เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 องค์ชายห้าเสด็จ

บทที่ 7 องค์ชายห้าเสด็จ

บทที่ 7 องค์ชายห้าเสด็จ


บทที่ 7 องค์ชายห้าเสด็จ

ในทั่วทั้งต้าอวี่ หากพิจารณาจากฐานะและตำแหน่ง จะมีสักกี่คนที่สามารถเทียบเคียงกับความสูงศักดิ์ขององค์ชายได้?

ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้เข้าร่วมกับขั้วอำนาจขององค์ชาย เพื่อที่จะได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและผงาดขึ้นเหนือผู้อื่น

ทว่าลู่เฉิน แม้จะมีฐานะสูงศักดิ์เป็นถึงองค์ชาย แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ใครจะเข้าพบได้ง่ายๆ

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังพำนักอยู่ลึกเข้าไปในพระราชวังหลวง เก็บตัวเงียบ และรักความสงบ

งานเลี้ยงน้ำชาชุมนุมยุทธ์ชิงซานจึงแทบจะเป็นโอกาสเดียวที่คนส่วนใหญ่จะได้สัมผัสกับเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ผู้นี้

และแน่นอนว่า พระองค์ย่อมตกเป็นหัวข้อสนทนาหลักของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"..."

"มิได้ มิได้ ข้าเพียงแค่โชคดีเท่านั้น เมื่อปีที่แล้ว องค์ชายเฉินทรงชี้แนะเพียงเล็กน้อย ทำให้ข้าสามารถทะลวงขอบเขตพลังได้โดยบังเอิญ ทั้งหมดนี้ล้วนต้องขอบคุณพระบารมีขององค์ชายเฉิน"

"จริงด้วย องค์ชายเฉินทรงมีพระปรีชาญาณเป็นเลิศ เดิมทีข้าคิดว่าเคล็ดวิชากระบี่หนิงกวงที่ตกทอดมาจากตระกูลของข้านั้นบรรลุถึงขั้นสูงสุดแล้ว แต่ไม่คาดคิดเลยว่าองค์ชายจะทรงมองเห็นจุดอ่อนของข้าด้วยท่าทีสบายๆ ข้าช่างละอายใจยิ่งนัก"

"...ฮ่าๆ ทุกท่านโปรดอย่าถ่อมตัวไปเลย พรสวรรค์ขององค์ชายเฉินจะนำมาเปรียบเทียบกับคนธรรมดาอย่างพวกเราได้อย่างไร?"

ทุกคนต่างเอ่ยคำเยินยอต่อองค์ชายเฉิน แต่ความหมายแฝงนั้นส่วนใหญ่ก็เพื่อประจบสอพลอและยกย่องเชิดชู

เพราะสำหรับพวกเขา องค์ชายเฉินมีเพียงฐานะเดียว นั่นคือองค์ชาย!

เมื่อเทียบกับสถานะอันสูงส่งนี้ พรสวรรค์หรือขอบเขตพลังล้วนกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าองค์ชายเฉินจะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศหรือขอบเขตพลังสูงส่งเพียงใด ก็คงไม่มีใครโง่เขลาพอที่จะกล้ากระตุกหนวดเสือและท้าทายเกียรติภูมิของราชวงศ์

และเพียงแค่พระองค์มีรับสั่ง ยอดฝีมือมากมายก็พร้อมที่จะพุ่งทะยานไปจัดการเรื่องราวให้ ไฉนเลยจะต้องลงมือด้วยพระองค์เอง?

ขณะที่ทุกคนกำลังสนทนากันอยู่นั้น

บัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งกลับยิ้มบางๆ ราวกับผู้ที่ตื่นรู้เพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางคนเมามาย

"ตื้นเขินนัก"

เป็นความจริงที่สำหรับขุมอำนาจอันยิ่งใหญ่อย่างราชวงศ์ ระดับพรสวรรค์ธรรมดานั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แต่หากพรสวรรค์ของเขาแข็งแกร่งจนเหนือล้ำความเป็นมนุษย์ นั่นย่อมมีความหมายอย่างยิ่งยวด!

เฉกเช่นปฐมกษัตริย์ลู่ซิงเหอ องค์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ต้าอวี่ และจักรพรรดิเกิงสือลู่เซิงซี ผู้กอบกู้แผ่นดินในยุคต่อมา

ทั้งสองพระองค์ต่างก็เคยเป็นตัวตนที่สยบทั้งแผ่นดินได้ด้วยตัวคนเดียว พลิกผันสถานการณ์ในยุคที่รากฐานอันยิ่งใหญ่กำลังจะพังทลายลง!

และองค์ชายห้าลู่เฉิน... แม้ว่าการเปรียบเทียบเช่นนี้จะดูเกินจริงไปบ้าง

แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวของบัณฑิตหนุ่ม องค์ชายห้าลู่เฉินก็ทรงมีศักยภาพที่จะเติบโตไปถึงจุดนั้นได้จริงๆ

เขายังจำได้ดีว่าในงานเลี้ยงน้ำชาชุมนุมยุทธ์เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่เขากวาดชัยชนะจนคว้าตำแหน่งชนะเลิศ เขาได้ขอคำชี้แนะจากองค์ชายห้าผู้เป็นเจ้าภาพของงานตามธรรมเนียม

เดิมทีเขาคิดว่าองค์ชายห้าจะเพียงแค่ตรัสคำพูดตามมารยาทและทำตามขั้นตอนเท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว ในฐานะอัจฉริยะแห่งวิถีปราชญ์รุ่นปัจจุบันของสำนักศึกษาอู๋หยา ด้วยวัยเพียง 19 ปี เขาก็บรรลุถึงจุดสูงสุดของขอบเขตแปรปราณ และฝึกฝนคัมภีร์สัจธรรมอู๋หยาซึ่งเป็นเคล็ดวิชาลึกลับจนถึงขั้นที่ห้าแล้ว

ในหมู่คนรุ่นเยาว์ ผู้ที่สามารถเทียบเคียงกับเขาได้ก็ถือว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่ง แล้วเขาจะไปหาคนรุ่นเดียวกันที่สามารถชี้แนะเขาได้จากที่ใด?

แต่ใครจะคาดคิดว่า องค์ชายห้าผู้นี้กลับตรัสออกมาด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้

ทุกถ้อยคำเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาอันล้ำค่า

ทุกคำพูดชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของเขา ซึ่งบางจุดแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความรู้ความเข้าใจที่มีต่อคัมภีร์สัจธรรมอู๋หยา องค์ชายห้ากลับดูเหมือนผู้สืบทอดสำนักศึกษาเสียยิ่งกว่าเขาที่เป็นผู้สืบทอดตัวจริงเสียอีก!

ในชั่วขณะนั้น บัณฑิตหนุ่มแทบจะเกิดมารในใจ หลังจากกลับไป เขายังคงคลางแคลงใจในความเหมาะสมกับฐานะผู้สืบทอดสำนักศึกษาของตนอยู่พักใหญ่

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงพยายามศึกษาคัมภีร์สัจธรรมอู๋หยาอย่างหนักยิ่งขึ้น โดยหวังว่าจะได้แสดงด้านที่แข็งแกร่งที่สุดของตนออกมาในงานเลี้ยงน้ำชาปีนี้

เพื่อดูว่ายังมีช่องว่างระหว่างตัวเขาที่ทุ่มเทอย่างสุดกำลัง กับองค์ชายเฉินผู้สูงศักดิ์พระองค์นี้อยู่อีกมากน้อยเพียงใด

เขากระชับขลุ่ยหยกในมือแน่นยิ่งขึ้น เฝ้ารอคอยการเสด็จมาขององค์ชายห้าลู่เฉินอย่างใจจดใจจ่อ

แสงเทียนวูบไหวแผ่วเบา

เวลาภายในหอเลี่ยงเซียนล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว

ผู้เข้าร่วมงานจากนอกเมืองทยอยเดินทางมาถึงอย่างต่อเนื่อง

ในที่สุด เมื่อราตรีเริ่มคล้อยต่ำ

ก็ถึงเวลาเริ่มงานเลี้ยง

ตึก... ตึก... ตึก...

ครืน... ครืน...

ภายนอกหอเลี่ยงเซียน เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างพร้อมเพรียงดังก้องขึ้น พร้อมกับเสียงล้อรถม้าที่บดไปตามพื้นถนน

กองทหารสวมเกราะเงินที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีกระจายกำลังออกไปอย่างรวดเร็วและจัดรูปขบวน โอบล้อมหอเลี่ยงเซียนไว้ทั้งซ้ายและขวา เปิดเป็นทางเดินอันกว้างขวาง

รถม้าอันหรูหราค่อยๆ หยุดลงที่ด้านนอกหอเลี่ยงเซียน

เสด็จมาแล้ว!

ในเวลานี้ ทุกคนต่างหยุดการกระทำของตนและมองไปยังประตูทางเข้าอย่างพร้อมเพรียง

พวกเขาเห็นเด็กสาวในชุดสีฟ้าที่มีรูปโฉมงดงามเกินกว่าผู้ใดในเมืองหว่านชิงก้าวลงมาจากรถม้า

นางมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงโค้งตัวลงและยื่นมือไปเลิกม่านขึ้น เชื้อเชิญเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ที่ประทับอยู่ด้านในให้ออกมา

บุคคลผู้นั้นสวมฉลองพระองค์ลายมังกรดำสนิท เส้นผมถูกเกล้าขึ้นด้วยปิ่นหยกสลักลายมังกร เรือนผมสีดำขลับทิ้งตัวลงมาดุจน้ำตก รูปร่างสูงโปร่ง และดวงตาที่เย็นชาราวกับดวงดาว ยามลืมตาและหลับตาก็เปล่งประกายรัศมีอันสูงศักดิ์ของเชื้อพระวงศ์ออกมาอย่างเข้มข้น

ทว่าเมื่อเทียบกับความสูงศักดิ์ของเชื้อพระวงศ์แล้ว กลิ่นอายความเย็นชาและเฉยเมยที่แผ่ซ่านอยู่รอบกายของพระองค์นั้นกลับเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดายิ่งกว่า ทำให้พระองค์ดูดูลึกลับ เต็มไปด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวอันสูงส่ง ราวกับหิมะอันเหน็บหนาวบนยอดเขาเทียนซานและความอ้างว้างในแดนมนุษย์

นี่คือตัวตนที่ปลีกวิเวกอย่างมีเอกลักษณ์ในหมู่องค์ชายทั้งหลาย ไม่จำเป็นต้องเดาก็รู้ว่า นี่คือองค์ชายห้าลู่เฉินผู้ลึกลับและเก็บตัวอย่างไม่ต้องสงสัย

ทุกคนรีบก้มศีรษะและค้อมตัวลงเพื่อแสดงความเคารพต่อเชื้อพระวงศ์

รอคอยให้กษัตริย์ผู้สูงศักดิ์พระองค์นั้นเสด็จประทับ

"ถวายบังคมองค์ชายเฉินพ่ะย่ะค่ะ!"

"ขอจงทรงพระเจริญ พันปี พันๆ ปี!!"

ท่ามกลางเสียงถวายพระพร ลู่เฉินกวาดสายตามองผู้คนที่อยู่ในงานเพียงครู่หนึ่ง

"ตามสบายเถิด ทุกท่านเชิญนั่ง"

"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ!"

ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปนั่งประจำที่

ลู่เฉินจึงตรัสว่า "งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้จัดขึ้นเพื่อต้อนรับพวกท่านทุกคน และขออวยพรให้ทุกท่านได้รับประโยชน์ในงานเลี้ยงน้ำชาที่กำลังจะมาถึง"

"เชิญเพลิดเพลินกันตามสบาย"

หลานอวิ๋นหยิบป้านสุราขึ้นมา รินใส่จอกให้ลู่เฉิน แล้วยื่นถวายให้

ลู่เฉินชูจอกสุราขึ้นเล็กน้อยเพื่อเป็นการส่งสัญญาณแก่ทุกคน จากนั้นจึงยกขึ้นดื่ม อันเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มงานเลี้ยง

คนอื่นๆ ต่างคุ้นชินกับเรื่องนี้อยู่แล้ว

องค์ชายเฉินทรงเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ไม่ค่อยตรัสสิ่งใดมากนัก

พระองค์ทรงเกลียดชังพิธีการอันยุ่งยาก และไม่โปรดที่จะตรัสเรื่องไร้สาระให้เสียเวลาทุกคน

ดังนั้นพวกเขาจึงดื่มสุราจนหมดจอกเพื่อเป็นการตอบรับองค์ชายเฉิน

งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

หลังจากดื่มอวยพรให้องค์ชายเฉิน ทุกคนก็พูดคุยกับคนข้างเคียง แลกเปลี่ยนความรู้ในการฝึกฝน และหยั่งเชิงคู่แข่งล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานเลี้ยงน้ำชาที่จะมีขึ้นหลังงานเลี้ยงนี้

งานเลี้ยงนี้ดำเนินไปได้ไม่นานนัก

อาหารน่ะกินเมื่อไหร่ก็ได้ แต่งานเลี้ยงน้ำชานั้นมีเพียงปีละครั้ง จิตใจของพวกเขาจึงไม่ได้จดจ่ออยู่กับงานเลี้ยงเลย

หลังจากสุราผ่านไปสามจอก

ทุกคนก็วางตะเกียบและจอกสุราลงอย่างรู้กัน และเข้าสู่สภาวะปรับสมดุล เพื่อเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมเผชิญหน้ากับงานเลี้ยงน้ำชาที่กำลังจะมาถึง

เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่เฉินก็โบกพระหัตถ์ เป็นสัญญาณให้นางกำนัลเก็บสำรับอาหารและนำสิ่งของสำหรับงานเลี้ยงน้ำชาออกมา

หง่าง... หง่าง... หง่าง...

เสียงระฆังโบราณดังกังวานใส

ภายในหอเลี่ยงเซียน

กระถางธูปถูกนำมาวางบนโต๊ะทีละใบ

กลิ่นธูปหอมกรุ่นและให้ความรู้สึกสงบ

ควันสีเขียวลอยอวลอยู่รอบจมูกและริมฝีปากของทุกคน ให้ความรู้สึกสดชื่นไปถึงหัวใจและปอด ทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มไปกับกลิ่นหอม และช่วยให้พวกเขาได้ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่

ที่ประทับหลัก นางกำนัลได้จุดกระถางธูปทองคำม่วงถวายลู่เฉินเช่นกัน

ควันบางเบาคค่อยๆ ลอยขึ้นสู่อากาศ

"..."

ลู่เฉินปรายตามองควันที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ ประกายความเย็นชาดุจดวงดาวปรากฏขึ้นลางๆ ในดวงตาของเขา

เริ่มแล้วสินะ?

"องค์ชาย บ่าวจะล้างชาให้เพคะ"

"อืม"

หลานอวิ๋นจัดชุดเครื่องชา และทำเช่นเดียวกับที่นางมักจะทำในวัง คือคัดเอาเฉพาะน้ำชาส่วนที่บริสุทธิ์ที่สุด รินใส่จอกถวายลู่เฉิน

จากนั้นนางก็เทน้ำชาที่เหลือทิ้งไป แล้วหันไปกล่าวกับนางกำนัลของหอเลี่ยงเซียนที่คอยรับใช้อยู่ใกล้ๆ "ไปเอาถ้วยมาเพิ่มอีก 2 ใบ"

จบบทที่ บทที่ 7 องค์ชายห้าเสด็จ

คัดลอกลิงก์แล้ว