- หน้าแรก
- ยอดสายลับทะลุมิติเป็นสาวชาวนา ภารกิจป่วนหัวใจท่านอ๋องเทพสงคราม
- บทที่ 47 กฎของความอร่อย
บทที่ 47 กฎของความอร่อย
บทที่ 47 กฎของความอร่อย
“มาเร่เข้ามาลองชิมดูจ้า เครื่องในหมูหอมยิ่งกว่าเนื้อเสียอีก ราคาถูกแถมยังกินกับข้าวอร่อยนักหนา ชามใหญ่ขนาดนี้แค่ห้าเหวินเท่านั้นจ้า เร่เข้ามาซื้อกันได้เลย”
เดิมทีเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหลายต่างก็ลังเลใจและคอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ แต่พอได้ยินว่าสามารถชิมฟรีได้ ก็ตัดสินใจเข้ามาพิสูจน์ดู
ชายร่างกำยำผิวเข้มคนหนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้าเยี่ยหมิงเจา
“แม่นางน้อย สิ่งนี้ชิมฟรีได้จริงๆ รึ ไม่เสียเงินแน่รึ?”
“ท่านอาเจ้าคะ จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ ใช้ไม้เสียบชิ้นนี้จิ้มกินได้เลย ท่านลองดูสิเจ้าคะ”
ชายผู้นั้นหยิบไม้เสียบขึ้นมา จิ้มไส้ใหญ่ชิ้นหนึ่งเข้าปากแล้วเริ่มเคี้ยว ท่ามกลางเพื่อนคนงานที่ล้อมวงเข้ามาดูด้วยความอยากรู้
พอกลืนรสชาติโอชะลงคอไป ชายผู้นั้นก็เบิกตาโพล่ง
“นี่มันอร่อยเกินไปแล้ว! เอาให้ข้าชามหนึ่ง ที่ข้ากินไปเมื่อครู่คือส่วนไหนกัน ทั้งหอมทั้งเหนียวนุ่มสู้ฟันดีแท้”
“ท่านอาเจ้าคะ เมื่อครู่ท่านทานไส้ใหญ่หมูเจ้าค่ะ พวกเราล้างทำความสะอาดหลายรอบมาก แล้วยังใช้สูตรลับขจัดกลิ่นคาวทิ้งไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความหอมกรุ่นเท่านั้นถึงได้รสชาติเช่นนี้ หากที่บ้านมีคนชรา เอากลับไปต้มต่ออีกสักหน่อยจนเปื่อยนุ่มจะได้รสชาติที่พิเศษยิ่งขึ้นไปอีกเจ้าค่ะ”
“อร่อยจริงๆ ข้าต้องซื้อสักสองชาม เดี๋ยวจะเอาไปฝากท่านแม่ที่บ้านชามหนึ่ง”
“ได้เลยเจ้าค่ะ ท่านอาเชิญทางนี้”
“พี่รอง ท่านอาท่านนี้ต้องการเครื่องในสองชาม นี่คือลูกค้ารายแรกของเรา ตักให้ท่านอาสามชามเลยนะเจ้าคะ ถือว่าแถมให้หนึ่งชามเพื่อขอบคุณที่ท่านสนับสนุนกิจการเราเป็นคนแรก ตักน้ำแกงให้ท่านอาเยอะหน่อยนะเจ้าคะ ท่านจะเอากลับบ้าน จะได้เอาไปอุ่นทานเองได้สะดวก”
“ได้เลย ข้าจะจัดให้เดี๋ยวนี้!”
เยี่ยหมิงอี้ดีใจจนเนื้อเต้น ในที่สุดก็ได้เปิดประเดิมการค้าเสียที
ทัพพีที่เตรียมมานั้น ตักหนึ่งครั้งก็ได้ปริมาณพอดีหนึ่งชาม ขายในราคาห้าเหวิน
เหล่าชายฉกรรจ์คนอื่นๆ เมื่อเห็นชายผิวเข้มบอกว่าอร่อย ก็พากันร้องบอกว่าจะขอชิมบ้าง
แม้แต่ข้างกายเสี่ยวอู่หรือเยี่ยหมิงหลี่ ก็มีคนล้อมหน้าล้อมหลังเพื่อขอชิมเครื่องในพะโล้กันเต็มไปหมด
บางคนรู้สึกว่าราคาห้าเหวินต่อหนึ่งชามที่มีน้ำหนักเพียงสองสามเหลี่ยงนั้นแพงเกินไป จึงไม่ตัดใจซื้อ ได้แต่ขอชิมรสชาติ ทว่าเพียงแค่ได้ชิมก็รู้ซึ้งถึงความอร่อยจนอดบ่นไม่ได้ว่ารสชาติดีเหลือเกิน ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นการดึงดูดลูกค้าคนอื่นๆ ให้เข้ามาซื้อตามอย่างไม่รู้ตัว
คนส่วนใหญ่ยังคงเต็มใจที่จะซื้อสักส่วนหนึ่ง เพราะรสชาติมันอร่อยจริงๆ ต่างพากันไปเข้าแถวรอ
ซื้อเครื่องในพะโล้หนึ่งส่วน กินคู่กับหมั่นโถวสองลูก หรือกินคู่กับแผ่นแป้งแห้งที่พกมาจากบ้าน ช่างเป็นมื้อที่น่าพึงพอใจยิ่งนัก
ปกติกินบะหมี่หนึ่งชามยังต้องจ่ายตั้งเจ็ดแปดเหวิน แต่นี่คือเครื่องในหมูที่อย่างไรเสียก็คือเนื้อ แถมยังรสชาติดีปานนี้
หัวหน้าคนงานประจำท่าเรือเห็นคนเข้าแถวยาวเหยียดด้วยความสงสัย จึงเดินเข้ามาดูเหตุการณ์
เยี่ยหมิงเจาเห็นชายวัยกลางคนแต่งกายภูมิฐานเดินตรงมาที่นี่ คาดเดาว่าน่าจะเป็นหัวหน้าคนงาน จึงตักเครื่องในพะโล้สองชามแล้วเดินเข้าไปต้อนรับ
“ท่านอาสวัสดีเจ้าค่ะ ท่านคงจะเป็นหัวหน้าคนงานของที่นี่ใช่ไหมเจ้าคะ พวกเราเพิ่งมาถึงใหม่ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเจ้าคะ”
เยี่ยหมิงเจาเอ่ยพลางยื่นเครื่องในพะโล้ส่งให้
หัวหน้าคนงานผู้นี้มีนามว่าจาง ไม่ใช่คนใจคอคับแคบ เห็นแม่นางน้อยเดินมาส่งของให้ด้วยท่าทางนอบน้อม จึงกล่าวอย่างมีไมตรีว่า
“แม่นางน้อย ข้าแค่เดินมาดูว่าทางนั้นมีเรื่องคึกคักอะไรกัน เพราะมันอยู่ในเขตท่าเรือที่ข้าดูแลอยู่ อาหารของเจ้ากลิ่นหอมแรงนัก ข้าไปต่อแถวซื้อเองก็ได้ ข้าไม่ใช่คนประเภทชอบข่มเหงรังแกหรือชอบเอาเปรียบพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยหรอกนะ”
เยี่ยหมิงเจาเห็นว่าเขาเป็นคนมีเหตุมีผล ไม่ใช่หัวหน้าคนงานที่จู้จี้ขี้เหนียว ทัศนคติของนางจึงยิ่งดีขึ้นไปอีก
“ท่านอาเจ้าคะ ครอบครัวเราแซ่เยี่ย ข้าชื่อเยี่ยหมิงเจาเจ้าค่ะ พอดีทางบ้านยากจนข้นแค้นจนไม่มีจะกิน เลยต้องเอาสูตรลับบรรพบุรุษออกมาลองทำขายดู ท่านอาคงจะได้ทานของดีๆ มามากมายและมีประสบการณ์กว้างขวาง รบกวนท่านช่วยชิมแล้วให้คำแนะนำหน่อยนะเจ้าคะว่าพะโล้ของพวกเราเป็นอย่างไรบ้าง”
จางเห็นเยี่ยหมิงเจาพูดจาไพเราะน่าฟัง จึงไม่อาจปฏิเสธได้อีก เขาจึงรับมา
“นังหนูคนนี้ ข้าชื่อจาง รับผิดชอบดูแลท่าเรือแห่งนี้ทั้งหมด วันหน้ามีเรื่องอะไรก็มาหาข้าได้ ครั้งนี้ข้าจะขอหน้าด้านรับไว้ละกันนะ แต่ครั้งหน้าจะทำแบบนี้ไม่ได้อีก ครั้งหน้าข้าอยากกินข้าจะจ่ายเงินเอง”
จางตอบตกลงพร้อมรอยยิ้ม นังหนูคนนี้ช่างฉลาดเฉลียวนัก
“ได้เลยเจ้าค่ะ คิดเงินตามปกติแน่นอน แต่ข้าจะกันส่วนของท่านไว้ให้ ท่านมาเมื่อไหร่ก็ไม่ต้องต่อแถวเจ้าค่ะ ข้อนี้ท่านห้ามปฏิเสธนะเจ้าคะ”
เยี่ยหมิงเจาตอบรับด้วยรอยยิ้มพลางมอบสิทธิพิเศษเล็กๆ น้อยๆ ให้
ถึงจะเป็นแค่หัวหน้าคนงานท่าเรือ แต่บางครั้งพวก ‘ผีเจ้าที่’ เล็กๆ เหล่านี้ก็รับมือได้ยาก การผูกมิตรกับหัวหน้าคนงานไว้บ่อยครั้งมักจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่คาดไม่ถึง
หน้าแผงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เยี่ยหมิงอี้คนเดียวเริ่มรับมือไม่ไหว เยี่ยหมิงเจาจึงขอตัวลาหัวหน้าคนงานแล้วรีบเข้าไปช่วย
เหล่าคนงานที่ได้เครื่องในพะโล้ไปต่างก็อดใจไม่ไหว รีบหาที่นั่งทานทันที
“สวรรค์! มันอร่อยยิ่งกว่าเนื้อจริงๆ ด้วย”
“ข้ารู้สึกว่าพอกินพะโล้นี้เข้าไปแล้ว ความเหนื่อยล้าหายไปเป็นปลิดทิ้ง มีกำลังวังชาขึ้นมาเลย”
“จริงด้วยๆ ข้ารู้สึกว่าไม่ปวดเอวแล้ว แถมรสชาตินี้ยยังอร่อยกว่าหมูน้ำแดงในเหลาอาหารชื่อดังเสียอีก”
“เหอะ เจ้าเคยไปกินที่เหลาอาหารงั้นรึ? แต่พะโล้นี้หอมจริงๆ นั่นแหละ ไม่ได้การละ ข้าต้องไปซื้ออีกชุดเอากลับไปฝากลูกเมียที่บ้านให้ได้ชิมบ้าง”
ว่าแล้วเขาก็รีบกลับไปต่อแถวใหม่ทันที
พะโล้นี้ได้ผสมน้ำพุวิญญาณลงไปด้วย เรื่องคลายความเหนื่อยล้านั้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดา หากทานติดต่อกันเป็นเวลานานยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรง บำรุงผิวพรรณและขับสารพิษ ยิ่งทานก็ยิ่งดีต่อร่างกาย
เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง พะโล้ของเยี่ยหมิงเจา ก็ขายจนหมดเกลี้ยง
“ต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะ พะโล้ของพวกเราขายหมดแล้วเจ้าค่ะ”
“อ้าว ทำไมไม่ทำมาเยอะกว่านี้หน่อยล่ะ ข้ากะว่าจะซื้อกลับไปให้ท่านแม่ชิมเสียหน่อย ช่วงนี้ท่านเบื่ออาหารน่ะ”
“ขออภัยจริงๆ เจ้าค่ะ เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกที่มาตั้งแผง เลยไม่กล้าทำมาเยอะ พรุ่งนี้... พรุ่งนี้ข้าจะทำมาเยอะๆ แน่นอนเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เชิญทุกท่านมาใหม่นะเจ้าคะ”
ทุกคนเมื่อเห็นว่าของหมดจริงก็จำต้องแยกย้ายไป และหลายคนยังกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้พวกนางทำมาเยอะๆ ในวันพรุ่งนี้ โดยต่างบอกว่าจะกลับมาอุดหนุนอีก
ขณะที่พวกเยี่ยหมิงเจากำลังเก็บแผง ท่านป้าแผงข้างๆ ก็เดินเข้ามา
“แม่นาง รับหมั่นโถวพวกนี้ไปเถอะ ตั้งแต่พวกเจ้ามาเนี่ย กิจการของป้าดีขึ้นเท่าตัวเลยนะ ใครที่ซื้อพะโล้ของพวกเจ้าแล้วไม่ได้พกแป้งมา ก็พากันมาซื้อหมั่นโถวของป้ากันทั้งนั้น ป้าแก่ๆ คนนี้ได้รับอานิสงส์จากพวกเจ้าแท้ๆ อย่าปฏิเสธเลยนะ พรุ่งนี้พวกเจ้ายังมาตั้งแผงข้างป้าเหมือนเดิมได้ไหม?”
เยี่ยหมิงเจาเห็นว่าป้าให้ด้วยความจริงใจจึงรับไว้ พรุ่งนี้นางตั้งใจจะเตรียมพะโล้มาเพิ่มเพื่อเอามาแจกจ่ายให้พ่อค้าแม่ค้าแผงข้างๆ เพื่อผูกมิตรไว้
หลังจากเก็บแผงเรียบร้อย สามพี่น้องก็มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวตำบลเพื่อไปซื้อเครื่องในหมูเพิ่ม
“พี่รอง ท่านกับน้องสี่ไปซื้อเครื่องในหมูก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะไปดูที่ร้านหนังสือเสียหน่อย ครั้งก่อนของเยอะเกินไปเลยไม่มีโอกาสไปเจ้าค่ะ”
ตอนแรกเยี่ยหมิงอี้ตั้งใจจะตามไปด้วย แต่พอได้ยินว่าจะไปร้านหนังสือ เขาก็ถอดใจทันที
“งั้นก็ได้ เจ้าก็ระวังตัวด้วยนะ เดี๋ยวพวกเราไปเจอกันที่หน้าตำบล”
การเรียนรักษาสิ้นเปลืองเงินทอง ในตำบลนี้มีร้านหนังสือเพียงแห่งเดียวคือ ‘ม่อเซียงไจ’
ในที่สุดนางก็ได้โอกาสนำตำราการเกษตรที่คัดเลือกไว้ในมิติวิเศษตั้งนานแล้วออกมาให้พี่ใหญ่เสียที
นี่คือจุดประสงค์หลักในการมาครั้งนี้ของเยี่ยหมิงเจา
“เถ้าแก่เจ้าคะ ที่นี่พอจะมีตำราปูพื้นฐานสำหรับเด็กบ้างไหมเจ้าคะ”
“มีสิจ๊ะแม่นางน้อย ที่บ้านมีคนจะเข้าเรียนรึ?”
“ใช่เจ้าค่ะเถ้าแก่ อยากจะส่งน้องๆ ไปเรียนหนังสือ ท่านช่วยแนะนำหน่อยสิเจ้าคะ”
เยี่ยหมิงเจาเองก็ไม่รู้ว่าการไปเรียนต้องเตรียมตัวอย่างไร จึงคิดจะให้เถ้าแก่ช่วยแนะนำดูก่อน
“ทางนี้คือตำราปูพื้นฐานจำพวก ‘คัมภีร์สามอักษร’ ‘คัมภีร์พันอักษร’ ส่วนทางนี้คือระดับสูงขึ้นมาอย่าง ‘สี่ตำราห้าคัมภีร์’ แบบต้นฉบับดั้งเดิมราคาเล่มละสามตำลึงเงิน ส่วนแบบคัดลายมือจะถูกลงมาหน่อย มีทั้งแบบห้าร้อยเหวิน และแปดร้อยเหวินจ้ะ”
เยี่ยหมิงเจาลองเปิดดู พบว่าแบบต้นฉบับนั้นลายเส้นตัวอักษรสวยงามที่สุด ทรงพลังและมั่นคง ส่วนแบบแปดร้อยเหวินรองลงมา และแบบห้าร้อยเหวินนั้นลายเส้นค่อนข้างแย่หน่อย
ตอนนี้เยี่ยหมิงเจาไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง จึงเลือกแบบต้นฉบับดั้งเดิมมา ซื้อตำราปูพื้นฐานทั้งสองแบบอย่างละเล่มเพื่อเอากลับไปให้ท่านแม่ดู นางเองก็เขียนพู่กันเป็น เพราะในชาติก่อนเพื่อปฏิบัติภารกิจ นางต้องแทรกซึมไปในทุกสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเหล่าชนชั้นนำที่ชื่นชอบศิลปะการเขียนพู่กันและวาดภาพจีนมีอยู่มากมาย ดังนั้นนี่จึงเป็นหนึ่งในวิชาบังคับที่นางต้องเรียน
พอนึกดูแล้วก็ต้องขอบคุณประสบการณ์ในชาติก่อนที่ทำให้ในตอนนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องการเขียนหนังสือ
ไม่ต้องเหมือนผู้ทะลุมิติคนอื่นๆ ที่ทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นการเขียนพู่กัน
แต่นางทำได้ นางทำได้ทุกอย่าง
“เถ้าแก่เจ้าคะ ข้าอยากได้พู่กัน แท่นฝนหมึก กระดาษ และหมึกด้วยเจ้าค่ะ”
เจ้าของร้านหนังสือดีใจมาก นานๆ ทีจะเจอลูกค้ารายใหญ่ในตำบลเล็กๆ แห่งนี้ เขาจึงรีบแนะนำสินค้าให้เยี่ยหมิงเจาอย่างกระตือรือร้น
(จบบท)