- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ ขอใช้มิติวิเศษพลิกชะตา รวยล้นฟ้าในยุคโบราณ
- ตอนที่ 9 ขับไล่ไสส่งแยกครอบครัว
ตอนที่ 9 ขับไล่ไสส่งแยกครอบครัว
ตอนที่ 9 ขับไล่ไสส่งแยกครอบครัว
ตอนที่ 9 ขับไล่ไสส่งแยกครอบครัว
ก่อนหน้านี้ พวกเขาเป็นเพียงนักโทษต้องทัณฑ์มาโดยตลอด ผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานทหารเพื่อปกป้องชายแดน ส่วนผู้หญิงก็ต้องทำนาในที่ดินเสบียงของกองทัพร่วมกับชาวบ้านในท้องถิ่น
ด้วยความที่เป็นนักโทษ จึงไม่มีรายได้เลยแม้แต่น้อย ทางการจัดหาอาหารให้เพียงวันละสองมื้อเท่านั้น ค่าเดินทางกลับมายังเมืองหลวง ก็เป็นเงินที่ท่านพ่อและบรรดาพี่ชายแอบเจียดเวลาไปเก็บสมุนไพรมาขาย
อีกทั้งยังต้องคอยจุนเจือท่านปู่ ท่านย่า และครอบครัวของท่านอาเล็กอยู่บ่อยครั้ง ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจะเอาเงินตั้งหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงเงินมาจากไหนกัน
ท่านพ่อเคยคิดที่จะไปขอยืมเงินจากอดีตสหายร่วมงาน แต่พอคนพวกนั้นจำเขาได้ ต่างก็พากันหลบหน้าหนีราวกับเห็นงูพิษหรือแมงป่อง
ในขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังสิ้นหวัง พี่ใหญ่และพี่รองก็บังเอิญไปเห็นสำนักคุ้มภัยแห่งหนึ่งกำลังเปิดรับสมัครผู้คุ้มกัน ขอเพียงผ่านการคัดเลือก ก็จะสามารถเบิกเงินล่วงหน้าได้ถึงคนละห้าสิบตำลึง ทั้งสองคนจึงไม่ลังเลที่จะไปลงชื่อสมัครทันที
โชคดีที่สวรรค์ยังมีเมตตา ตลอดเวลาที่อยู่ชายแดน พวกเขาไม่เคยละทิ้งการฝึกฝนวรยุทธ์ จึงสามารถผ่านการคัดเลือกได้อย่างราบรื่น และได้รับเงินหนึ่งร้อยตำลึงเงินมาตามที่หวังไว้
ส่วนเงินอีกห้าสิบตำลึงเงินที่เหลือนั้น เป็นท่านแม่ที่รวบรวมความกล้าไปเสนอตัวที่ร้านเย็บปักหรูอี้ นางเรียนรู้งานเย็บปักถักร้อยมาตั้งแต่เด็ก และมั่นใจในฝีมือของตนเองเป็นอย่างมาก ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น
นางเป็นฝ่ายเสนอตัวว่าจะทำงานให้ร้านเย็บปักเป็นเวลาสามปี ทว่ามีข้อแม้คือทางร้านจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้าห้าสิบตำลึงเงินให้นางก่อน
ในคราแรก หลงจู๊ของร้านเย็บปักคิดว่านางเป็นคนบ้าและเตรียมจะไล่นางออกไป แต่เมื่อเห็นท่านแม่คุกเข่าโขกศีรษะจนเลือดอาบ ประกอบกับเห็นลูกสาวที่นอนไม่ได้สติ จึงรู้ว่าพวกเขาลำบากจริงๆ หลงจู๊จึงเปิดโอกาสให้ท่านแม่ลองปักผ้าเช็ดหน้าให้ดูผืนหนึ่ง
การทดสอบครั้งนั้นทำให้หลงจู๊ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความชื่นชม จึงตกลงทำสัญญากันในทันที และยอมจ่ายเงินล่วงหน้าห้าสิบตำลึงเงินให้แก่ครอบครัวของนาง
ด้วยเหตุนี้ เงินหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงเงินสำหรับเป็นค่าโสมป่าจึงถูกรวบรวมจนครบ
ทว่าในตอนที่ได้เงินก้อนนั้นมา ครอบครัวใหญ่ยังไม่ได้แยกบ้านกัน หลิวซื่อผู้เป็นท่านย่าของนางรู้สึกว่า พวกเขาเพิ่งจะกลับมาถึงเมืองหลวง มีแต่เรื่องที่ต้องใช้เงิน แม้แต่ที่ซุกหัวนอนก็ยังไม่มี
แล้วจะเอาเงินมากมายขนาดนี้ไปรักษาตัวไร้ประโยชน์ที่ใกล้ตายได้อย่างไร หากโชคร้ายก็อาจจะสูญทั้งเงินและคนไปเปล่าๆ
ดังนั้น หลังจากที่รวบรวมเงินได้ครบแล้ว หลิวซื่อจึงสั่งให้ท่านพ่อล้มเลิกการรักษานางเสีย แล้วให้นำเงินก้อนนั้นไปหาที่พักดีๆ เพื่อให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย นั่นต่างหากคือเรื่องที่สำคัญที่สุด
แน่นอนว่าท่านพ่อไม่มีทางยอมฟัง เขาคว้าเงินก้อนนั้นวิ่งตรงไปที่ร้านขายยาเพื่อซื้อยาทันทีอย่างไม่ลังเล
แม้หลิวซื่อจะอยากอาละวาด แต่ด้วยความที่ตอนนั้นพวกเขากำลังอยู่บนถนนหลวง รอบด้านมีทหารลาดตระเวนอยู่ไม่น้อย นางห่วงหน้าตาของตนเอง จึงจำต้องยอมสงบปากสงบคำไปก่อน
หลังจากซื้อยามาได้ ในขณะที่กำลังกลัดกลุ้มเรื่องที่พักพิงอยู่นั้น พวกเขาก็บังเอิญได้พบกับผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านหลีฮวา เมื่อเห็นว่าพวกเขาน่าเวทนา จึงได้ให้พวกเขาเดินทางมายังหมู่บ้านหลีฮวา
เดิมทีคิดว่าในเมื่อเงินกลายเป็นยาไปแล้ว หลิวซื่อก็คงจะล้มเลิกความคิดนั้นไปเอง
ใครจะคาดคิดว่าหลิวซื่อจะใช้ข้ออ้างเรื่องบ้านเช่าทรุดโทรม มาโวยวายให้ท่านพ่อนำยาไปคืน เพื่อนำเงินมาหาที่พักดีๆ ให้นาง นางอ้างว่าตนเองอายุมากแล้ว การต้องมาอยู่ในบ้านแบบนี้มันเป็นการทรมานคนแก่!
แน่นอนว่าท่านพ่อย่อมไม่ยินยอม สองแม่ลูกจึงมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง หลิวซื่อด่าทอว่าเขาอกตัญญู และขู่ว่าจะขับไล่เขาแยกออกจากครอบครัว
ส่วนมู่หรงฉี่ น้องชายของท่านพ่อนั้นเป็นคนเจ้าเล่ห์ เขาไปบอกหลิวซื่อว่าตนแอบได้ยินพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้คุยกัน ว่ามือของพี่ใหญ่ได้รับบาดเจ็บ เกรงว่าชาตินี้จะไม่อาจเป็นหมอรักษาคนได้อีกแล้ว
นอกจากนี้ พี่ใหญ่ยังต้องเสียเงินอีกมากเพื่อตามหาลูกชายที่หายไปทั้งสามคน อาการป่วยของมู่หรงหลิงหรานก็ไม่รู้ว่าจะหายเมื่อใด
ต่อให้หายดีแล้ว ด้วยความที่พวกเขารักลูกสาวมาก ก็คงต้องใช้เงินบำรุงร่างกายอีกไม่น้อย ครอบครัวของพี่ใหญ่นั้นจะต้องกลายเป็นตัวถ่วงของพวกเขาแน่ๆ
เมื่อหลิวซื่อได้ฟังคำพูดของลูกชายคนเล็ก ก็รู้สึกว่ามันมีเหตุผล เดิมทีนางก็ไม่ชอบลูกชายคนโตอยู่แล้ว
ในเมื่อตอนนี้เขายังกล้าขัดคำสั่งเพื่อลูกสาว ในอนาคตก็ไม่มีทางที่เขาจะนำเงินที่หามาได้มามอบให้นางอย่างแน่นอน
[จบตอน]