วมา

เขาหันไปมอง พบว่าบรรดาบ่าวรับใช้พากันล้อมลุงฝูไว้ตรงกลาง ทว่าเส้นผมที่เคยเป็นสีเทาอมเขียวของลุงฝู บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนไปเสียแล้ว

"ลุงฝู ท่านเป็นอะไรไปขอรับ?"

ฉู่เหอตกใจหน้าถอดสี รีบก้าวเท้าเข้าไปหา แววตาเต็มไปด้วยความกังวลและรู้สึกผิด

การที่ลุงฝูต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งหมดก็เป็นเพราะต้องการปกป้องตัวเขา

เขานึกถึงหนึ่งกระบี่ของลุงฝูที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ผีพรายเสือ สีหน้าของเขาก็ยิ่งดูย่ำแย่ลงไปอีก

หนึ่งกระบี่นั้นลุงฝูต้องแลกมาด้วยการเผาผลาญอายุขัยถึงสามสิบปี ลุงฝูเดิมทีรากฐานพลังก็เสียหายอยู่แล้ว นี่เป็นการซ้ำเติมให้แย่ลงไปอีกอย่างไม่ต้องสงสัย!

"นายน้อย... ท่านอย่าได้เสียใจไปเลย..."

ดวงตาของลุงฝูเริ่มปิดลง น้ำเสียงก็เบาบางลงเรื่อยๆ ทว่ายังคงเต็มไปด้วยความห่วงใย

ต่อให้ฉู่เหอจะไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม ทว่าที่มุมตาก็มีหยาดน้ำตาไหลซึมออกมา

ชายชราผู้นี้ทุ่มเทเพื่อตระกูลฉู่มาหลายสิบปี มาบัดนี้แม้แต่ชีวิตก็ยังต้องมาสูญเสียไป

เมื่อฟังคำปลอบประโลมของลุงฝู ฉู่เหอก็กดความรู้สึกไว้ไม่อยู่อีกต่อไป

เขาเข้าไปโอบกอดลุงฝูไว้ในอ้อมอก น้ำเสียงสั่นเครือ "ลุงฝู ท่านลืมตาขึ้นสิ ท่านรีบมองดูข้า ท่านจะตายไม่ได้นะขอรับ!"

ฉู่เหอพยายามเขย่าร่างของลุงฝูอย่างสุดกำลัง หวังว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้ลุงฝูลืมตาขึ้นมาอีกครั้งได้

ทว่าที่มุมปากของลุงฝูกลับเริ่มมีฟองเลือดไหลซึมออกมา ลมหายใจเริ่มแผ่เบาลงเรื่อยๆ แล้ว

"ลุงฝู! ท่านลืมตาขึ้นมามองข้าหน่อยสิขอรับ!"

ฉู่เหอยิ่งทวีความโศกเศร้า มือที่เขย่าก็ยิ่งลงแรงมากขึ้นไปอีก

ในจังหวะนั้นเอง มือข้างหนึ่งก็วางลงบนไหล่ของเขา

"คุณชาย หากท่านยังคงเขย่าต่อไป เจินเหรินท่านนี้คงได้ตายจริงแน่ขอรับ"

ฉู่เหอหันไปมอง พบว่าเป็นจิตวิญญาณแห่งหนังสือกงซุนเซิ่ง ทว่าสิ่งที่เขาใส่ใจมากกว่าคือคำพูดเมื่อครู่ของกงซุนเซิ่ง

"เจ้าบอกว่าลุงฝูยังไม่ตายงั้นหรือ?"

เขามองดูกงซุนเซิ่ง สลับกับมองดูลุงฝูที่มีฟองเลือดไหลซึมออกมาจากปาก แววตาเต็มไปด้วยความฉงน

"คุณชาย การฝึกตนวิถีเต๋าคือการแย่งชิงอายุขัยจากสวรรค์ ขอบเขตขั้นเก้าแห่งการแสวงเต๋ามีอายุขัยร้อยปี ขั้นแปดแห่งการเข้าสู่วิถีมีอายุขัยร้อยยี่สิบปี ขั้นเจ็ดแห่งการเข้าถึงเต๋ามีอายุขัยร้อยห้าสิบปี ส่วนขั้นหกแห่งการท่องตะวัน มีอายุขัยถึงสองร้อยปีจึงจะถึงฆาตขอรับ!"

กงซุนเซิ่งโบกพัดขนนกพลางยิ้มกล่าว

"เจินเหรินท่านนี้เคยอยู่ในขอบเขตขั้นท่องตะวัน ต่อให้รากฐานพลังจะเสียหายจนตกลงมาอยู่ในขอบเขตขั้นแปด แต่อายุขัยก็ยังมีอยู่ประมาณร้อยห้าสิบปี ต่อให้เผาผลาญอายุขัยไปสามสิบปี เขาก็ยังมีเวลาเหลืออยู่อีกสี่ห้าสิบปีขอรับ"

ฉู่เหอฟันจนอึ้งไปเลย คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีการคำนวณเช่นนี้ด้วย

ก็ไม่แปลกที่เขาจะไม่รู้ เจ้าของร่างเดิมเป็นเพียงคุณชายเสเพลคนหนึ่ง การที่จะรู้เรื่องราวพื้นฐานของวิถีปราชญ์ได้ ก็เป็นเพราะท่านพ่อเป็นถึงอาจารย์ระดับห้าเท่านั้น

เขาค่อยๆ วางร่างของลุงฝูลงบนพื้นอย่างเก้อเขิน ถึงได้พบว่า สายตาของทุกคนต่างพากันจับจ้องมาที่ตัวเขา

ให้ตายเถอะ ลุงฝูเดิมทีไม่ได้เป็นอะไร แต่เกือบจะถูกเขาเขย่าจนตายเสียแล้ว... แต่ลุงฝูท่านคงจะไม่รู้หรอกใช่ไหม?

ต่อให้รู้ ด้วยนิสัยของชายชรา ย่อมไม่เก็บมาใส่ใจอย่างแน่นอน

ฉู่เหอกระแอมไอสองครั้ง เพื่อแก้เก้อลดความอับอายของตนเอง

"พวกเจ้าพาลุงฝูกลับห้องไปพักผ่อนเถอะ ข้าเองก็จะกลับห้องไปพักผ่อนแล้วเหมือนกัน"

พูดจบ เขาก็หันหลังเดินกลับห้องไปพักผ่อน

เมื่อนอนลงบนเตียง เขาอดไม่ได้ที่จะเริ่มทบทวนถึงการต่อสู้ในวันนี้

หากไม่ใช่เพราะในวินาทีสุดท้ายลุงฝูยอมเผาผลาญอายุขัยสามสิบปีเพื่อสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ผีร้าย และตัวเขาเองก็บังเอิญหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณแห่งหนังสือตนใหม่ออกมาได้ทันเวลา คืนนี้เกรงว่าคงได้เป็นตอนอวสานไปเสียแล้ว

"หลินชงและหลู่จื้อเซินมีวิธีการของผู้ฝึกยุทธ์อยู่มาก สามารถสังหารปีศาจมารร้ายได้ ลุงฝูมีแผ่นยันต์และวิชาเหนือธรรมชาติแห่งวิถีเต๋า ก็สามารถสยบสิ่งชั่วร้ายได้ ส่วนตัวข้ามีเพียงระดับพลังวิถีปราชญ์ ทว่ากลับไม่มีวิธีการโจมตีอะไรเลย"

"หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์บีบคั้นจนต้องเอ่ยท่องบทกวีวิญญาณกระบี่ เพื่อใช้ปราณกระบี่สังหารผี คาดว่าการศึกครั้งนี้คงต้องพ่ายแพ้ และตระกูลฉู่ก็คงต้องตกเป็นอาหารของไอ้ผีร้ายตนนั้นไปแล้ว"

ฉู่เหอถอนหายใจยาว

"สิ่งที่ข้าขาดแคลน ก็คือวิธีการโจมตีที่จะสามารถสำแดงพลังในวิถีปราชญ์ของข้าออกมาได้อย่างเต็มที่นี่แหละ!"

"ช่างเถอะ พรุ่งนี้ค่อยไปถามลุงฝูดู เขาเป็นถึงศิษย์สำนักเทียนเต้า บางทีอาจจะพอมีหนทางช่วยเหลือบ้าง"

เนื่องจากผ่านการต่อสู้มาตลอดทั้งคืน ร่างกายจึงสูญเสียพลังงานไปมาก เปลือกตาของฉู่เหอเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆ ปิดดวงตาทั้งสองข้างลงในที่สุด

ในขณะที่เขากลังจะหลับใหล เสียงสวบสาบที่ดังมาจากในห้องนอนกลับทำให้เขาตกใจสะดุ้ง

จากนั้น ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็มุดตัวเข้ามาใต้ผ้าห่มอย่างกะทันหัน ทำเอาเนื้อตัวของเขาเสียวสะท้าน

เมื่อดมกลิ่นหอมนี้ดู เป็นสาวใช้อวี้หลิงนั่นเอง...

เขากำลังจะเอ่ยปาก น้ำเสียงแผ่วเบาของอวี้หลิงก็ดังแว่วเข้าสู่ใบหู

"นายน้อย... อวี้หลิงกลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ ท่านวางใจเถิด พรุ่งนี้เช้าตรู่ข้าก็จะกลับห้องไปเจ้าค่ะ"

สาวน้อยคนนี้มีท่าทางกล้าๆ กลัวๆ เห็นชัดว่าคิดว่าเขาหลับไปแล้ว จึงกลัวว่าจะทำเสียงดังจนปลุกเขาให้ตื่น

มุมปากของฉู่เหอยกขึ้นยิ้มโดยไม่รู้ตัว

เขาจงใจพลิกกายไปข้างหนึ่งแล้วพาดท่อนแขนโอบกอดร่างของสาวน้อยเอาไว้ พลางส่งเสียงกรนเบาๆ ออกมาจากจมูก

อวี้หลิงตกใจจนร่างกายสั่นสะท้าน เกือบจะร้องอุทานออกมา

ทว่าเมื่อได้ยินเสียงกรนของฉู่เหอ นางจึงค่อยๆ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามา แพขนตายาวของนางกะพริบอยู่สองสามครั้งก่อนจะปิดดวงตาลง

เมื่อได้สูดดมกลิ่นหอมสะอาดที่อยู่ข้างกาย ฉู่เหอเองก็ผ่อนคลายลงเช่นกัน และหลับใหลตามไปในเวลาอันรวดเร็ว

จบบทที่ บทที่ 44 หนึ่งกระบี่เยือกเย็นสิบสี่แคว้น

คัดลอกลิงก์แล้ว