เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 762 ไร้ความรับผิดชอบ

บทที่ 762 ไร้ความรับผิดชอบ

บทที่ 762 ไร้ความรับผิดชอบ


บทที่ 762 ไร้ความรับผิดชอบ

เธอขวางหน้าหลิวเหลียงเอาไว้ นี่คือคนไข้ของเธอ ต่อให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดเป็นครั้งที่สอง เธอก็ควรเป็นคนลงมือทำเอง การที่หลิวเหลียงมาแตะต้องคนไข้ของเธอแบบนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเธอฉาดใหญ่

หลิวเหลียงคร้านจะใส่ใจ ขณะที่อวี๋ม่านเอื้อมมือมาขวางอีกครั้ง ลู่ฉินก็ผลักเธอให้พ้นทาง

"พวกเราตกลงให้เธอเป็นคนผ่าตัดคุณท่าน ในเมื่อคุณช่วยชีวิตพ่อผมไม่ได้ แล้วยังจะมาขัดขวางคนอื่นอีกงั้นหรือ พวกเราเซ็นใบยินยอมรับการผ่าตัดไปแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง เราก็พร้อมจะยอมรับ!"

"คุณภาวนาไว้เถอะว่าอย่าให้พวกเราสืบรู้ว่าความล้มเหลวในการผ่าตัดของพ่อผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณ ไม่อย่างนั้น ต่อให้คุณจะเป็นหลานสาวของใคร ผมก็ไม่มีทางปล่อยคุณไปแน่!"

ใบหน้าของอวี๋ม่านพลันซีดเผือดไร้สีเลือด

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นกับการผ่าตัดของคุณท่านลู่ แต่มีหรือที่เธอจะไม่รู้ ระหว่างการผ่าตัด เธอพลาดไปกดทับเส้นเลือดจนทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันบริเวณนั้น

ก้อนเลือดนั้นไปกดทับเส้นประสาทของผู้เฒ่าลู่ ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ใบหน้าของเขาเป็นอัมพาตและมีอาการชาไปครึ่งซีก

อวี๋ม่านพยายามหลบเลี่ยงปัญหาข้อนี้มาโดยตลอด ทว่าเมื่อลู่ฉินโพล่งออกมาอย่างตรงไปตรงมา แม้เธอจะไม่ได้เอ่ยปากยอมรับ แต่สีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของลู่ฉินผู้ผ่านโลกมานานหลายสิบปีไปได้

เป็นไปตามคาด ลู่ฉินแค่นเสียงหยัน

ตระกูลอวี๋ช่างร้ายกาจเสียจริง หากตอนนั้นคนพวกนี้ไม่เสนอหน้ามาบอกว่าสามารถรักษาอาการป่วยของคุณท่านได้ พวกเขาก็คงมุ่งหน้าไปหาเฉิงปินตั้งแต่แรกแล้ว ป้าเฉิงเคยเกริ่นไว้จริงๆ ว่าเฉิงปินมีลูกสาวเป็นหมอและแนะนำให้พวกเขาลองไปหาดู

แต่ด้วยชื่อเสียงอันโด่งดังของตระกูลอวี๋ในเวลานั้น พวกเขาจึงตัดสินใจเลือกตระกูลอวี๋และลืมนึกถึงเฉิงปินไปเสียสนิท

หากรู้ล่วงหน้าว่าหลิวเหลียงคือศัลยแพทย์ระบบประสาทระดับตำนานผู้คว้ารางวัลระดับนานาชาติมาครอง ป่านนี้คุณท่านของเขาคงลุกขึ้นมาเดินเหินได้ตั้งนานแล้ว

คนของตระกูลอวี๋หลอกลวงพวกเขา 'อัจฉริยะรุ่นเยาว์' อะไรกัน—เธอมันก็แค่เศษขยะที่ไร้ความรับผิดชอบเท่านั้นแหละ

อวี๋ม่านหวาดผวาไปกับความโหดเหี้ยมในแววตาของลู่ฉิน หลังจากก้าวถอยหลังไป 2-3 ก้าว เธอก็หันหลังเดินหนีไป เธอพยายามบังคับฝีเท้าให้ก้าวเดินอย่างมั่นคง แต่เรียวขาที่สั่นเทากลับสะท้อนให้เห็นถึงความหวาดกลัวในใจ

เธอไปหาผู้อำนวยการเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมในเรื่องนี้ ท้ายที่สุดแล้ว การที่ผู้อำนวยการแอบมาจัดการกับคนไข้ของเธอโดยพลการแบบนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

ทว่าผู้อำนวยการกลับปฏิเสธที่จะพบหน้า ซ้ำยังแสดงท่าทีเมินเฉยใส่เธอครั้งแล้วครั้งเล่า

ในขณะเดียวกัน หลิวเหลียงก็ได้ก้าวเข้าไปในห้องผ่าตัดแล้ว เมื่อเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้นและคนไข้ได้รับยาสลบเรียบร้อย หลิวเหลียงจึงหยิบสว่านไฟฟ้าขนาดเล็กขึ้นมา

เธอเปิดสว่านเพื่อทดสอบเครื่อง แม้จะไม่ได้จับอุปกรณ์ชิ้นนี้มานานนับเดือน แต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกติดขัดเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ถูกจดจำแค่เพียงในสมอง แต่ร่างกายของเธอเองก็จดจำมันไว้ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

เธอวางมือข้างหนึ่งลงบนศีรษะของผู้เฒ่าลู่เพื่อคลำหาตำแหน่งของลิ่มเลือด จากนั้นจึงค่อยๆ เจาะรูลงไป เพื่อระบายเลือดที่คั่งค้างอยู่ให้ออกมาตามรูที่เจาะไว้

ครึ่งชั่วโมงต่อมา หลิวเหลียงก็เดินออกจากห้องผ่าตัด

เดิมทีครอบครัวตระกูลลู่เตรียมใจที่จะต้องนั่งรอหน้าห้องผ่าตัดนานถึง 3 หรือ 4 ชั่วโมง หรืออาจจะลากยาวไปถึง 5-6 ชั่วโมง เพราะการผ่าตัดครั้งแรกนั้นกินเวลาไปกว่า 4 ชั่วโมง พวกเขาจึงเดาว่าการผ่าตัดครั้งที่สองก็คงต้องใช้เวลาไม่ต่างกันนัก

แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องประหลาดใจก็คือ เธอเดินออกมาในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ

ทว่าภายในใจของตระกูลลู่กลับไร้ซึ่งความตื่นเต้นยินดี มีเพียงความเงียบงันราวกับป่าช้าเท่านั้น

หรือว่าคนไข้จะไม่รอดชีวิตลงมาจากเตียงผ่าตัดเสียแล้ว?

พูดกันตามตรง พวกเขายังทำใจยอมรับไม่ได้ แต่ลึกๆ ก็เตรียมใจรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้ว พ่อของพวกเขาอาจจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาจากเตียงผ่าตัด ทว่าแทนที่จะปล่อยให้คุณท่านต้องมีชีวิตอยู่อย่างทนทุกข์ทรมาน สู้ปล่อยให้ท่านจากไปอย่างสงบเสียยังจะดีกว่า

"ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่ายังไงคะ"

หลิวเหลียงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนพวกนี้ถึงมองเธอด้วยสายตาเหมือนคนกำลังจะร้องไห้เช่นนั้น

"เดี๋ยวคนไข้ก็จะออกมาแล้วค่ะ ส่วนเรื่องการดูแลหลังผ่าตัดก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางโรงพยาบาลจัดการก็แล้วกัน"

แม้หลิวเหลียงจะลาออกจากที่นี่ไปแล้ว แต่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้ล่วงเกินอะไรเธอ ที่นี่ยังคงเป็นโรงพยาบาลที่ดี นอกจากปลาเน่าไม่กี่ตัวแล้ว บุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ล้วนมีคุณภาพ เธอจึงวางใจที่จะฝากฝังคนไข้ไว้ในการดูแลของพวกเขา

"คุณหมายความว่า..." ลู่ฉินแทบไม่เชื่อหูตัวเอง "การผ่าตัดของพ่อผมผ่านไปได้ด้วยดีเหรอครับ ท่านยังไม่ตายใช่ไหม"

"ใช่ค่ะ ท่านยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยดี"

หลิวเหลียงรู้อยู่แก่ใจถึงผลลัพธ์ที่จะออกมาตั้งแต่ก่อนเริ่มการผ่าตัดเสียอีก หากมีความเสี่ยงถึงแก่ชีวิตจริงๆ เธอคงไม่รับเคสนี้หรอก ตราบใดที่เธอลงมือทำ ย่อมรับประกันความสำเร็จได้อย่างแน่นอน มันก็แค่การเจาะรูเล็กๆ สองรู บาดแผลที่เกิดขึ้นแทบจะไม่มีนัยสำคัญอะไรเลยด้วยซ้ำ

ไม่นานนัก คุณท่านลู่ก็ถูกเข็นตัวออกมา ศีรษะของเขายังคงถูกพันด้วยผ้ากอซหนาเตอะ ทว่าสีหน้ากลับดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และศีรษะก็ไม่ได้บวมเป่งเหมือนเก่าอีกแล้ว ที่สำคัญที่สุดก็คือ ใบหน้าของคุณท่านกลับคืนสู่สภาพปกติ ดวงตาไม่เข ปากไม่เบี้ยวอีกต่อไป แถมยังหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ หากเทียบกับตอนก่อนเข้าห้องผ่าตัดในครั้งแรก ก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย

พยาบาลหลายคนเข็นเตียงของคุณท่านลู่กลับไปพักฟื้นที่ห้องไอซียู ทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งวัน เขาก็ถูกเข็นย้ายออกมาห้องปกติ เพราะคุณท่านฟื้นคืนสติแล้ว ซ้ำยังรู้สึกตัวและมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ดี

"อ้อ เฉิงปิน นายมาแล้วเหรอ"

ผู้เฒ่าลู่ดูเหมือนจะรับรู้เรื่องราวทุกอย่างเป็นอย่างดี เมื่อเห็นหน้าเฉิงปิน เขาก็แสดงท่าทีรักใคร่เอ็นดูเป็นอย่างมาก "ครั้งนี้ต้องขอบคุณนายจริงๆ ไม่อย่างนั้น คนแก่ที่สภาพเหมือนตายทั้งเป็นอย่างฉัน จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม"

อันที่จริง คุณท่านรับรู้ทุกความเคลื่อนไหว แม้ร่างกายจะตกอยู่ในสภาวะโคม่า แต่จิตสำนึกกลับยังคงตื่นตัว เขาเพียงแค่ไม่อาจทำใจยอมรับสภาพร่างกายที่พิการของตัวเองได้—ชายชราที่กลายเป็นอัมพาตและมีใบหน้าอัปลักษณ์ เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรกัน

ดังนั้น ในตอนแรกเขาจึงได้แต่นอนรอคอยความตายอย่างสิ้นหวัง เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะได้มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนปกติอีกครั้ง

"เดี๋ยวผมไปตามเหลียงเหลียงให้นะครับ"

เมื่อเห็นผู้เฒ่าลู่ฟื้นคืนสติ สามารถจดจำผู้คนได้อย่างแม่นยำ ซ้ำยังพูดจาฉะฉาน เฉิงปินก็รู้ได้ทันทีว่าตอนนี้อีกฝ่ายมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนแล้ว

ทางด้านหลิวเหลียงยังคงนั่งจับเจ่าอยู่ในห้องทำงานของหมอลั่ว ผ่านไปเพียงไม่นาน หมอลั่วก็ได้ย้ายมาใช้ห้องทำงานส่วนตัวแล้ว หมอลั่วเองก็ถูกสั่งย้ายมาประจำการที่ตึกใหม่เช่นกัน ตอนนี้ที่นี่ยังมีคนไม่มากนัก ทุกคนจึงมีห้องทำงานเป็นของตัวเอง ส่วนในอนาคตจะมีคนย้ายเข้ามาเพิ่มหรือไม่นั้นก็ยากจะคาดเดา แต่สำหรับตอนนี้ หมอลั่วรู้สึกเพลิดเพลินกับการได้ครอบครองห้องทำงานเพียงลำพังเป็นอย่างมาก

ห้องทำงานนั้นมีขนาดกว้างขวาง กระถางพลูด่างถูกจัดวางไว้บนขอบหน้าต่าง หยดน้ำที่เกาะพราวระยับบ่งบอกว่ามันเพิ่งได้รับการรดน้ำมาหมาดๆ

ต้นพลูด่างเจริญงอกงามได้ดีมาก ใบของมันทั้งหนาและมีสีเขียวมรกตสดใสจนเกือบจะกลายเป็นสีเขียวเข้มอมดำ

ดูท่าคงจะเป็นฝีมือการปลูกของเหล่าฟ่านแน่ๆ ต้นไม้ที่เขาปลูกมักจะออกมาเป็นแบบนี้เสมอ—ดูมีชีวิตชีวาและเบ่งบาน เหมือนกับต้นไม้ใหญ่ทุกต้นที่เขาเคยลงมือปลูก

หลิวเหลียงกำลังนั่งคุยสัพเพเหระกับหมอลั่ว ประจวบเหมาะกับที่พวกเธอกำลังพูดคุยถึงเรื่องการเข้าเรียนของลูกหมอลั่วพอดี

ลูกของหมอลั่วมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับต้าเป่าและเสี่ยวเป่า พวกเขาจึงสามารถเข้าเรียนที่เดียวกันได้ โรงเรียนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ใช้เวลาเดินเพียง 10 นาทีก็ถึง และเนื่องจากตอนนี้หมอลั่วมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว เรื่องทะเบียนบ้านในเขตพื้นที่การศึกษาจึงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

ส่วนขั้นตอนการมอบตัวเข้าเรียนนั้นก็จัดการได้ง่ายดาย เพราะบังเอิญว่าเจิงสวี่ป๋ายรู้จักมักคุ้นกับครูใหญ่ของโรงเรียนนั้นพอดี

เธอเคยพาต้าเป่าและเสี่ยวเป่าไปเที่ยวที่บ้านของหมอลั่วอยู่ 2-3 ครั้ง มิตรภาพของเด็กๆ นั้นก่อตัวขึ้นอย่างเรียบง่าย เพียงแค่ไปมาหาสู่กันไม่กี่ครั้ง พวกเขาก็สนิทสนมกลมเกลียวราวกับพี่น้อง และเริ่มวิ่งเล่นสนุกสนานด้วยกันแล้ว

จบบทที่ บทที่ 762 ไร้ความรับผิดชอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว