- หน้าแรก
- เมื่อนางเอกสายปลาเค็มขอโบกมือลางาน
- บทที่ 763 ถูกฟ้องร้อง
บทที่ 763 ถูกฟ้องร้อง
บทที่ 763 ถูกฟ้องร้อง
บทที่ 763 ถูกฟ้องร้อง
ดังนั้น ในชั้นเรียนของต้าเป่าและเสี่ยวเป่า อย่างน้อยก็มีเด็กบางคนที่รู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว
ลูกของหมอลั่วค่อนข้างเก็บตัว แต่พอมีต้าเป่าและเสี่ยวเป่าอยู่ด้วย หมอลั่วก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาก
หลิวเหลียงกำลังจะบอกว่าอีกสักพักเธอจะแวะไปที่โรงเรียน ทว่าโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นเสียก่อน เป็นสายจากเฉิงปิน
"ท่านผู้เฒ่าฟื้นแล้ว ฉันจะไปตรวจดูอาการเขาสักหน่อย"
เธอเดาไว้แล้วว่าเขาคงจะฟื้นในช่วงเวลานี้ จึงอยู่รอมาตลอด อย่างไรเสียเธอก็เป็นคนลงมือผ่าตัด จะด่วนจากไปก่อนที่เขาจะฟื้นก็คงไม่ได้
จังหวะที่หลิวเหลียงกำลังจะหมุนตัวเดินออกไป หมอลั่วก็โพล่งถามคำถามที่ค้างคาใจมาพักใหญ่ออกมา
"คุณไม่คิดจะกลับมาแล้วจริงๆ หรือ?"
หลิวเหลียงชะงักฝีเท้า คลี่ยิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้าเบาๆ "ไม่แล้วล่ะ"
ใช่แล้ว เธอไม่ได้คิดจะกลับมาอีก
เมื่อจากไปแล้วย่อมไม่มีวันหวนกลับ หากครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเห็นแก่เฉิงปิน เธอคงไม่ยอมรับเคสผ่าตัดนี้เด็ดขาด
เธอลงมือผ่าตัดเพราะความจำเป็นทางใจ ไม่มีเหตุผลอื่นใดแอบแฝง และแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเธอยังมีเยื่อใยผูกพันกับโรงพยาบาลแห่งนี้ เรื่องบางเรื่อง แค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว
เธอไม่ชอบการเป็นตัวเลือกที่สุดท้ายก็ถูกทอดทิ้ง
อีกอย่าง เธอยังมีเรื่องอื่นต้องทำอีกมาก บางทีเธออาจจะไม่เหมาะกับการทำงานในโรงพยาบาลจริงๆ ก็ได้
"น่าเสียดายจัง" หมอลั่วถอนหายใจ น่าเสียดายจริงๆ ที่ต้องทิ้งฝีมือการแพทย์อันยอดเยี่ยมขนาดนี้ไป
ทว่าหลิวเหลียงกลับไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิด นี่เป็นเพียงอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเธอ และอำนาจในการตัดสินใจก็อยู่ในมือเธอ ย่อมดีกว่าไปอยู่ในมือคนอื่น ยิ่งไปกว่านั้น ใช่ว่าเธอจะเป็นหมออีกไม่ได้เสียหน่อย เธอแค่เปลี่ยนวิธีการทำงานก็เท่านั้น
เมื่อเธอไปถึงห้องพักฟื้นของผู้เฒ่าลู่ เขาก็ฟื้นแล้วจริงๆ แถมยังมีสีหน้าสดใสขึ้นมาก
หลิวเหลียงทำการตรวจร่างกายให้เขา ลิ่มเลือดในสมองสลายตัวไปแล้วและไม่กดทับเส้นประสาทอีก แม้ตอนนี้มุมปากของเขาจะยังดูเบี้ยวอยู่บ้าง แต่มันจะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติในภายหลัง
ส่วนอาการชาครึ่งซีกของร่างกายก็จะค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นเช่นกัน เมื่อบาดแผลบนศีรษะสมานตัวดีแล้ว อาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้ก็จะค่อยๆ หายไปเอง
เมื่อแน่ใจแล้วว่าผู้เฒ่าลู่พ้นขีดอันตราย หลิวเหลียงก็เตรียมตัวกลับ เธอมีต้นไม้อีกหลายต้นที่ยังรอการใส่ปุ๋ย และพวกมันล้วนเป็นต้นไม้อายุร้อยปี เธอจะยอมให้ตายไปสักต้นไม่ได้เด็ดขาด
หลังจากใส่ปุ๋ยต้นไม้เหล่านี้เสร็จ เธอต้องออกเดินทางอีกครั้ง เจิงซวี่ไป๋บอกว่ามีต้นแปะก๊วยชั้นดีสองสามต้นอยู่ในป่า แถมยังมีอายุมากแล้วด้วย เธอจึงตั้งใจจะไปขุดพวกมันกลับมา
ป่าแห่งนั้นเป็นป่ารกทึบ แม้ชาวบ้านละแวกนั้นจะเข้าไปตัดไม้กันบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปลึกนัก ส่วนต้นแปะก๊วยที่หลิวเหลียงหมายตานั้นเจริญเติบโตอยู่ลึกเข้าไปในป่า
โชคดีที่ตอนนี้เธอไม่ได้เป็นหมอแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงไม่รู้ว่าจะหาเวลาไปขนต้นไม้พวกนั้นกลับมาได้เมื่อไร
หลิวเหลียงไม่ได้รั้งอยู่ที่โรงพยาบาลนานนัก หลังจากนั่งคุยกับหมอลั่วอยู่พักหนึ่ง เธอไม่ได้แวะไปสุงสิงกับใครอีกและเดินออกจากโรงพยาบาลไปทันที
ทางด้านผู้อำนวยการ เขานั่งรอหลิวเหลียงอย่างใจจดใจจ่อ และได้เตรียมคำพูดไว้พร้อมสรรพแล้วว่าหากเธอมาหา เขาจะพูดกับเธออย่างไร ตราบใดที่เธอยอมอยู่ต่อ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เธอจะเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเคสผ่าตัด หรือจำนวนห้องทำงานที่ต้องการ ต่อให้เธออยากจะเปลี่ยนห้องทำงานใหม่ทุกวันก็ยังได้ ตอนนี้โรงพยาบาลมีห้องทำงานว่างเหลือเฟือ
แต่เขารอแล้วรอเล่า รอตั้งแต่เที่ยงวันยันฟ้ามืด ดื่มชาจนหมดไปไม่รู้กี่กา ก็ยังไม่มีวี่แววว่าใครจะโผล่มา
จังหวะนั้นเอง เสี่ยวอู่ก็นำรายงานการผ่าตัดของวันนั้นมาส่งให้ผู้อำนวยการ ขณะที่เธอกำลังจะเดินออกจากห้อง ผู้อำนวยการก็ร้องทักขึ้น
"เอ่อ เสี่ยวอู่ เธอเห็นหมอหลิวบ้างไหม?"
"หมอหลิวหรือคะ?" เสี่ยวอู่หรี่ตามองผู้อำนวยการราวกับเห็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น
"ผู้อำนวยการคะ หมอหลิวกลับบ้านไปตั้งนานแล้วล่ะค่ะ"
"กลับบ้านไปตั้งนานแล้ว?" ผู้อำนวยการถึงกับหน้ามืดวิงเวียน
"เธอจะกลับไปได้ยังไง? เธอยังไม่ได้มาพบผมเลยนะ!"
"ทำไมเธอต้องมาพบคุณด้วยล่ะคะ?" เสี่ยวอู่ไม่เข้าใจ ใบหน้าเหี่ยวย่นของตาแก่คนนี้มีอะไรให้น่ามองนักหนา? ถึงจะต้องมาพบใครสักคน มาพบเธอไม่ดีกว่าหรือ? ถึงเธอจะไม่ได้สวยหยาดเยิ้ม แต่ก็ยังดูเจริญหูเจริญตากว่าไม่ใช่หรือไง?
"ก็ผมเป็นผู้อำนวยการนี่!" ผู้อำนวยการรู้สึกเหมือนมีมีดกรีดลงกลางใจในวินาทีนั้น
"หมอหลิวบอกว่าเธอไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไรกับคุณ แล้วพวกคุณก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรกันด้วยค่ะ"
มีดอีกเล่มแทงซ้ำลงมา และคราวนี้ผู้อำนวยการก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอย่างแท้จริง
"ผู้อำนวยการคะ..." เสี่ยวอู่เก็บงำคำพูดบางอย่างมานานแสนนาน ในเมื่อหัวข้อนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาแล้ว เธอก็ขอเคลียร์ให้มันชัดเจนไปเลยก็แล้วกัน
"ที่หมอหลิวยอมรับเคสผ่าตัดนี้ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่โรงพยาบาล หรือเห็นแก่อวี่ม่าน แต่เป็นเพราะเธอติดค้างน้ำใจต่างหาก ถ้าเป็นคนอื่น ต่อให้จะอยู่หรือตายมันไปเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยล่ะคะ? แล้วคุณก็เลิกฝันกลางวันได้แล้ว หมอหลิวจะไม่มีวันกลับมาที่นี่อีกแล้วล่ะค่ะ"
เสี่ยวอู่พูดจบก็เดินสะบัดก้นออกจากห้องไป ตอนนี้เธอไม่ใช่แค่กล้าหาญ แต่ใจเด็ดสุดๆ ไปเลย เธอไม่กลัวด้วยซ้ำว่าผู้อำนวยการจะไล่เธอออก ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหลิวเหลียงนั้นจัดว่าไม่เลว หากเขาไล่เธอออกจริงๆ ในอนาคตถ้าผู้อำนวยการต้องการความช่วยเหลือจากหลิวเหลียงอีกล่ะก็ เขาจะไม่มีแม้แต่คนคอยเป็นสื่อกลางส่งสารให้ด้วยซ้ำ
ผู้อำนวยการไม่ได้โง่เขลาขนาดนั้น เขาไม่มีทางตัดหนทางรอดของตัวเองด้วยการมองการณ์สั้นเด็ดขาด
ผู้อำนวยการเป็นคนฉลาด ฉลาดเสียจนหัวล้านเถิกไปหมดแล้ว เขาไม่มีทางไม่เข้าใจความจริงที่เห็นได้ชัดขนาดนี้หรอก
และเสี่ยวอู่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป
ไม่ว่าก่อนหน้านี้เขาจะทำเรื่องเละเทะไว้มากแค่ไหน ตอนนี้เขาก็ได้รับผลกรรมของตัวเองแล้ว สมน้ำหน้า
เสี่ยวอู่ไม่เคยรู้สึกสงสารผู้อำนวยการเลย ใครใช้ให้เขาชักนำอวี่ม่านเข้ามา จนทำให้ทั้งโรงพยาบาลต้องปั่นป่วนวุ่นวายไปหมดล่ะ?
และเธอยังไม่รู้เลยว่า ปัญหาที่อวี่ม่านก่อไว้นั้นยังห่างไกลจากคำว่าจบสิ้นนัก บางทีแม้แต่อวี่ม่านเองก็คงคาดไม่ถึงว่า อนาคตที่เคยสว่างไสวของตัวเองจะต้องมาพัวพันกับคดีความฟ้องร้อง
นับรวมครอบครัวลู่ด้วยแล้ว ก็มีครอบครัวผู้ป่วยทั้งหมด 3 รายที่ยื่นฟ้องร้องเธอ
ด้วยเหตุผลอะไรน่ะหรือ?
ความผิดพลาดทางการแพทย์อย่างไรล่ะ
แม้ในตอนนั้นหลิวเหลียงจะไม่ได้พูดอะไรออกมาตรงๆ แต่ลู่ฉินก็ตระหนักได้ว่าอวี่ม่านคงจะทำผิดพลาดระหว่างการผ่าตัด ซึ่งส่งผลให้พ่อของเขาต้องเป็นอัมพาตครึ่งซีกและอัมพาตบนใบหน้าในท้ายที่สุด มิน่าล่ะ เขาไปสอบถามแพทย์หลายท่าน ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการอย่างท่านผู้เฒ่า ซึ่งแค่ตัดก้อนเนื้องอกหลอดเลือดขนาดเล็กออก และตำแหน่งของเนื้องอกก็อยู่ในจุดที่ดีและปลอดภัย อาการแทรกซ้อนรุนแรงหลังผ่าตัดเช่นนี้จึงไม่ควรเกิดขึ้นเลย
เว้นเสียแต่ว่าศัลยแพทย์จะทำอะไรผิดพลาดระหว่างการผ่าตัด
หากไม่สืบสาวราวเรื่องก็คงไม่เป็นไร แต่เมื่อเริ่มตรวจสอบ ก็พบว่าปัญหามาจากตัวอวี่ม่านเองจริงๆ การผ่าตัดของผู้เฒ่าลู่มีการบันทึกวิดีโอไว้ และจากภาพบันทึกนั้น ทุกอย่างก็ประจักษ์ชัด
แม้อวี่ม่านจะสวมหน้ากากอนามัยอยู่ในตอนนั้น แต่เห็นได้ชัดว่าสภาพของเธอไม่สู้ดีนัก มือของเธอสั่นเทาอยู่หลายครั้ง และมีอยู่จังหวะหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าเธอมีความกังวลจนส่งผลให้การเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่วเอาเสียเลย หลังจากนั้น ก็ได้ยินเสียงผู้ช่วยศัลยแพทย์ที่อยู่ด้านหลังร้องบอกว่าความดันโลหิตของผู้ป่วยกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว และมีเลือดออกมากขึ้น
คนธรรมดาทั่วไปอาจจะดูวิดีโอนี้ไม่เข้าใจ แต่ถ้านำไปให้ผู้เชี่ยวชาญดู พวกเขาจะรู้ทันทีว่าเป็นความผิดพลาดเพียงชั่วขณะของอวี่ม่านที่ทำให้ผู้เฒ่าลู่มีเลือดออกมาก และก่อให้เกิดลิ่มเลือดในสมองที่ไปกดทับเส้นประสาท