- หน้าแรก
- เช็กอินรับคฤหาสน์หรู แต่ผมขอสโลว์ไลฟ์ไปวันๆ
- บทที่ 14 - ประสบการณ์ใหม่กับเสื้อผ้า
บทที่ 14 - ประสบการณ์ใหม่กับเสื้อผ้า
บทที่ 14 - ประสบการณ์ใหม่กับเสื้อผ้า
คืนนั้นลุยกันจนดึกดื่น
ห้าทุ่มกว่าๆ ตอนที่จางเซิ่งนอนอยู่บนเตียง จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ยังไม่ได้เช็กอินเลย
เขาหลับตาลง ท่องบ่นในใจเงียบๆ
[ติ๊ง! เช็กอินประจำวันสำเร็จ รางวัล: บัตรกำนัลซูเปอร์มาร์เก็ตเหม่ยเท่อห่าว สาขาเมืองจิ่วหยวน มูลค่า 1,000 หยวน บัตรถูกเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของท่านแล้ว]
จางเซิ่งแค่ร้อง "อ้อ" ในใจ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร บัตรกำนัลซูเปอร์มาร์เก็ตพันหยวน ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็ถือเป็นลาภลอยก้อนเล็กๆ แต่ตอนนี้มันจิ๊บจ๊อยมาก
เขาพลิกตัวกลับไปจดจ่อกับหลิวไห่เม่ยที่กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่อีกครั้ง
เจ็ดโมงครึ่งเช้าวันต่อมา เสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้น
จางเซิ่งตื่นก่อน เอื้อมมือไปกดปิดนาฬิกาปลุก เอนหลังพิงหัวเตียง แล้วปรายตามองคนข้างๆ
หลิวไห่เม่ยนอนคว่ำหน้า เส้นผมแผ่สยายเต็มหมอน ผ้าห่มร่นลงมาใต้ไหล่ เผยให้เห็นแผ่นหลังเนียนละเอียด
เขามองอยู่สองวินาที ก่อนจะละสายตาออกไป
หลิวไห่เม่ยถูกเสียงนาฬิกาปลุกกวนจนตื่น เธอพลิกตัว ค่อยๆ ลืมตาขึ้น พอเห็นจางเซิ่งนั่งพิงหัวเตียงมองเธออยู่ ก็ชะงักไปวิหนึ่ง แล้วคลี่ยิ้มออกมา
ไม่มีความกระอักกระอ่วน ไม่มีความเขินอายใดๆ ทั้งสิ้น
เธอยื่นแขนไปคล้องคอจางเซิ่ง โน้มตัวเข้าไปหอมแก้มเขาทีหนึ่ง
"ที่รัก"
จางเซิ่งอึ้งไปนิด เมื่อก่อนหลิวไห่เม่ยไม่เคยเรียกเขาแบบนี้เลย
"อืม" เขาขานรับ
"ไม่เช็กเอาต์ออกได้ไหม?"
หลิวไห่เม่ยซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดเขา เสียงออดอ้อนอ่อนหวาน "ช่วงนี้ฉันอยากพักที่นี่ตลอดเลยอ่ะ ห้องสแตนดาร์ดที่ศูนย์อบรมเตียงแข็งจะตาย ผ้าห่มก็ไม่สบายตัว"
จางเซิ่งลองคิดดู ยังไงก็ต้องอยู่เมืองหลงเฉิงอีกหลายวัน นอนโรงแรมหรูกว่าศูนย์อบรมตั้งเยอะ แถมตอนนี้เขาก็ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินแค่นี้ด้วย
"ได้สิ ไม่เช็กเอาต์"
หลิวไห่เม่ยหอมแก้มเขาอีกฟอด ถึงค่อยคลายวงแขน ลุกขึ้นนั่งหาเสื้อผ้าใส่
ทั้งคู่สลับกันอาบน้ำแต่งตัว แล้วลงไปกินข้าวเช้าข้างล่าง อาหารเช้าที่อินเตอร์คอนติเนนตัลเป็นแบบบุฟเฟต์ มีทั้งอาหารจีนและฝรั่ง หลากหลายเมนู หลิวไห่เม่ยหยิบผลไม้มาจานหนึ่งกับโยเกิร์ตหนึ่งแก้ว ส่วนจางเซิ่งสั่งบะหมี่ชามหนึ่งกับอเมริกาโน่หนึ่งแก้ว
กำลังกินอยู่ ฟรอนต์โรงแรมก็โทรมาบอกว่ารถที่ให้เตรียมไว้มารอแล้ว
จางเซิ่งเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเขาบอกฟรอนต์ไว้ว่าเช้านี้จะใช้รถ ที่นี่มีบริการรถรับส่งสำหรับลูกค้าที่พักห้องสวีท
กินมื้อเช้าเสร็จ ทั้งคู่ก็เดินออกไปหน้าโรงแรม รถเบนซ์อีคลาสสีดำจอดรออยู่แล้ว คนขับยืนรออยู่ข้างรถ พอเห็นพวกเขาเดินออกมาก็เปิดประตูด้านหลังให้
หลิวไห่เม่ยปรายตามองจางเซิ่งแวบหนึ่ง มุมปากประดับรอยยิ้ม แล้วก้าวเข้าไปนั่งเบาะหลัง
จางเซิ่งก้าวตามเข้าไป
จากโรงแรมไปศูนย์อบรม ขับรถยี่สิบกว่านาที ระหว่างทางหลิวไห่เม่ยซบไหล่เขา ยกมือถือขึ้นมาเซลฟี่หลายรูป แล้วก็ลบทิ้ง
"ลบทำไมล่ะ?" จางเซิ่งถาม
"มันไม่สวยน่ะ"
จางเซิ่งชะโงกดูหน้าจอมือถือเธอ ก็ถ่ายออกมาดูดีนี่นา แสงเงา มุมกล้องได้หมด แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
พอถึงศูนย์อบรม ทั้งคู่ก็เดินตามกันเข้าไปในห้องประชุม คนมานั่งรออยู่พอสมควรแล้ว พวกเขาหาที่นั่งได้ก็ทิ้งตัวลง คนจากสาขาอื่นที่นั่งข้างๆ หันมามองแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ทักทายอะไร
การอบรมเริ่มตอนเก้าโมงตรง
คนสอนเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคนิคจากศูนย์ข้อมูลของกลุ่มบริษัท อายุสี่สิบกว่า ใส่แว่น พูดจาเนิบนาบ เนื้อหาเกี่ยวกับการวางโครงสร้างและการดูแลรักษาระบบแพลตฟอร์มอัจฉริยะของเหมืองถ่านหิน ไม่ถึงกับยากมาก แต่มีเนื้อหาแน่นปึก
จางเซิ่งตั้งใจฟังมาก
สมัยมหาวิทยาลัยเขาเรียนจบด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี พวกการเขียนโปรแกรม ฐานข้อมูล เน็ตเวิร์ก เขาเรียนมาหมด แถมผลการเรียนก็อยู่ในเกณฑ์ดีเลยด้วยซ้ำ ตอนปีสี่ เคยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตระดับประเทศเสนอตำแหน่งงานให้ เงินเดือนปีละแสนเจ็ดหมื่นหยวน สำหรับเด็กจบใหม่ในตอนนั้นถือว่าหรูมาก
เขาคิดทบทวนอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจปฏิเสธไป
เหตุผลง่ายๆ คือพ่อแม่มีเขาเป็นลูกชายคนเดียว อายุอานามก็มากแล้ว เขาไม่อยากไปอยู่ไกลบ้าน
เมืองจิ่วหยวนถึงจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็ใกล้บ้าน เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็ยังดูแลกันได้ เขาเลยกลับมาที่นี่ สอบเข้ากลุ่มบริษัทพลังงานซีซาน ได้เงินเดือนเจ็ดพันกว่า ใช้ชีวิตสงบสุขเรื่อยเปื่อยมาได้สองปี
บางทีเขาก็เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าวันนั้นตัดสินใจไปทำบริษัทใหญ่ ตอนนี้ชีวิตจะเป็นยังไงนะ? แต่ก็แค่คิดเล่นๆ ไม่เคยเสียใจเลยสักครั้ง
เนื้อหาที่อาจารย์สอนหน้าเวที เขาส่วนใหญ่เข้าใจทะลุปรุโปร่ง มีแค่รายละเอียดทางเทคนิคบางจุดที่ยังไม่ค่อยเคลียร์ ก็จดโน้ตเอาไว้ หลิวไห่เม่ยที่นั่งข้างๆ แทบไม่ได้ฟังเลย เอาแต่ก้มหน้าเขี่ยมือถือ นานๆ ทีถึงจะเงยหน้าขึ้นมาดูสไลด์สักแวบ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาต่อไป
ตอนพักเที่ยง จางเซิ่งรับโทรศัพท์จากร้านเฟอร์นิเจอร์ที่เคยคุยกันไว้ ทางร้านโทรมาแจ้งว่าโซฟาชุดที่เขาเล็งไว้ของมาถึงแล้ว ถามว่าจะให้ไปส่งเมื่อไหร่ จางเซิ่งบอกว่าตอนนี้ยังติดประชุมอยู่ เดี๋ยวกลับไปค่อยว่ากัน
พอวางสาย หลิวไห่เม่ยก็ชะโงกหน้ามาถาม "ใครโทรมาเหรอ?"
"ร้านเฟอร์นิเจอร์น่ะ โซฟามาถึงแล้ว"
"งั้นเย็นนี้เราไปเดินดูกันไหม? ฉันเล็งผ้าม่านไว้สองสามแบบ อยากไปดูของจริงหน่อย"
"ได้สิ"
หลายวันถัดจากนั้น จังหวะชีวิตก็วนลูปเป็นแพตเทิร์นเดิมๆ
กลางวันเข้าอบรม จางเซิ่งตั้งใจฟัง หลิวไห่เม่ยทำแค่เป็นพิธี เลิกเรียนตอนห้าโมงครึ่ง ทั้งคู่ก็นั่งแท็กซี่ไปที่ซิงเหอวานหรือไม่ก็ไปเดินห้าง เลือกเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผ้าม่าน เครื่องนอน โคมไฟทีละชิ้นๆ เซนส์การเลือกของหลิวไห่เม่ยถือว่าดีเยี่ยมเลย ของที่เธอเลือกส่วนใหญ่จางเซิ่งก็ถูกใจ
เดินช้อปเสร็จก็แวะไปหาอะไรกิน กินเสร็จก็กลับโรงแรม
จากนั้นก็ถึงเวลาของคนสองคน
หลิวไห่เม่ยเปิดเผยในเรื่องนี้แบบสุดๆ เวลาอยู่ห้างเธอจะลากจางเซิ่งเข้าร้านชุดชั้นใน เลือกสไตล์ที่เมื่อก่อนเธอไม่มีทางแตะเด็ดขาด พวกผ้าลูกไม้ ซีทรู สายเดี่ยวรัดถุงน่อง ลองให้จางเซิ่งดูทีละชุดๆ พอเขาบอกว่าสวย เธอก็สอยเรียบ ชุดชั้นในเซตละสองสามพัน ซื้อแบบตาไม่กะพริบ
ถุงน่องก็ซื้อทีละหลายคู่ คละสีคละความหนา เธอบอกว่าผ้าปูที่นอนโรงแรมมันขาวจั๊วะเกินไป ใส่แบบมีสีสันหน่อยจะดูดีกว่า
จางเซิ่งไม่ขัดข้อง
ตกดึก พอกลับถึงโรงแรม ทั้งสองคนก็เริ่มตั้งแต่ห้องนั่งเล่นลามไปห้องนอน จากห้องน้ำไปจนถึงระเบียง ฟัดกันจนดึกดื่น หลิวไห่เม่ยอึดมาก ส่วนจางเซิ่งที่เล่นฟิตเนสประจำก็ไม่น้อยหน้า ไม่มีใครยอมใคร แถมเธอยังเอาสารพัดชุดที่จางเซิ่งซื้อให้มาลองใส่แทบจะครบทุกชุด เปิดโลกการมองเห็นของเขาไปอีกขั้น
ผ่านไปห้าวัน จางเซิ่งลองคำนวณเงินดูคร่าวๆ
ค่าเฟอร์นิเจอร์กับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดนไปสามแสนกว่า ค่าเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าของหลิวไห่เม่ยหมดไปห้าแสน ค่าโรงแรมกับค่าอาหารอีกห้าหกหมื่น รวมจิปาถะอื่นๆ แล้ว เหยียบหลักล้าน
เฉลี่ยวันละสองแสน
เขานั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นโรงแรม มองดูแจ้งเตือนจากธนาคารในมือถือ พลางรำพึงในใจ
อยู่กับคนสวยนี่มันละลายทรัพย์ชัดๆ
แต่พอนึกถึงห้องที่ซิงเหอวานที่ใกล้จะตกแต่งเสร็จ แถมยังได้หลิวไห่เม่ย สาวสวยที่เมื่อก่อนไม่กล้าแม้แต่จะคิดมาครอบครอง เขาก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาไม่น้อย
รางวัลเช็กอินช่วงสี่วันมานี้ เริ่มกลับมาเป็นปกติขึ้นหน่อย
วันอังคารได้ชาหลงจิ่งเกรดพรีเมียมมากล่องหนึ่ง แพ็กเกจหรูหราดูดีมีระดับ เปิดฝาออกมากลิ่นหอมชื่นใจลอยเตะจมูก จางเซิ่งไม่ค่อยสันทัดเรื่องชา แต่ดมดูก็รู้ว่าดีกว่าที่เขากินประจำแน่ๆ
วันพุธได้บุหรี่จิ่วอู่จื้อจุน ของแบรนด์หนานจิงมาหนึ่งคอตตอน เขาเคยได้ยินชื่ออยู่ เป็นบุหรี่ที่แพงหูฉี่ ตัวเขาเองไม่สูบบุหรี่ เลยกะว่าจะเอาไปให้พ่อ
วันพฤหัสบดีได้เหล้าเหมาไถเฟยเทียน 53 ดีกรี ของแท้มาสองขวด อันนี้เด็ด เก็บไว้ใช้ตอนเลี้ยงแขกได้สบายๆ
วันศุกร์ได้ปากกาหมึกซึมประดับทองมาหนึ่งด้าม ด้ามสีดำ ปลอกปากกาฝังทองคำเป็นวง ดูหรูหรามีระดับ จางเซิ่งลองหยิบมาถือดู น้ำหนักกำลังดี น่าจะเขียนลื่นเชียวล่ะ
เขาเอาของพวกนี้ไปเก็บไว้ที่ห้องโครงการซิงเหอวาน เคลียร์พื้นที่ชั้นบนสุดของตู้เสื้อผ้าในห้องมาสเตอร์ไว้เก็บของพวกนี้โดยเฉพาะ