เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3 - ผู้เป็นที่รัก

ตอนที่ 3 - ผู้เป็นที่รัก

ตอนที่ 3 - ผู้เป็นที่รัก


"ฮึก... แฮ่ก...!"

เยอร์ฟี่สะดุ้งตื่น พลางหอบหายใจ พร้อมกับเหงื่อเย็นไหลซึมทั่วร่าง

ดูเหมือนว่าเธอจะเผลอหลับไปโดยพิงเข้ากับผนังข้างหน้าต่างของรถม้า ทำให้ตอนนี้ร่างกายเธอนั้นรู้สึกปวดระบมไปหมดทั้วตัว

เส้นผมที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ เกาะติดอยู่บนแก้มของเธอ

เธอปัดเส้นผมไปไว้หลังใบหู แล้วถอนหายใจยาว

'ฝันแบบนั้น… อีกแล้ว'

นี่ไม่ใช่ความทรงจำของเธอ แต่เป็นของเยอร์ฟี่ในนิยายต้นฉบับ

ในเมื่อตอนนี้เธอคือเยอร์ฟี่ ดังนั้นความฝันที่เธอเห็นก็คงเป็นเพียงเศษเสี้ยวของอดีตที่เจ้าของร่างนี้เคยมี

นับตั้งแต่เธอระลึกถึงชาติที่แล้วได้ เธอก็ถูกความทรงจำของเยอร์ฟี่ถาโถมเข้าใส่ในรูปแบบของฝันร้าย

ภาพเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกได้ถึงความเวทนา บางครั้งก็เศร้า และบางครั้งก็โกรธที่มากเกินบรรยาย

ทั้งหมดนี้คงเป็นเพราะเธอ 'เข้าใจ' อารมณ์และความรู้สึกของเยอร์ฟี่ในนิยายต้นฉบับมากเกินไป

สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านอย่างแผ่วเบา แทรกผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้ปลายจมูกของเธอรู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย

เมื่อเธอค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจให้สงบเป็นปกติ สายตาก็เริ่มจับจ้องไปรอบตัว

ท้องฟ้าสีครามสดใสที่เคยเห็นอยู่นอกหน้าต่าง บัดนี้ถูกย้อมด้วยเฉดสีม่วงของยามอาทิตย์อัสดง

ดวงจันทร์ได้เข้ามาแทนที่ตำแหน่งของพระอาทิตย์ที่เคยลอยอยู่กลางฟากฟ้า คงจะเป็นช่วงหัวค่ำแล้ว

แม้ยามค่ำคืน แต่อาณาเขตแห่งฤดูใบไม้ผลิแห่งนี้ กลับไม่เคยตกอยู่ในความมืดมิดเลย

ภาพวิวทิวทัศน์ตรงหน้า เป็นดั่งฉากที่ถูกบรรยายไว้ในหนังสือไม่มีผิด ยิ่งต่กย้ำว่านี่คือความเป็นจริง

รถม้าหยุดนิ่งอยู่กับที่

กลีบดอกไม้บางเบาปลิวไสวผ่านหน้าต่างเข้ามา และร่วงลงบนตักของเธอ

เมื่อเธอมองออกไปข้างนอก ก็เห็นต้นซากุระที่บานสะพรั่งเต็มไปหมด

แม้แต่ต้นไม้ในดินแดนสัตว์อสูรเวลแห่งนี้ ก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่พืชพรรณธรรมดา ต้นซากุระเหล่านั้นที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้มีขนาดที่สูงใหญ่จนน่าอัศจรรย์ มันช่างสวยงามราวกับหลุดออกมาจากตำนานปรัมปรา

ณ บริเวณโคนรากต้นซากุระ เหล่าอัศวินกำลังยุ่งอยู่กับการตั้งค่ายพักแรม บางคนก่อกองไฟ บางคนสร้างกระโจม

เนื่องจากตอนนี้พวกเขานั้นอยู่ที่ สุดขอบชายแดนของอาณาเขตแห่งฤดูใบไม้ผลิ ดังนั้นการหยุดพักก่อนออกเดินทางต่อไปยังใจกลางของดินแดนจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ท่ามกลางความวุ่นวายของการเตรียมการ เธอเหลือบไปเห็นโยฮันที่ยืนอย่างสงบนิ่งอยู่กับที่

เขากำลังอ่านอะไรบางอย่าง ด้วยสีหน้าที่ดูเคร่งเครียด และทันทีที่เขารู้สึกถึงสายตาของเธอที่มองมา เขาก็รีบเงยหน้าขึ้น

"อ๊ะ! นายหญิงตื่นแล้วหรือครับ?"

เมื่อสายตาของพวกเขาสบกัน โยฮันก็รีบซ่อนเอกสารที่เขากำลังอ่านอยู่ไว้ด้านหลังในทันที

เพียงแค่มองแววตาที่สั่นไหวของเขา เยอร์ฟี่ก็เข้าใจได้ในทันที

ว่าเอกสารที่เขาถืออยู่นั้น ต้องเกี่ยวข้องกับเธออย่างแน่นอน

"นั่นคืออะไรหรือคะ?"

"อ่า... เอ่อ... เรื่องนี้มัน..."

โยฮันดูตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัดกับคำถามของเธอ

เมื่อเห็นว่าเขากำลังลังเลอยู่ เยอร์ฟี่จึงยื่นมือออกไป

"ไม่เป็นไรค่ะ ส่งมาให้ฉันเถอะค่ะ"

เมื่อเผชิญกับรอยยิ้มอ่อนโยนของเธอ โยฮันก็ไม่อาจปฏิเสธได้ จึงยอมยื่นเอกสารที่ซ่อนไว้ออกมาให้เธอ

'...นี่มัน'

ตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือโค้งมนประณีตปรากฏอยู่บนนั้น คือ สัญญาการแต่งงานของเธอ

เนื้อหาในสัญญาระบุไว้ดังนี้:

- จะต้องพบปะและ "ติดต่อสัมพันธ์" กับท่านดยุก เดือนละหนึ่งครั้ง

- ห้ามร้องขอการพบเจอเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น นอกเหนือจากที่กำหนด

โดยข้อกำหนดต่อจากนั้นก็เป็นระเบียบและข้อปฏิบัติของเธอในฐานะ "ดัชเชส" ของดยุก

หากว่ากันตามตรงแล้ว นี่ไม่ใช่ข้อตกลงในการแต่งงานอย่างแท้จริง แต่มันคือ 'ข้อตกลงทางธุรกิจ' มากกว่า

ขณะที่โยฮันกำลังมองเธออย่างกังวลใจ แต่แทนที่เธอจะแสดงความไม่พอใจออกมา เยอร์ฟี่กลับคิดว่าท่านดยุกนั้นช่างใจกว้างเสียจริง

'ข้อตกลงแบบนี้... ถือว่าดีมากแล้ว'

ตราบใดที่เธอปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ เธอจะได้รับสถานะของดัชเชส พร้อมกับมีงบประมาณสำหรับการดำรงชีวิต และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย

ดยุกโกรเวน ได้จ่ายเงินก้อนโตให้กับตระกูลเดลแลงไปแล้ว

ตั้งแต่ต้น... นี่เป็นเพียงการแต่งงานที่เกิดจากการ "ถูกขาย" เท่านั้น

แต่ถึงอย่างนั้น การที่เขายังอนุญาตให้เธอสามารถใช้เงินได้อย่างอิสระนั้น ถือเป็นการกระทำที่เมตตามากแล้ว

หากมองอีกมุมหนึ่ง มันก็ถือเป็นคำเตือน ที่หมายความว่าอย่าคาดหวังถึงความสัมพันธ์ใดๆ ก็ตามในฐานะสามีภรรยา นอกจากเรื่องเงิน

เยอร์ฟี่ใช้นิ้วลูบลงบนตราประทับของดยุค

แต่แท้จริงแล้ว ตัวเธอนั้นก็ไม่ได้สนใจ ว่าเธอจะได้รับอภิสิทธิ์หรือความหรูหราอะไรเลยแม้แต่น้อย

และแน่นอนเลยว่า เธอไม่มีวันร้องขอ 'ความรัก' จากเขาอย่างเด็ดขาด

เพราะเธอรู้อยู่แล้วว่า ปลายทางของความรักในเรื่องนี้เป็นอย่างไร

'ฉันจะไม่มีวันเป็นแบบนั้นเด็ดขาด'

เธอเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ามุ่งมั่น

"ช่วยส่งปากกามาให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?"

"ครับ?!"

"ฉันต้องเซ็นสัญญาค่ะ"

อ่า โยฮันที่เพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังเผลอทำสีหน้าโง่เง่าอยู่ ก็เก็บอาการในทันที

ขณะที่เยอร์ฟี่ยื่นมือออกไปทางหน้าต่าง เพื่อรับปากกาจากอัศวินฝึกหัดที่นำมาให้เธอ พร้อมกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ

"ขอบใจนะ"

อัศวินฝึกหัดชะงักไปเล็กน้อย เพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้รับคำขอบคุณแบบนี้ ก่อนจะรีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นสายตาของโยฮันที่ส่งออกมา

และไม่ใช่แค่อัศวินฝึกหัดคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกตกตะลึงแบบนี้….

เหล่าทหารที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่ใต้ต้นซากุระ ต่างก็พากันแอบเหลือบมองเธอโดยไม่รู้ตัว

เยอร์ฟี่มาจากอีกฟากของกำแพงน้ำแข็งเวทมนตร์

สำหรับเธอ ที่นี่เป็นโลกที่แปลกใหม่และน่าอัศจรรย์ แต่ในขณะเดียวกัน เธอเองก็ถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับพวกเขาเช่นกัน

แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร เธอไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย

เยอร์ฟี่พิงกับกรอบหน้าต่างรถม้า ก่อนจะก้มหน้าเซ็นชื่อลงบนช่องว่างของสัญญาแต่งงาน

ตราประทับของดยุคถูกประทับเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว

เพียงแค่กระดาษแผ่นบาง ๆ นี้ก็ทำให้เธอกลายเป็น ‘ดัชเชสแห่งตระกูลโกรเวน’ อย่างเป็นทางการ

"นี่ค่ะ"

"อ่า... ขอบคุณครับ"

โยฮันรับเอกสารสัญญามาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

เขารู้สึกตกใจและสับสนกับท่าทีของเธอในเวลาเดียวกัน เพราะเขาไม่คิดว่าเธอจะเซ็นยอมรับเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุสมผลเหล่านี้โดยไม่มีทีท่าลังเลเลย แต่ในทางกลับกัน เป็นตัวเยอร์ฟี่เองที่ดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลยในเรื่องนี้

"ท่านโยฮัน ท่านพอจะช่วยส่งสารไปถึงท่านดยุคให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?"

"แน่นอนครับ"

เมื่อได้ยินคำขอของเธอ โยฮันก็ปรับท่าทีของตนเองให้สงบนิ่งและดูเป็นทางการมากขึ้น ราวกับคาดเดาไว้แล้วว่าสิ่งนี้ต้องเกิดขึ้น

แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากปากของเยอร์ฟี่กลับแตกต่างจากสิ่งที่เขาคาดไว้โดยสิ้นเชิง

"ถ้าหากท่านดยุกจะรับผู้หญิงคนอื่นเข้ามาในภายหลัง... รบกวนแจ้งให้ฉันทราบล่วงหน้าด้วยนะคะ"

"……ครับ?"

โยฮันถึงกลับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

ในขณะที่คำพูดของเยอร์ฟี่นั้นราวกับลูกระเบิดที่ถูกทิ้งลงมาท่ามกลางผู้คน แต่ผู้พูดกลับดูสงบเหมือนกำลังพูดคุยเรื่องสภาพอากาศอยู่ยังไงยังงั้น

"ท่านพูดว่าอะไรนะครับ?"

"ฉันหมายความตามนั้นค่ะ แล้วตอนนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย พอจะมีที่พักสำหรับฉันไหมคะ?"

"อ่า... เอ่อ... ครับ แน่นอนครับ"

เมื่ออีกฝ่ายพูดออกมาอย่างเรียบเฉยแบบนี้ โยฮันก็ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดต่อ

โยฮันยังคงตกตะลึงกับคำพูดของเยอร์ฟี่อยู่ แต่ก็ยังพาเยอร์ฟี่ไปยังกระโจมที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้เธอ

มันเป็นกระโจมขนาดใหญ่ที่สุดใต้ต้นซากุระ และถูกคลุมด้วยผ้าใบหนาหลายชั้นเพื่อป้องกันความหนาว

"อาจจะดูไม่ค่อยดีนัก แต่ขอให้ท่านอดทนสักหน่อยนะครับ"

โยฮันเปิดม่านทางเข้าให้เธอ

ตรงกลางกระโจมมีกองไฟสีน้ำเงินส่องแสงสว่างซึ่งทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแทนเตาผิง ทางด้านซ้ายมือมีเตียงไม้ขนาดใหญ่ พร้อมโต๊ะและเก้าอี้ ส่วนข้าง ๆ กันเป็นพื้นที่สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า ที่ถูกกั้นไว้เป็นสัดส่วน

"ไม่เลยค่ะ ที่นี่ดีมาก อบอุ่นกว่าที่ฉันเคยอยู่เสียอีก"

เมื่อเทียบกับการ ที่ต้องยืนตัวแข็งอยู่ท่ามกลางลมหนาวหน้ากำแพงเวทมนตร์โดยไม่มีแม้แต่ที่ให้นั่งพักแล้ว แต่กระโจมนี้กลับเป็นพื้นที่ที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับเธอโดยเฉพาะ

"ขอบคุณที่จัดเตรียมไว้ให้นะคะ"

"ขอบคุณที่ท่านกล่าวเช่นนั้นครับ คือ…. กระผมจะไปเตรียมอาหารเย็นให้ท่าน"

ดูเหมือนว่าโยฮันอยากจะถามเกี่ยวกับเรื่องที่เธอพูดก่อนหน้านี้ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะกลืนคำพูดทั้งหมดลงไป ก่อนจะรีบเดินออกจากกระโจม

ภายในกระโจมที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ตอนนี้เหลือเพียงเยอร์ฟี่ที่ยืนอยู่ตามลำพัง

เตาผิงเวทมนตร์ที่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าได้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของเธอ

เธอจ้องมองเปลวไฟที่ลุกโชน ขณะที่ปล่อยให้ความคิดของเธอนั้นดำดิ่งไปในห้วงแห่งความคำนึง

'ถ้าหากรู้ทุกอย่างล่วงหน้าได้ มันก็คงจะดีกว่า'

ในนิยายต้นฉบับ เรย์มอนด์ได้จับตัวนางเอกและกักขังเธอเอาไว้ในทันทีที่เธอปรากฏตัวในดินแดนแห่งนี้

โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า มันเป็นเพราะความรัก หรือเป็นเพียงแค่ความหมกมุ่น

และเพราะเหตุนี้ เยอร์ฟี่ในนิยายต้นฉบับจึงไม่เคยรู้แน่ชัดว่านางเอกปรากฏตัวขึ้นที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร

สิ่งที่เธอรู้ คือทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างช่วงชีวิตแต่งงานของเยอร์ฟี่เท่านั้น

'แต่ยังไงก็ตาม… ฉันยังมีเวลาอีกประมาณ 3 ปี เพราะเยอร์ฟี่ในต้นฉบับ... จะเสียชีวิตเมื่ออายุครบ 25 ปี'

ตอนนี้เธออายุ 21 ปี

จริงอยู่ว่า เวลาที่มีเหลืออยู่จะไม่ได้มากมายนัก แต่เธอจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสิ่งที่จะมาถึง

ในระหว่างที่เธอนั่งอิงแอบอยู่หน้าเตาผิงไฟเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น โยฮันก็ได้นำอาหารค่ำมาให้

"หากท่านต้องการสิ่งใด ก็เรียกผมได้ทุกเมื่อครับ"

"ขอบคุณค่ะ"

สตูร้อน ๆ ที่มีไอร้อนลอยขึ้นมา พร้อมด้วย ขนมปังขาวเนื้อนุ่ม ถูกจัดวางเรียบร้อยบนจานอย่างพิถีพิถัน

กลิ่นหอมของมันทำให้เธอรู้สึกหิวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

แต่ก่อนที่เธอจะเริ่มรับประทานอาหาร เธอกลับเอื้อมมือไปเปิดกระเป๋าเดินทางของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะ

นี่คือสิ่งเดียวที่เธอนำติดตัวมาจากคฤหาสน์ตระกูลเดลแลง ซึ่งภายในเต็มไปด้วยเสื้อผ้าและชุดชั้นในบางเบาจำนวนน้อยนิดที่ขยำกันจนยุ่งเหยิง ราวกับถูกยัดใส่เข้ามาแบบลวก ๆ

เยอร์ฟี่หันไปมอง "ห้องแต่งตัวชั่วคราว" ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้เธอ จากนั้นเธอก็หันกลับมามอง กระเป๋าเดินทางที่มีเสื้อผ้าจำนวนน้อยนิด ทันใดนั้นรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเธอ

'พื้นที่สำหรับเสื้อผ้าดูจะใหญ่เกินไป เมื่อเทียบกับเสื้อผ้าที่ฉันมี'

แม้แต่ห้องแต่งตัวชั่วคราวที่ถูกจัดเตรียมไว้ในกระโจม ยังดูหรูหรากว่าเสื้อผ้าที่นำเธอมาเสียอีก

คงเป็นเพราะพวกเขาคงคาดการณ์ไว้ว่า เธอจะต้องนำสัมภาระมากมายมาเต็มคันรถม้า พร้อมกับบรรดาสาวใช้ที่ติดตามมาเป็นขบวน

โดยปกติแล้ว เมื่อบุตรสาวตระกูลขุนนางได้แต่งงานออกไป พวกเธอมักจะพาสาวใช้ที่ใกล้ชิดมาตั้งแต่เด็กติดตามไปด้วย

แต่สำหรับเยอร์ฟี่ เธอไม่มี "สาวใช้คนสนิท" แบบนั้นเลย ดังนั้นท่านเคานต์จึงเลือกสาวใช้จากคฤหาสน์มาแค่คนเดียวเพื่อให้ติดตามเธอไป

แต่สุดท้าย สาวใช้คนนั้นกลับไม่สามารถข้ามผ่านกำแพงเวทมนตร์มาด้วยกันได้

‘แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน’

เมื่อเธอหวนคิดถึงมือของสาวใช้คนนั้น ที่เคยกระชับคอร์เซ็ตของเธอจนแทบขาดอากาศหายใจ เธอก็เผลอหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ

คนรับใช้ทุกคนในคฤหาสน์ ล้วนเป็นคนของชาร์ลอตต์ น้องสาวของเธอ

ในขณะที่น้องสาวของเธอ คือบุตรสาวผู้เป็นที่รักของท่านเคานต์ ส่วนเยอร์ฟี่เป็นเพียงบุตรสาวที่ถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครในคฤหาสน์นั้นที่ชอบหรือภักดีต่อเธอเลย

และที่สำคัญที่สุด ใครกันจะอยากข้ามผ่านกำแพงที่ไม่มีวันหวนกลับไปด้วยความเต็มใจ

หากการมาอยู่ที่นี่แล้ว เธอยังต้องมาทนรับสายตาดูถูกเหยียดหยามจากสาวใช้ของตัวเองอยู่แบบนั้น เธอขอเลือกจัดการเรื่องการแต่งตัวเองยังดีเสียกว่า

เยอร์ฟี่เดินไปที่กระจกบานหนึ่งที่ตั้งอยู่มุมกระโจม และมองเงาสะท้อนของตัวเอง

ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาสีเขียวอ่อนที่ซ่อนอยู่ภายในหางตาที่โค้งยาว เรือนผมสีทองอ่อนโค้งเป็นลอนเบา ๆ

และ ชุดเดรสสีแดงสด ที่ดูไม่เข้ากับร่างกายอันผอมแห้งของเธอเลยแม้แต่น้อย แทนที่จะทำให้เธอดูโดดเด่น มันกลับทำให้เธอดูซีดจางยิ่งขึ้น

ภาพของเธอในกระจก เหมือนกับตุ๊กตาที่ถูกแต่งตัวอย่างลวก ๆ

แม้ภายนอกอาจจะดูงดงาม แต่ในดวงตาสีเขียวหม่นของเธอนั้น กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา

และเพราะแบบนี้ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเผลอทำการเปรียบเทียบ

เป็นการเปรียบเทียบกับใครบางคนที่เปล่งประกายมากกว่าเธอ

‘ชาร์ลอตต์ เดลแลง’

บุตรสาวคนสุดท้องของตระกูลเดลแลง น้องสาวของเยอร์ฟี่ และที่สำคัญที่สุด เธอคือ ‘นางเอกที่แท้จริง’ ของโลกใบนี้

จบบทที่ ตอนที่ 3 - ผู้เป็นที่รัก

คัดลอกลิงก์แล้ว