- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 128 ตอนพิเศษซ่งเฉียนจี (อดีตชาติ) (ฟรี)
บทที่ 128 ตอนพิเศษซ่งเฉียนจี (อดีตชาติ) (ฟรี)
บทที่ 128 ตอนพิเศษซ่งเฉียนจี (อดีตชาติ) (ฟรี)
บทที่ 128 ตอนพิเศษซ่งเฉียนจี (อดีตชาติ)
หลังจากซ่งเฉียนจีเลื่อนระดับสู่ขั้นฮว่าเสิน เขาได้ตั้งค่ายกลใหญ่รวบรวมปราณเมฆา สร้างเป็นตำหนักบนหมู่เมฆขึ้นมาแห่งหนึ่ง
หมู่อาคารลอยล่องอยู่บนสวรรค์ชั้นเก้า ลอยเอื่อยเฉื่อย แหวกว่ายผ่านม่านเมฆและหมอกควัน พาดผ่านขุนเขาและแม่น้ำ
ตลอดทางล่องลอยผ่านสี่ทวีปใหญ่และห้าเขตทะเล ทอดสายตามองลงไปยังประตูสำนักของแต่ละตระกูลแต่ละสำนัก
ทุกวันต่างมีคนเข้ามาถวายของวิเศษในตำหนัก ภายในวังเซียนมีทุกสิ่งทุกอย่างครบครัน ขาดเพียงแค่ชื่อเรียกขานเท่านั้น
โลกบำเพ็ญเพียรจึงเรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่า "สวรรค์นอกสวรรค์"
วิธีการเรียกขานเช่นนี้ ภายนอกดูเหมือนเป็นการยกย่องสรรเสริญอย่างถึงที่สุด ทว่าแฝงนัยยะอันร้ายกาจและความคาดหวังที่ไม่อาจเอ่ยปากพูดออกมาได้
สวรรค์นอกสวรรค์ ยอดคนเหนือคน
ซ่งเฉียนจีเป็นเพียงคนเปื้อนโคลนที่ชาติกำเนิดต่ำต้อย ใช้ทุกวิถีทางจนได้เป็นยอดคนเหนือคน ไม่ช้าก็เร็วจะต้องร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์ชั้นสูงสุด
รอดูแค่ว่าเขาจะตายเมื่อไหร่เท่านั้น
ซ่งเฉียนจีมีแค้นต้องชำระ มีหนี้ต้องชดใช้
ดังนั้นนอกจากการถวายของวิเศษแล้ว หากอยากประจบเอาใจเขายังมีทางลัดอีกทางหนึ่ง นั่นคือ "ถวายคน" มักจะมีผู้บำเพ็ญเพียรจับตัวศัตรูที่เคยมีความแค้นกับเขาในอดีต มามอบให้เขาจัดการด้วยมือตัวเองอยู่เสมอ
ทว่าหลังจากเขาหมั้นหมาย จำนวนครั้งที่ชักดาบก็ค่อยๆ ลดน้อยลง
ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โลกหล้าไม่สงบสุข พลังชีวิตของต้นค้ำฟ้ากำลังเหือดหาย มหาภัยพิบัติกำลังใกล้เข้ามาอยู่ตรงหน้า
ซ่งเฉียนจีไม่มีกะจิตกะใจจะสะสางความแค้นส่วนตัว เขาเพียงอยากต่อชะตาให้กับฟ้าดิน
ผู้คนต่างเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเทพธิดาเมี่ยวเยียนที่ขัดเกลาจิตใจของซ่งเฉียนจี ดังนั้นทุกคนจึงพากันยกย่องสรรเสริญในความมีคุณธรรมและเมตตาของเทพธิดา
แต่อันที่จริงแล้ว หลังจากเมี่ยวเยียนย้ายเข้ามาอยู่ใน "สวรรค์นอกสวรรค์" นางก็แทบไม่ค่อยได้พบหน้าซ่งเฉียนจีเลย
นางกลัวว่าจะบังเอิญไปเห็นว่าที่สหายเต๋าชักดาบสังหารคน และยังกลัวว่าเมื่ออยู่ด้วยกันนานวันเข้า ซ่งเฉียนจีจะเบื่อหน่ายรูปโฉมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของนาง
โลกบำเพ็ญเพียรพัฒนามาจนถึงทุกวันนี้ บรรดายอดฝีมือรุ่นอาวุโสในสำนักฝ่ายธรรมะที่มีชื่อเสียง มักจะฆ่าคนโดยไร้รอยเลือด พวกเขาถนัดการใช้คำพูดวิพากษ์วิจารณ์ ระบบที่ซับซ้อน กฎระเบียบจารีตประเพณี และดาบที่มองไม่เห็นอีกมากมาย
มีเพียงซ่งเฉียนจีที่ยังคงรักษานิสัยของผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร เขามักจะทำให้สถานการณ์เต็มไปด้วยเลือดสาดกระเซ็น สีแดงฉานบาดตาอยู่เสมอ
เหมือนกับหอยมุกสีเลือดแดงฉานตรงหน้านี้
"ให้เจ้า" ซ่งเฉียนจีกล่าว
หอยมุกตัวนี้มีความสูงเท่ากับคนหนึ่งคน เปลือกนอกแวววาว เส้นเลือดสีแดงเป็นสายไหลเวียนอยู่บนเปลือก คล้ายกับหลอดเลือดของหอยยักษ์ มองเห็นเนื้อหอยสีชมพูอ่อนด้านในได้เลือนราง
แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่อง เปล่งประกายระยิบระยับ
"หอยเซียนพันปีแห่งทะเลหนานไห่หรือ?" เมี่ยวเยียนก้าวเดินอย่างแผ่วเบา มองดูรอบเปลือกหอย "ว่ากันว่าหอยชนิดนี้จะให้กำเนิดไข่มุกวิญญาณเพียงปีละหนึ่งเม็ด หากนำหยดเลือดของชายหญิงผู้บำเพ็ญเพียรสองคนใส่ลงไปในหอย หล่อเลี้ยงด้วยพลังปราณ ผ่านไปสิบปี ก็จะได้ทารกเซียนมาหนึ่งคน เรื่องจริงหรือ?"
"ใช่" ซ่งเฉียนจีพยักหน้า
เขาเชื่อว่าตัวเองสามารถกอบกู้โลกได้ และก็เชื่อมั่นในอนาคต
เมี่ยวเยียนยิ้ม เผยให้เห็นลักยิ้มบางๆ "ไม่เลวเลย"
ทว่าเมื่อลองคิดดูอีกที หอยเซียนแห่งทะเลหนานไห่ตัวนี้แม้จะหายากยิ่ง แต่หากซ่งเฉียนจีต้องการสิ่งใด ย่อมมีผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นแย่งชิงกันนำมาถวายให้อยู่แล้ว
เดิมทีก็ไม่จำเป็นต้องให้เขาลงแรงไปตามหาด้วยตัวเองเลย
เพียงแต่เมื่อเห็นว่าระหว่างคิ้วของซ่งเฉียนจีมีความเหนื่อยล้าแฝงอยู่ เมี่ยวเยียนจึงครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วส่งยิ้มหวานหยดย้อยพลางกล่าวว่า
"ทารกเซียนที่กำเนิดจากหอยเซียนตัวนี้ รวบรวมพลังปราณนับพันปีภายในหอยจนถือกำเนิดขึ้นมา ย่อมมีรากกระดูกที่ไม่ธรรมดา เส้นชีพจรวิญญาณแข็งแกร่งทนทาน เป็นสายเลือดผู้บำเพ็ญเพียรแต่กำเนิด เมื่อเขาโตขึ้นจะต้องเหมือนกับท่าน ที่สามารถเป็นยอดคนอันดับหนึ่งในใต้หล้าได้อย่างแน่นอน!"
นางรู้ว่าเวลาไหนควรพูดอะไร เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำ ก็สามารถทำให้คนอื่นมีความสุขได้แล้ว
"ไม่" ซ่งเฉียนจีกลับส่ายหน้า "ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ข้าก็ไม่ต้องการให้เขาเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า"
เมี่ยวเยียนชะงักไปเล็กน้อย "อะไรนะ?"
"เขาไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เพลงดาบของข้า และไม่จำเป็นต้องดีดฉินของเจ้าเป็น บิดาของเขาคืออันดับหนึ่งในใต้หล้า ย่อมกางแผ่นฟ้าบังลมหลบฝนให้เขาได้เอง
เขาจะนอนตื่นสายตะวันโด่งทุกวัน ดื่มเหล้าจนเมามายไม่ได้สติ เลี้ยงสัตว์วิญญาณสักสองสามตัว คบหาเพื่อนฝูงสักกลุ่มก็ได้ อยากทำอะไร ก็ไปทำสิ่งนั้น อยากจะนอนเอื่อยเฉื่อยนานแค่ไหน ก็นอนได้นานเท่านั้น
เครื่องพันธนาการบนโลกใบนี้ไม่อาจผูกมัดเขาไว้ได้ ข้าจะให้เขาใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีที่สุด และมีความสุขที่สุด"
เมี่ยวเยียนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "ถ้าอย่างนั้นมิกลายเป็นมารร้ายก่อกวนโลกหรอกหรือ?"
"เป็นมารร้ายก่อกวนโลก แล้วจะทำไมล่ะ" ซ่งเฉียนจีตอบพลางหัวเราะ
แสงอาทิตย์อัสดงและเงาเมฆาพาดทับลงบนเสี้ยวหน้าของเขาเป็นชั้นๆ แสงสีส้มและสีแดงอันเลือนรางทอประกายตัดกัน เคลื่อนคล้อยไปตามสายลมอย่างเชื่องช้า
เพียงชั่วพริบตาที่สายลมพัดผ่านเมฆกระจายตัว เมี่ยวเยียนก็ตระหนักว่านางไม่เคยมองผู้ชายคนนี้ออกเลยแม้แต่น้อย
นางอยากจะบอกว่า หากท่านไม่มีตระกูล ไม่มีลูกศิษย์ ไม่มีความทะเยอทะยานที่จะก่อตั้งสำนักและเป็นปรมาจารย์แห่งยุค
ต่อให้ท่านแข็งแกร่งแค่ไหนก็เป็นเพียงคนคนเดียว ไม่ใช่ขุมกำลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ชื่อเสียงย่อมถูกกำหนดมาให้ได้ยินแล้วระคายหู
ซ่งเฉียนจีอาจจะไม่สนใจชื่อเสียง แต่นางไม่อาจไม่สนใจได้
"ได้หอยเซียนตัวนี้มา หากให้กำเนิดทารกเซียนแล้วไม่เดินบนเส้นทางบำเพ็ญเพียร มิใช่เป็นการทิ้งขว้างของล้ำค่าหรอกหรือ?" เมี่ยวเยียนเอ่ยเกลี้ยกล่อม
ซ่งเฉียนจีมองนาง "ผู้บำเพ็ญเพียรตั้งครรภ์ ยังคงเป็นเรื่องยากลำบาก ที่ตามหาหอยเซียนมา ก็เพื่ออยากให้เจ้าไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย"
เมี่ยวเยียนอ้าปาก ทว่าจู่ๆ ก็พูดไม่ออก
นางแย้มยิ้มบางเบา หรี่ตามอง พร้อมกับหยาดน้ำตาใสสะอาดสองหยดที่ร่วงหล่นลงมา
ซ่งเฉียนจียกมือขึ้น แล้วก็รีบวางลงอย่างรวดเร็ว เอ่ยปลอบโยนอย่างเงอะงะ "ข้าทำอะไรผิดไป เจ้าบอกกับข้าตรงๆ ได้เลย"
เมี่ยวเยียนเพียงแค่ส่ายหน้า พึมพำกับตัวเองเสียงเบา "สายเกินไปแล้ว"
ก่อนตายซ่งเฉียนจีถึงได้ตระหนักรู้ ว่าแท้จริงแล้วจิตสังหารของอีกฝ่ายได้ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
หลังจากที่เขากลับชาติมาเกิด เขาก็ยังคงกลัวเวลาที่คนอื่นร้องไห้ใส่เขาอยู่ดี
คนที่เคยร้องไห้กับเขามีมากเกินไปจริงๆ ก่อนหน้านี้มีเมิ่งเหอเจ๋อ เหอชิงชิง ภายหลังก็มีจี้เฉิน เฉินหงจู๋...
หลังจากนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครอีกบ้าง
ทว่าเขาไม่เคยร้องไห้กับใคร และก็ไม่มีใครที่ทำให้เขาสามารถร้องไห้ด้วยได้เลย
"การหลั่งน้ำตาเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุด" ซ่งเฉียนจีเข้าใจเหตุผลข้อนี้มาโดยตลอด
วัยเด็กของเขาหมดไปในเมืองเล็กๆ เชิงเขา แม้จะยากจนแต่ก็มีความสุข เมื่อผลักหน้าต่างออกไปก็สามารถมองเห็นภูเขาสีเขียวขจีได้ตลอดทั้งสี่ฤดู
แม้บิดามารดาจะด่วนจากไปตั้งแต่เขายังเล็ก ไร้ที่พึ่งพิง แต่ก็มักจะมีเพื่อนบ้านใจดีคอยช่วยเหลือจุนเจือเขาเสมอ เด็กที่เอาแต่ร้องไห้งอแงจะไม่มีลูกอมให้กิน ต้องขยันขันแข็งถึงจะเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น
วันที่เด็กหนุ่มก้าวขึ้นเรือลำใหญ่ของสำนักหัวเวย คนทั้งเมืองต่างมาส่งด้วยความยินดี ฆ่าไก่เชือดแกะเฉลิมฉลอง
ซ่งเฉียนจีพูดจาโอ้อวดอย่างไม่ละอายใจ ว่าจะปีนบันไดเซียนทะยานขึ้นสู่หมู่เมฆา และจะมองเห็นโลกภายนอกภูเขาที่งดงามไร้ขีดจำกัดด้วยตาของตัวเอง
ต่อมาเมื่อเขาอยู่ในสายนอกของสำนักหัวเวย เขาต้องทำงานหนักที่สุดในทุกๆ วัน บางคนเกิดมาบนสวรรค์ บางคนเกิดมาเพื่อเป็นผู้ใช้แรงงาน
เขาไปไหนมาไหนคนเดียว เงียบขรึมน่าเบื่อ ขยันขันแข็งอย่างบ้าคลั่ง เก็บหอมรอมริบอย่างคิดเล็กคิดน้อย มากพอที่จะทำให้คนวัยเดียวกันทุกคนเกลียดชังเขาจากใจจริง
มีเพียงหุบเหวลึกไร้ก้นบึ้งของผาต้วนซาน ที่พอจะทนรับฟังความทะเยอทะยานที่เขาไม่อาจเอ่ยปาก และความคับแค้นใจที่ไม่ได้ดั่งหวังของเขาได้
เขาผลักเด็กหนุ่มผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งตกหน้าผาที่นั่น และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็สมควรได้รับผลกรรมด้วยการก้าวเดินบนเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ
ดาบของเขาเร็วขึ้นเรื่อยๆ ศัตรูของเขาก็ถูกฆ่าตายมากขึ้นเรื่อยๆ
คนจนมักจะคิดสั้น บางครั้งเพียงเพื่อแย่งชิงของวิเศษที่ไร้เจ้าของสักชิ้น บางครั้งเพียงเพื่อหินวิญญาณไม่กี่ก้อน ก็สามารถต่อสู้กันจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่งได้
ลิ่นเฟยยวนเคยเตือนให้เขาไปเป็นที่ปรึกษาในสำนักเล็กๆ โพ้นทะเล เพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุข
"เส้นทางนี้ได้เงินเร็ว แต่ถ้าทำไปนานๆ ก็จะไม่มีทางให้หวนกลับแล้วนะ"
ซ่งเฉียนจีอยากจะเอาดาบเคาะหัวเขาเสียเหลือเกิน ข้าผูกใจเจ็บกับสำนักใหญ่ไปแล้ว สำนักเล็กๆ ที่ไหนจะยังกล้ารับข้าไว้อีก?
ข้าหวนกลับไม่ทันตั้งนานแล้ว
จื่อเย่เหวินซูเคยถามเขาว่าเหตุใดจึงต้องทำเรื่องต่างๆ ให้ถึงขั้นแตกหัก ในแดนลับทะเลมรณะมีปีศาจร้ายเพ่นพ่าน สภาพแวดล้อมอันตราย ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะควรจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ควรมานั่งคิดบัญชีกันเอง
ทว่ากลับถูกซ่งเฉียนจีด่าสวนว่า พูดน่ะมันง่ายเพราะตัวเองไม่ได้มาตกระกำลำบาก
เจ้าเป็นถึงผู้ดูแลสำนักศึกษาชิงหยา เป็นเทพเจ้าผู้ตัดขาดจากโลกโลกีย์และปราศจากความปรารถนาส่วนตัว พอเจ้าเอ่ยปาก ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะพวกนั้นย่อมต้องฟังเจ้าอยู่แล้ว
แล้วข้าจะทำอย่างไรได้ ข้าทำได้เพียงใช้ดาบพูดแทนเท่านั้น
ตอนนั้นเขากำเริบเสิบสาน ในใจมีเปลวเพลิงกองหนึ่งลุกโชน สามารถแผดเผาได้แม้กระทั่งแผ่นฟ้า
เขาไม่เสียดายชีวิต ไม่เชื่อใจใคร และยิ่งไม่เห็นค่าความหวังดีอันล้ำค่าของผู้อื่น
หลายปีต่อมาซ่งเฉียนจีกลับไปเยือนถิ่นเก่า ตามหาเส้นทางที่เคยจากมา เมืองเล็กๆ เชิงเขาได้หายไปแล้ว ซากปรักหักพังถูกพายุทรายกลบฝัง
ต้นไม้แก่ที่เคยปีนป่ายในวัยเด็กแห้งตาย ลำธารที่เคยจับปลาเหือดแห้ง นกนางแอ่นไม่บินผ่านชายคาบ้านสีเทาหม่นอีกต่อไป
ส่วนเขาทะยานขึ้นสู่หมู่เมฆา สร้าง "สวรรค์นอกสวรรค์" ขึ้นมาแห่งหนึ่ง และได้เห็นว่าอีกฟากของภูเขา ก็ยังคงเป็นภูเขา
แม้ขุนเขาเขียวขจีจะดูคล้ายคลึงกันไปเสียหมด แต่ซ่งเฉียนจีก็ยังคงปลอบใจตัวเอง ว่าชีวิตของข้าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ข้าจะอยู่บนสวรรค์ชั้นสูงสุด แต่งงานกับสหายเต๋าที่งดงามที่สุด กอบกู้ต้นค้ำฟ้าที่ค้ำจุนฟ้าดิน และมีชีวิตอยู่อย่างยิ่งใหญ่อลังการอีกสักครา
เขาวิ่งสุดชีวิตไปยังสุดขอบทวีป ทว่ากลับถูกขังอยู่ในทุ่งหิมะ ต่อสู้ไปทั่วหล้าเพียงลำพัง ทว่ากลับถูกคนข้างกายหักหลัง
ยามที่หิมะตกหนัก ในที่สุดเขาก็เข้าใจ ว่าต่อให้ชนะทุกการต่อสู้ ก็ไม่อาจเอาชนะใจคนได้ทั้งหมด
เขาทำเรื่องผิดพลาดมามากเกินไป เมื่อถามใจตัวเองก็พบแต่ความรู้สึกผิดนับไม่ถ้วน
เขาไม่ใช่ "ผู้กอบกู้โลก" ที่ได้มาตรฐาน และไม่ใช่ "ตัวเอก" ของเรื่องราว
เดิมทีเขาเป็นเพียงคนธรรมดา เกิดในเมืองผิงหนิง แถบเชิงเขา ผ่านการต่อสู้นับร้อยครั้งแต่ไม่ตาย ก็เพียงเพราะไม่มีทางเลือกอื่น