- หน้าแรก
- หนึ่งพู่กันสยบฟ้าตวัดอักษรสยบภูตผี
- บทที่ 36 ท่านตาผู้ลึกลับ
บทที่ 36 ท่านตาผู้ลึกลับ
บทที่ 36 ท่านตาผู้ลึกลับ
บทที่ 36 ท่านตาผู้ลึกลับ
สองวันต่อมา ฉู่เหอเกือบจะต้องเร่งปั่นต้นฉบับทุกวัน
แน่นอนว่าเขาทำเพียงพูดบอกเนื้อหา ส่วนคนที่เขียนก็ยังคงเป็นจิตวิญญาณแห่งหนังสือหลินชงเช่นเดิม
ตลอดสามวัน แม้แต่คนที่มีความอดทนสูงอย่างหลินชงก็ยังแทบจะทนไม่ไหว
ในวินาทีที่วางพู่กันลง มือขวาของเขาสั่นระริกราวกับร่อนตะแกรง
"คุณชาย จะเขียนต่ออีกหรือไม่ขอรับ?" หลินชงขยับข้อมือที่ปวดจนทนไม่ไหวพลางเอ่ยถาม
ฉู่เหอที่นอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่กล่าวอย่างเรียบเฉย "เขียนไปถึงตอนที่เท่าไหร่แล้ว?"
"ตอนที่ห้าสิบแปดขอรับ" หลินชงกล่าว
"อืม!" ฉู่เหอลุกขึ้นบิดขี้เกียจ "การเขียนหนังสือนี่มันน่าเหนื่อยจริงๆ เลยเนอะว่าไหม หลินชง"
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหลินชงกระตุก หากเจ้านี่ไม่ใช่เจ้านายของเขา เขาคงอยากจะร่วมมือกับคนอื่นหักหลังมันเหมือนตอนที่กบฏต่อหวังหลุนไปเสียแล้ว
"พอแล้วล่ะ เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ ข้าเองก็ต้องส่งต้นฉบับแล้ว"
ฉู่เหอโบกมือกล่าว
จิตวิญญาณแห่งหนังสือประสานมือคารวะ แล้วกลายเป็นลำแสงพุ่งเข้าสู่ระหว่างคิ้วของเขา
ตอนนี้เวลายังเช้าอยู่ ฉู่เหอเอามือไพล่หลัง เริ่มดูดซับปราณวรรณกรรมที่สะสมมาตลอดหลายวันนี้
ปราณวรรณกรรมมหาศาลราวกับแม่น้ำฮวงโหที่ไหลบ่าลงมา ห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้ในชั่วพริบตา
กลิ่นอายของหนังสืออันหอมกรุ่นแผ่ซ่านไปทั่วจวนตระกูลฉู่ ทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส
ฉู่เหอสัมผัสได้ว่าระดับพลังในวิถีปราชญ์ของตนกำลังยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว บ่อน้ำพุวิญญาณในพื้นที่จิตใจก็กำลังขยายตัวด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ไม่นานนัก ปากบ่อน้ำพุก็ขยายตัวจนถึงสองนิ้ว น้ำพุภายในก็ใสสะอาดขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อดูดซับปราณวรรณกรรมจนหมดสิ้น ปากบ่อน้ำพุก็ขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดถึงสี่นิ้ว!
ความเร็วระดับนี้ หากไม่บอกว่าไร้ผู้ตามหลัง ก็ต้องบอกว่าไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนอย่างแน่นอน
เพียงครู่เดียว ฉู่เหอก็เดินผ่านเส้นทางที่ผู้ฝึกฝนวิถีปราชญ์ทั่วไปต้องใช้เวลาถึงสองสามปีไปได้จนหมดสิ้น
เมื่อปากบ่อน้ำพุขยายถึงเก้านิ้ว ก็จะสามารถเข้าสู่ขอบเขตถัดไป คือขอบเขตขั้นเจ็ดแห่งการรู้แจ้งคัมภีร์
ซึ่งก็คือจุดสูงสุดของสามขอบเขตวิถีปราชญ์ในระดับบัณฑิตนั่นเอง
"ความเร็วระดับนี้ เมื่อซ้องกั๋งอวสานลง ข้าก็น่าจะสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นเจ็ดแห่งการรู้แจ้งคัมภีร์ได้แล้ว"
ฉู่เหอหาวออกมาวอดหนึ่ง หันหลังเดินกลับห้องไปพักผ่อน
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขานอนไม่ค่อยเต็มอิ่มจากการเร่งปั่นต้นฉบับจนขอบตาดำคล้ำไปหมดแล้ว
ยังมีหลู่ถีเสียเฝ้าเวรยามในยามค่ำคืน คืนนี้ภูตผีตนนั้นก็ไม่ได้มาสร้างความวุ่นวาย คาดว่าอาการบาดเจ็บคงยังไม่หายดี
เช้าวันต่อมา ไม่ทันจะสว่างดี ที่หน้าลานเรือนก็มีเสียงเคาะประตูถี่รัวดังขึ้น
ลุงฝูนวดดวงตาที่ปวดเมื่อย แล้วยื่นมือไปเปิดประตูใหญ่
นอกประตู ใบหน้าอ้วนท้วนใบหน้าหนึ่งโผล่เข้ามา ทว่าบนใบหน้าอันอ้วนท้วนนั้นกลับมีรอยดำอยู่สองจุด
"คุณชายหวัง ดวงตาของท่านไปโดนอะไรมางั้นหรือ?" ลุงฝูตกใจจนขนลุกชัน
เบ้าตาของหวังอิงจวิ้นดำปิ๊ดปี๋ ราวกับลูกถ่านก้อนหนึ่งก็ไม่ปาน
"ลุงฝู ท่านยังจะมาว่าข้า ท่านเองก็มีขอบตาดำคล้ำเหมือนกันไม่ใช่หรือ ท่านคงจะอดหลับอดนอนอ่านนิยายอยู่สินะ?" หวังอิงจวิ้นเห็นลุงฝูมีขอบตาดำคล้ำก็กล่าวอย่างอารมณ์ไม่ดี
ลุงฝูพยักหน้าถอนหายใจ "เฮ้อ หนังสือเล่มนี้มันสนุกเหลือเกิน น่าเสียดายที่มันมีน้อยเกินไป สามวันก็อ่านจบเสียแล้ว"
เมื่อหวังอิงจวิ้นได้ยินก็ราวกับพบผู้รู้ใจ รีบกล่าวว่า "ใช่แล้ว สนุกจริงๆ ข้าเองก็เพิ่งจะอ่านจบวันนี้ เลยอยากจะมาถามคุณชายฉู่ว่าต้นฉบับเขียนไปถึงไหนแล้ว"
ด้านข้างยังมีอีกหัวหนึ่งโผล่เข้ามา ขอบตาดำคล้ำนั้นแฝงไปด้วยดวงตารูปสามเหลี่ยม ดูเจ้าเล่ห์ไม่เบา
เป็นหวังชูหย่งเถ้าแก่ร้านหนังสือตงไหลนั่นเอง แน่นอนว่าขอบตาของเขาไม่ได้เกิดจากการอดหลับอดนอนอ่านหนังสือ แต่เกิดจากความตื่นเต้นต่างหาก
เล่มก่อนเขาทำกำไรไปได้เกือบหมื่นตำลึงเงิน พอคิดว่าหลังจากเล่มใหม่วางจำหน่ายจะทำเงินได้มากกว่าเดิม เขาก็นอนไม่หลับมาหลายคืนติดต่อกันแล้ว
"เถ้าแก่หวังก็มาด้วยหรือขอรับ นายน้อยอยู่ในสวนหลังบ้าน เดี๋ยวบ่าวจะพาไป" ลุงฝูกล่าว
ทั้งสามคนจึงมุ่งหน้าไปยังสวนหลังบ้าน
ในสวนหลังบ้าน ฉู่เหอกำลังออกกำลังกายยามเช้า มองเห็นหมีแพนด้าสามตัวเดินตรงเข้ามาจากระยะไกล
เขารู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย ลุงฝูอดหลับอดนอนอ่านนิยายในช่วงหลายวันนี้เขาพอจะทราบอยู่ แต่หวังอิงจวิ้นกับหวังชูหย่งนี่สิ เป็นอะไรไปกันหมด ถึงขั้นอดหลับอดนอนอ่านหนังสือด้วยงั้นหรือ?
เขากระตุ้นปราณวรรณกรรมให้ไหลเวียนเข้าสู่ดวงตา เขากลับพบว่าบนร่างของหวังอิงจวิ้นมีปราณวรรณกรรมเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย เจ้าหนุ่มนี่ใกล้จะเข้าสู่วิถีปราชญ์จากการอ่านหนังสือปกิณกะแล้วจริงๆ
"คุณชายฉู่ ต้นฉบับที่ท่านเขียนไว้เป็นอย่างไรบ้าง? พรุ่งนี้จะวางจำหน่ายหนังสือได้หรือไม่?"
เมื่อเห็นฉู่เหอ หวังอิงจวิ้นก็รีบปรี่เข้าไปถามด้วยความกระตือรือร้น
"ต้นฉบับวางอยู่บนโต๊ะในห้องหนังสือ พวกท่านไปหยิบเอาได้เลย แต่อย่าทำมั่วซั่วก็แล้วกัน" ฉู่เหอกล่าวอย่างเรียบเฉย
"คุณชายหวัง เถ้าแก่หวัง เดี๋ยวข้าไปช่วยหยิบให้!"
ลุงฝูพุ่งตัวไปที่ห้องหนังสือด้วยความเร็วที่ทำเอาทุกคนตกตะลึง
"คุณชายฉู่ ฝีมือของลุงฝูทำไมถึงได้รวดเร็วขนาดนี้ล่ะขอรับ" หวังอิงจวิ้นถามด้วยความตกใจ
ฉู่เหอเหลือบมองพวกเขา "ฝีมือของลุงฝูดีมาโดยตลอด เพียงแต่พวกเจ้าไม่รู้กันไปเองเท่านั้น"
นี่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรอกหรือ? อดีตเจินเหรินแห่งวิถีเต๋า ต่อให้ตอนนี้พลังจะเหลือเพียงครึ่งเดียวก็ยังนับว่าเป็นยอดฝีมือ ฝีมือจะไม่ดีได้อย่างไรกัน?
เพียงชั่วพริบตา ลุงฝูก็นำปึกต้นฉบับหนาเตอะออกมา
"ลุงฝู ขอข้าดูหน่อย!"
หวังอิงจวิ้นทั้งสองคนดวงตาสว่างวาบ ยื่นมือหมายจะแย่งชิง
ผลลัพธ์คือ ยังไม่ทันได้แย่งชิง ร่างเงาร่างหนึ่งก็พุ่งผ่านไป ต้นฉบับก็ตกอยู่ในมือของฉู่เหอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ความเร็วระดับนี้ แม้แต่ลุงฝูยังตอบสนองไม่ทัน
เขามองฉู่เหอด้วยความประหลาดใจ ระดับพลังของนายน้อยถึงกับก้าวหน้าขึ้นอีกครั้ง นี่มันผู้ฝึกฝนวิถีปราชญ์โดยธรรมชาติชัดๆ
"ต้นฉบับมีแค่ชุดนี้ชุดเดียว หากทำพังหรือทำให้กระจัดกระจาย พรุ่งนี้ก็จะไม่มีหนังสือวางจำหน่ายหรอกนะ" ฉู่เหอกล่าวอย่างเรียบเฉย
ทั้งสองคนเกาหัว รู้สึกละอายใจเล็กน้อย พวกเขาอยากจะอ่านเนื้อหาตอนต่อไปใจจะขาด
ฉู่เหอเสริมว่า "เอาไปที่โรงพิมพ์เพื่อตีพิมพ์ก่อนเถอะ รอให้พิมพ์หนังสือเสร็จแล้วค่อยอ่านก็ยังไม่สาย"
ทั้งสามคนต่างพยักหน้า การออกหนังสือเป็นเรื่องใหญ่ จะให้ความสะใจชั่วคราวมาทำเรื่องใหญ่เสียหายไม่ได้
พวกเขาไม่ได้รั้งรออยู่ต่อ หลังจากหยิบต้นฉบับไปแล้วก็รีบมุ่งหน้าไปยังโรงพิมพ์ทันที
ครั้งนี้งานตีพิมพ์อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของโรงพิมพ์แห่งใหม่ที่หวังอิงจวิ้นเพิ่งจะเปิดขึ้น เพราะโรงพิมพ์เดิมของร้านหนังสือตงไหลถูกเผาไปและยังสร้างไม่เสร็จ
หลังจากต้นฉบับมาถึง โรงพิมพ์ก็เริ่มเดินเครื่องทันที คนงานหลายร้อยคนทำงานร่วมกันเพื่อจัดรูปแบบและตีพิมพ์ด้วยความเร็วสูงสุด
หลังจากส่งต้นฉบับไปแล้ว ฉู่เหอก็มีเวลาพักผ่อนเล็กน้อย
เขานึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง เหตุใดมารดาที่กลับไปขอความช่วยเหลือที่บ้านเดิมเป็นเวลานานขนาดนี้ ถึงยังไม่มีจดหมายตอบกลับมา?
เขากำลังตั้งใจจะไปถามลุงฝูให้กระจ่าง ลุงฝูกลับเดินเข้ามาหาเสียก่อน
"นายน้อย ขบวนสินค้าของตระกูลหวังส่งข่าวมาขอรับ หลังจากท่านตาของนายน้อยกลับถึงเมืองหลวง ก็รีบไปเยี่ยมเยียนนายท่านที่คุกหลวงในทันที ภายใต้การดูแลของท่านตา สภาพความเป็นอยู่ของนายท่านก็ดีขึ้นไม่น้อยขอรับ" ลุงฝูกล่าวด้วยสีหน้ายินดี
ประโยคนี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้ทำให้ฉู่เหอรู้สึกผ่อนคลาย แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกหนักใจยิ่งกว่าเดิม
ท่านตาเป็นถึงมหาปราชญ์ขั้นสาม ยังไม่มีปัญญาช่วยท่านพ่อออกจากคุกหลวงได้ ดูท่าทางคนที่จะเอาชีวิตท่านพ่อของเขาจะต้องมีฐานะไม่ธรรมดาแน่ๆ!
"ลุงฝู ญาติทางฝั่งมารดาของข้าเป็นใครกันแน่ ทำไมมารดาถึงจากไปนานขนาดนี้ยังไม่กลับมาเสียที? ขนาดท่านตาที่เปรียบเสมือนยอดฝีมือยังช่วยท่านพ่อไม่ได้ แล้วทางฝั่งท่านตาจะสามารถช่วยให้ท่านพ่อหลุดพ้นออกมาได้จริงหรือ?" ฉู่เหอกล่าวถึงความสงสัยในใจออกมา
สีหน้าของลุงฝูแข็งค้างไปในทันที แล้วหัวเราะกลบเกลื่อน "นายน้อย บ่าวเฒ่าก็รู้ไม่มากนัก ท่านอย่าถามเลยจะดีกว่า"
"ลุงฝู..."
ฉู่เหอยังต้องการจะถามต่อ ทว่าลุงฝูกลับเปลี่ยนเรื่องทันที
"นายน้อย ใกล้ถึงเวลาจ่ายเงินเดือนบ่าวรับใช้แล้ว บ่าวเฒ่าต้องไปจัดการธุระก่อนนะขอรับ"
พูดจบก็ไม่รอคำตอบจากฉู่เหอ ลุงฝูหันหลังเดินจากไป
ฉู่เหอขมวดคิ้วแน่น ทำไมพอมันเกี่ยวกับฝั่งญาติของมารดา ลุงฝูถึงต้องทำท่าหลบๆ ซ่อนๆ ด้วยนะ
บางทีควรจะลองเข้าไปดูในห้องของมารดาดูสักครั้ง เผื่อจะเจอเบาะแสอะไรบ้าง