- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 681 ผู้ท้าชิงตำแหน่งพระสวามี
ตอนที่ 681 ผู้ท้าชิงตำแหน่งพระสวามี
ตอนที่ 681 ผู้ท้าชิงตำแหน่งพระสวามี
"เดี๋ยวก่อน!"
น้ำเสียงแหบพร่าและร้อนรนของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น สุ้มเสียงนั้นคล้ายเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในร่างออกมา
ทุกคนหันขวับไปตามเสียง ก่อนจะพบว่าคนผู้นั้นคือนายน้อยแห่งภูเขาไท่ชู นามว่า 'ถงเทียนลู่' ดวงตาของเขาแดงก่ำ เผยให้เห็นถึงความร้อนรนและเจ็บปวดที่ไม่อาจปิดมิด
เขาจ้องมองไปทางเฉิ่นเยียน พลางตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
"พวกเรา... ภูเขาไท่ชู ยินดีสวามิภักดิ์ต่อขุมกำลังเทียนโจว!"
"พวกเราภูเขาไท่ชู... ยินดีสวามิภักดิ์ต่อขุมกำลังเทียนโจว!"
"พวกเราภูเขาไท่ชู ยินดีสวามิภักดิ์ต่อขุมกำลังเทียนโจว!"
เขาตะโกนประโยคเดียวกันถึงสามครั้งติดต่อกัน
ทำเอาผู้คนไม่น้อยในบริเวณนั้นถึงกับสะเทือนใจอย่างรุนแรง
ทว่าเจ้าเขาไท่ชูกลับมองบุตรชายตนเองด้วยความไม่อยากเชื่อ สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกราวกับถูกทรยศหักหลัง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด ผู้อาวุโสหลายคนก็รีบพุ่งเข้ามาประกบข้างกายเขาทันที
"ท่านเจ้าเขา การจากไปของฮูหยินและคนอื่นๆ พวกเราล้วนเข้าใจถึงความเจ็บปวดของท่าน ทว่าเรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นฝีมือของขุมกำลังเทียนโจว หากพวกเราบุ่มบ่ามปะทะกับพวกมัน ผู้ที่จะต้องตายจะไม่ใช่แค่คนสองคน แต่เป็นคนทั้งสำนัก!"
"ท่านอยากทนดูพวกเขาตายเพราะการตัดสินใจผิดพลาดของท่านหรือ? ท่านเจ้าเขา พวกเราขอร้องล่ะ โปรดวางความแค้นลงชั่วคราวเถิด!"
เหล่าผู้อาวุโสพากันดึงรั้งเขาไว้ พลางเอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี
เมื่อเจ้าเขาไท่ชูได้ยินเช่นนั้น สายตาก็กวาดมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของเหล่าศิษย์ภูเขาไท่ชูโดยไม่รู้ตัว พอคิดว่าเด็กเหล่านี้จะต้องล้มลงจมกองเลือด เขาก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดแทงหัวใจ
ท้ายที่สุด เขาก็สบตากับบุตรชายและเข้าใจถึงความหมายในแววตานั้น
เขาค่อยๆ หลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาไหลรินอาบแก้ม
ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้
"ภูเขาไท่ชู ยินดีสวามิภักดิ์ต่อขุมกำลังเทียนโจว!"
สิ้นคำประกาศ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดเสียงฮือฮาดังอื้ออึง
เมื่อเห็นเช่นนั้น เหล่าศิษย์จากสำนักจี๋เต้า ตระกูลลู่แห่งเหิงโจว และตระกูลเฮ่อเหลียนต่างก็ตื่นตระหนก พวกเขามองดูขุมกำลังเทียนโจวที่บุกมาอย่างดุดัน ด้วยสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด จึงอดไม่ได้ที่จะตะโกนออกไปบ้าง
"พวกเราก็ยินดีสวามิภักดิ์ต่อขุมกำลังเทียนโจว!"
เสียงตะโกนทำนองเดียวกันดังกึกก้องมาจากทุกสารทิศ
ทว่าในเวลานี้ สีหน้าของประมุขสำนักจี๋เต้าและคนอื่นๆ กลับมืดครึ้มลงเรื่อยๆ พวกเขารีบตวาดเสียงกร้าวขัดจังหวะทันที
"หุบปากให้หมด!"
"พวกเจ้าคิดจะทรยศสำนักกับตระกูลแล้วหนีเอาตัวรอดงั้นหรือ! อย่าลืมสิว่า ที่พวกเจ้าเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ ล้วนเป็นเพราะการสั่งสอนบ่มเพาะจากสำนักและตระกูล!"
"ศิษย์คนใดที่คิดจะคุกเข่าร้องขอชีวิตและสวามิภักดิ์ต่อขุมกำลังเทียนโจว ก็จงทำลายตบะของตนเองทิ้งเสียก่อน! ถือเป็นการขับไล่ออกจากสำนักและตระกูล!"
เมื่อศิษย์ของทั้งสามขุมอำนาจใหญ่ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าก็พลันซีดเผือดลงทันที
ในขณะนั้นเอง เฉิ่นเยียนก็กวาดสายตาเย็นชาไปทางถงเทียนลู่และคนของภูเขาไท่ชู
"ผู้ใดไม่อยากตาย ก็ไสหัวไปให้พ้นหน้าเปิ่นกงจู่!"
สิ้นเสียง นางก็ชักกระบี่ขึ้นมา
"สังหารพวกมันให้เปิ่นกงจู่—"
พริบตาเดียว กองทัพหลวงแห่งราชวงศ์เทียนโจวพร้อมด้วยเหล่าภูตผีและสัตว์อสูรนับหมื่น ก็พุ่งทะยานเข้าโจมตีสามขุมอำนาจใหญ่อย่างสำนักจี๋เต้า ตระกูลลู่แห่งเหิงโจว และตระกูลเฮ่อเหลียนอย่างดุดัน ในขณะที่ผู้คนจากภูเขาไท่ชูต่างรีบล่าถอยออกจากพื้นที่สู้รบอย่างลุกลน
เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังกึกก้องกังวานเสียดฟ้า เป็นการเปิดฉากสงครามครั้งใหญ่อย่างเป็นทางการ!
การเข่นฆ่าดำเนินไปอย่างดุเดือดนองเลือด!
เพียงแค่เฉิ่นเยียนขยับร่าง นางก็พุ่งเข้าประชิดตัว 'ลู่จิ่งเฉิง' ผู้นำตระกูลลู่ กระบี่เทวะเทียนโจวในมือฟาดฟันเข้าใส่ลู่จิ่งเฉิงอย่างเต็มแรง
เคร้ง—!
กระบี่ทั้งสองเล่มปะทะกันอย่างจัง!
เพียงชั่วพริบตา ปราณกระบี่อันแหลมคมและรุนแรงก็เสียดสีกันจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น
เฉิ่นเยียนออกแรงกดกระบี่ยาวลงไปอย่างหนักหน่วง ส่วนลู่จิ่งเฉิงไม่อาจต้านทานการโจมตีอันหนักหน่วงนี้ได้ คมกระบี่จึงตวัดเฉียดแก้มของเขา ทิ้งรอยเลือดไว้สายหนึ่ง
สีหน้าของลู่จิ่งเฉิงมืดครึ้มลง เขาเร่งโคจรพลังวิญญาณทั้งหมดในร่างทันที ถ่ายเทลงสู่กระบี่ยาวแล้วออกแรงตวัดฉับพลัน ปัดกระบี่เทวะเทียนโจวของเฉิ่นเยียนออกไป!
ทว่าในชั่วพริบตา เฉิ่นเยียนก็พลิกข้อมือเล็กน้อย เปลี่ยนทิศทางกระบี่ตวัดฟันเข้าที่หน้าอกของลู่จิ่งเฉิงอย่างเหี้ยมโหด
เสียง 'ฉัวะ' ดังขึ้น! คมกระบี่ตวัดผ่านหน้าอกของลู่จิ่งเฉิง ทิ้งรอยแผลเปิดทางยาวและลึกเอาไว้
พร้อมกันนั้น ลู่จิ่งเฉิงก็ถูกปราณกระบี่กระแทกจนผงะถอยหลังไปหลายก้าว สีหน้าเผยให้เห็นถึงความเจ็บปวด
ขณะเดียวกันนั้น ยอดฝีมือหลายสิบคนจากทั้งสามขุมอำนาจใหญ่ก็พุ่งเข้ามาใกล้เฉิ่นเยียน หวังร่วมมือกันสังหารนาง ทว่ายังไม่ทันจะได้เข้าประชิดตัว ก็ถูกบรรดาสหายอสุราและเหล่าขุนนางเฒ่าขัดขวางเอาไว้จนหมดสิ้น!
ประมุขสำนักจี๋เต้าถูกเซียวเจ๋อชวนและอวี่ฉางอิงสกัดกั้นไว้
ผู้นำตระกูลเฮ่อเหลียนถูกเผยซู่และเจียงเสียนเยวี่ยขวางทางไว้
ส่วนฉือเยว่ จูเก๋อโย่วหลิน และเหวินอวี้ชู คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ด้านข้าง สัตว์ประหลาดและภูตผีนับไม่ถ้วนต่างปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบเถื่อน พุ่งเข้าจัดการกับเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ของทั้งสามขุมอำนาจใหญ่
เจ็ดสุดยอดแห่งสำนักจี๋เต้าสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขารีบพุ่งทะยานเข้ามา หมายจะลงมือกับบรรดาสหายอสุรา ทว่าในตอนนั้นเอง—
เงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
ผู้คนของตำหนักเฉิงอวิ๋นที่เดิมทีถอยร่นไปอยู่ในเขตปลอดภัยแล้ว เมื่อจู่ๆ เหลือบไปเห็นเงาร่างนี้ แต่ละคนต่างก็เบิกตากว้าง รูม่านตาหดเกร็ง แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"ศิษย์พี่ซุ่ย!"
ใครบางคนร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"ฉางอวิ้น!"
ประมุขตำหนักเฉิงอวิ๋นเองก็มีสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง น้ำเสียงของเขาดังขึ้นกว่าเดิมหลายส่วนโดยไม่รู้ตัว
"ศิษย์พี่ซุ่ยเข้าไปทำไมกัน?"
"ศิษย์พี่ซุ่ย อันตรายนะ!"
ในขณะนั้นเอง ลู่หลิงก็สังเกตเห็นการมาเยือนของซุ่ยฉางอวิ้นเช่นกัน เมื่อนางเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น นัยน์ตาก็อดไม่ได้ที่จะเปล่งประกายขึ้นมาเล็กน้อย ในใจพลันบังเกิดกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งวาบผ่าน
นางคิดด้วยความปีติยินดีเปี่ยมล้น หรือว่าพี่ฉางอวิ้นยอมเสี่ยงอันตรายบุกเข้ามาที่นี่ก็เพื่อตัวนางงั้นหรือ?
"พี่ฉางอวิ้น..."
ลู่หลิงอดไม่ได้ที่จะร้องเรียกเสียงเบา น้ำเสียงนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความซาบซึ้งใจ
ทว่าในวินาทีต่อมา สีหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึงทันที
นั่นเป็นเพราะซุ่ยฉางอวิ้นได้พุ่งเข้าโจมตีเจ็ดสุดยอดแห่งสำนักจี๋เต้าโดยตรง!
ความเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ทำให้ผู้คนพากันแตกตื่นตกใจ
อู๋หม่าหลิงเอ่ยด้วยความตื่นตะลึง
"ท่านซุ่ยฉางอวิ้น ท่านถึงกับคิดจะสังหารพวกเราให้ตายเชียวหรือ?!"
แววตาของหลงอีป๋ายค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความดูแคลน เขาแค่นเสียงเย็นชาพลางกล่าว
"ท่านซุ่ยฉางอวิ้น หรือว่าเพื่อหวังจะประจบสอพลอขุมกำลังเทียนโจว ท่านถึงกับต้องจงใจมาสร้างผลงานเชียวหรือ?!"
ซุ่ยฉางอวิ้นยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ ใบหน้าที่งดงามจนแยกไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรีนั้น บัดนี้แฝงไว้ด้วยความเย็นชา เขาค่อยๆ เอ่ยปากกล่าวประโยคที่ทำให้ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นต้องตกตะลึง
"ข้าเป็นข้าราชบริพารขององค์หญิงมาตั้งแต่ต้นแล้ว"
สิ้นคำกล่าวนั้น อู๋หม่าหลิงและคนอื่นๆ ต่างก็อ้าปากค้าง แม้แต่ผู้คนของตำหนักเฉิงอวิ๋นก็ยังหน้าถอดสี
เขาเอ่ยเสริมอีกว่า
"การได้ทำงานรับใช้องค์หญิง นับเป็นเกียรติของข้า สุยฉางอวิ้น"
สุยฉางอวิ้น?!
ไม่ใช่ ซุ่ยฉางอวิ้น!
ผู้คนต่างก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงไปถึงคำว่า 'สุย' ในกองทัพอักษรสุย!
อู๋หม่าหลิงทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยวสลับกันไป เขากล่าวตวาด
"เจ้ากลับกลายเป็นคนของขุมกำลังเทียนโจว!"
สุยฉางอวิ้นไม่คิดจะอธิบายสิ่งใดอีกต่อไป เขาลงมือในทันที
ระดับการบ่มเพาะของสุยฉางอวิ้นได้บรรลุถึงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสิบระดับสูงสุดแล้ว ความแข็งแกร่งของเขานั้นเหนือกว่าพวกมันทุกคน!
หนานหรงจิ้งอวิ๋นหันหน้าไป หางตาก็เหลือบไปเห็นคนของขุมกำลังเทียนโจวกำลังเงื้อกระบี่ฟันเข้าใส่ 'เนี่ยสวิน' พอดี หัวใจของนางพลันดิ่งวูบ รีบร้องเตือนทันที
"ศิษย์น้อง ระวัง!"
ทว่ายังไม่ทันที่คนผู้นั้นจะฟาดกระบี่ยาวลงมา ก็ถูกขุนนางเฒ่าผู้หนึ่งของขุมกำลังเทียนโจวขัดขวางเอาไว้เสียก่อน
หลายคนที่เห็นภาพนี้ต่างก็มีสีหน้ามึนงงไม่เข้าใจ
และในวินาทีต่อมา ขุนนางเฒ่าก็หรี่ตาสองข้างลง พลางจ้องมองไปยังเนี่ยสวินแล้วเอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"เจ้าคือผู้ท้าชิงตำแหน่งพระสวามีขององค์หญิงใช่หรือไม่?"
ผู้ท้าชิงตำแหน่งพระสวามี?!
ภายใต้สายตาอันตื่นตะลึงของผู้คนจำนวนไม่น้อย เห็นเพียงเนี่ยสวินเม้มริมฝีปากบางเบาๆ สายตาของเขามองข้ามฝูงชน พุ่งตรงไปยังทิศทางที่เฉิ่นเยียนยืนอยู่
ในเสี้ยววินาทีนั้น ภายในแววตาของเขาดูเหมือนจะอัดแน่นไปด้วยคำพูดนับพันหมื่นคำ มีทั้งความรักลึกซึ้ง ความอาวรณ์ และยังมีความเจ็บปวดที่ยากจะเอื้อนเอ่ย
ตามมาด้วย เขาค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นกุมบริเวณกระดูกไหปลาร้าของตนเองเอาไว้ ราวกับว่าที่ตรงนั้นได้ซุกซ่อนความลับอันสำคัญยิ่งยวดบางอย่างเอาไว้...