- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 662 ยิ้มจนหน้าบาน
ตอนที่ 662 ยิ้มจนหน้าบาน
ตอนที่ 662 ยิ้มจนหน้าบาน
เซียวเจ๋อชวนเลิกคิ้วขึ้น
"ปีศาจหรือ? อืม ก็พอรับได้"
ใบหน้าหล่อเหลาประณีตของเผยซู่ฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย สองวินาทีต่อมาเขาก็ค่อยๆ พยักหน้าให้เจียงเสียนเยวี่ย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นแฝงความรู้สึกปลอบประโลมจางๆ ราวกับจะบอกนางว่าไม่ต้องกังวลใจไป
ในยามนี้จูเก๋อโย่วหลินก็ได้สติกลับคืนมาเช่นกัน เขาเบิกตากว้าง อ้าปากหมายจะเอ่ยบางสิ่ง แต่แล้วก็สูดลมหายใจเข้าลึกกะทันหัน ยกสองมือขึ้นป้องปากเป็นรูปแตร แล้วตะโกนก้องด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
"เยวี่ยเยวี่ย ดวงตาของเจ้าสวยจังเลยยยยย——"
เขาถึงขั้นจงใจรีดเค้นพลังปราณเพื่อขยายเสียง ทำให้สุ้มเสียงนั้นดังกึกก้องกังวานไปในอากาศประดุจสายฟ้าฟาด
เพียงชั่วพริบตา เสียงของเขาก็ดังกลบสรรพเสียงจอแจรอบข้างไปจนสิ้น เสียงโหวกเหวกโวยวายเหล่านั้นราวกับถูกกดทับเอาไว้ ทั่วทั้งลานประลองอันกว้างใหญ่คล้ายตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
เจียงเสียนเยวี่ยที่ยืนอยู่บนลานประลองชะงักงันไปเล็กน้อย ก้อนเนื้อในอกเต้นระรัว ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดกลับรู้สึกสงบใจลงอย่างประหลาด
ขอบตานางร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
สายตากวาดมองดูพวกเขาทีละคน มุมปากยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
นางค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับผู้คนรอบด้าน
"ข้าเป็นปีศาจแล้วอย่างไร?"
"เป็นปีศาจแล้วไม่อาจเข้าสู่แดนฉางหมิง ไม่อาจเป็นศิษย์สำนักได้งั้นหรือ? ข้า เจียงเสียนเยวี่ย ต่อสู้เพื่อสำนักเฉียนคุน มีปัญหาอันใดหรือ?"
ผู้อาวุโสฉีหัวเราะลั่นพร้อมกับรับคำในทันที
"แน่นอนว่าไม่มีปัญหา! เยวี่ยเยวี่ยเป็นศิษย์ของชายชราผู้นี้ และยิ่งเป็นศิษย์ของสำนักเฉียนคุน! เมื่อสองร้อยปีก่อนก็เคยมีปีศาจสุนัขตนหนึ่งกราบเข้าสำนักจี๋เต้า กลายเป็นศิษย์เอกของประมุขสำนักจี๋เต้าในยุคนั้น เมื่อร้อยปีก่อนตำหนักเฉิงอวิ๋นและตระกูลเฮ่อเหลียนต่างก็รับศิษย์เผ่ามาร (เผ่าภูต) ไปหลายคน พวกเขายังได้เข้าร่วมงานชุมนุมฉางหมิงด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตระกูลฮู่แห่งเมืองไป๋เฟิ่งที่ล้วนเป็นเผ่ามาร (เผ่าภูต) กันทั้งตระกูล"
ผู้นำตระกูลฮู่ตบโต๊ะลุกพรวดขึ้น หัวเราะเสียงดังอย่างเบิกบานใจ
"ฮ่าฮ่าฮ่า ดีนักนะผู้อาวุโสฉี ถึงกับกล้ายกตระกูลฮู่ของพวกเรามาเป็นตัวอย่างเชียวรึ!"
"ล่วงเกินแล้ว"
ผู้อาวุโสฉีประสานมือคารวะพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า
ผู้นำตระกูลฮู่โบกมือปัด
"ไม่เป็นไรๆ ไยต้องมาคิดเล็กคิดน้อยกันด้วย!"
ถ้อยคำของทั้งสองคนช่วยคลี่คลายบรรยากาศตึงเครียดลงได้ทันตาเห็น
และคำพูดของผู้อาวุโสฉีก็ยิ่งเป็นการอุดปากขุมกำลังใหญ่หลายแห่งที่คิดจะหาเรื่องระบายอารมณ์ได้สนิท
ประมุขสำนักจี๋เต้าขมวดคิ้ว สะบัดแขนเสื้อเบาๆ แล้วทรุดกายลงนั่งอีกครั้ง นัยน์ตาของเขาหรี่แคบลงขณะจ้องมองเจียงเสียนเยวี่ยบนลานประลอง เหตุผลที่เมื่อครู่เขามีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงถึงเพียงนั้น เป็นเพราะเขาสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามจากพลังปีศาจอันกล้าแกร่ง
ปีศาจสมุทรตนนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก
เมื่อผู้คนได้ยินคำกล่าวของผู้อาวุโสฉี ต่างก็เริ่มได้สติกลับมา
เหตุผลนั้นถูกต้องทุกประการ
เพียงแต่พวกเขายังคงรู้สึกตกตะลึงอยู่ดี
ท้ายที่สุดแล้ว ตั้งแต่เริ่มแรกก็ไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้เลยว่าเจียงเสียนเยวี่ยคือปีศาจ
เวลานี้ผู้อาวุโสฉีลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก หลังจากทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง เขาก็ยังคงได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นปนตึงเครียด
เขาถึงขั้นต้องยกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดพรายบนหน้าผาก
เขาช่างยากลำบากเหลือเกิน!
ศิษย์พวกนี้กำลังจะทำให้เขาตกใจตายอยู่รอมร่อ
ความลับที่พวกเขากักเก็บซ่อนเร้นเอาไว้ แต่ละเรื่องล้วนน่าตกตะลึงกว่าเรื่องก่อนหน้า แต่ละเรื่องล้วนลี้ลับซับซ้อนกว่าเรื่องไหนๆ
เขาไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้เลยสักนิด!
การจะเป็นอาจารย์ของเด็กพวกนี้ได้ จำเป็นต้องมีความสามารถในการทนรับแรงกดดันจริงๆ
และในจังหวะนั้นเองก็มีคนเอ่ยถามขึ้น
"พวกเจ้าสังเกตเห็นหรือไม่ว่า กลิ่นอายพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเจียงเสียนเยวี่ยดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม"
"ใช่แล้ว นี่คือไพ่ตายของนางงั้นหรือ?"
"ข้าขอเดิมพันว่าเหวินเหรินจี้จะชนะการแข่งขันรอบนี้"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นข้าก็ขอเดิมพันว่าเจียงเสียนเยวี่ยชนะ!"
ผู้คนต่างเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด ทว่าสายตาของพวกเขากลับไม่อาจละไปจากร่างของเจียงเสียนเยวี่ยและเหวินเหรินจี้ได้เลย
ส่วนสีหน้าของเหวินเหรินจี้ค่อยๆ เคร่งเครียดขึ้น มือที่กำด้ามกระบี่บีบรัดแน่นขึ้นอีกหลายส่วน
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่แผ่ซ่านมาจากอีกฝ่าย
เจียงเสียนเยวี่ยในยามนี้คล้ายดั่งสัตว์ร้ายที่หลุดออกจากกรงขัง ปราศจากเครื่องพันธนาการใดๆ ทั้งสิ้น
สายตาของเขาตกลงบนตรีศูลสีน้ำเงินเข้มในมือนาง อาวุธชิ้นนี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน บนตัวหอกสลักเสลาด้วยลวดลายสลับซับซ้อนลึกลับ ดูเก่าแก่คร่ำคร่า ทว่ากลับแฝงเร้นด้วยพลังอำนาจอันตราย
เจียงเสียนเยวี่ยกระชับตรีศูลในมือแน่น นัยน์ตาสีฟ้าครามกระจ่างใสดุจผืนน้ำ
นางจ้องมองเหวินเหรินจี้ด้วยสีหน้าเย็นชา
การต่อสู้ปะทุขึ้นอีกครา!
ตูม!
สิ้นเสียงกัมปนาทประดุจสายฟ้าฟาด อาวุธของทั้งสองก็เข้าปะทะพัวพันกันในชั่วพริบตา ก่อให้เกิดเสียงเสียดสีบาดแก้วหู ราวกับจะฉีกกระชากทุกสรรพสิ่งรอบกายให้แหลกสลาย
เหวินเหรินจี้คล้ายสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายบางอย่าง ใบหน้าที่เดิมทียังพอรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้พลันซีดเผือด วินาทีต่อมาบริเวณหน้าท้องของเขาก็ถูกพลังปีศาจอันหนักอึ้งดั่งขุนเขากระแทกเข้าใส่อย่างจัง
ปัง!
เหวินเหรินจี้ถูกซัดกระเด็นลอยละลิ่ว ร่างกลิ้งขลุกขลักไปบนพื้นหลายตลบกว่าจะหยุดลงได้อย่างยากลำบาก มุมปากมีหยาดโลหิตไหลซึมออกมา
ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านจากช่องท้องทำให้เขาปวดร้าวทรมานจนเกินทน เผลอส่งเสียงร้องครวญครางออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
ผู้คนเบิกตากว้าง จ้องมองท่อนล่างของเจียงเสียนเยวี่ยด้วยความตื่นตะลึง ตรงนั้นปรากฏเงาร่างโปร่งแสงของหางมนุษย์เงือกสีฟ้าเลือนราง ทว่าเห็นได้ชัดเจน
"นางคือมนุษย์เงือก!"
สิ้นเสียงอุทาน ผู้คนยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เงาร่างของเจียงเสียนเยวี่ยก็วูบไหวหายไปในพริบตา
เหวินเหรินจี้รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขารีบหยัดกายลุกขึ้นอย่างระแวดระวัง ทว่าตรีศูลเล่มหนึ่งก็ตวัดพุ่งเข้ามาอย่างกะทันหัน ม้วนตลบพัดพาพลังปีศาจอันน่าสะพรึงกลัวมาด้วย เขารีบยกกระบี่ขึ้นต้านรับทันที เพียงแต่ในวินาทีต่อมา...
ตูม!
เสียงกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว เหวินเหรินจี้พร้อมกระบี่คู่กายถูกซัดจนล้มลุกคลุกคลานลงไปกองกับพื้น
กระดูกมือข้างที่กุมกระบี่ยาวของเหวินเหรินจี้แตกหัก บิดเบี้ยวไปในองศาที่ผิดรูป
ความเจ็บปวดทำให้เหวินเหรินจี้เหงื่อแตกพลั่ก เมื่อเจียงเสียนเยวี่ยโจมตีเข้ามาอีกระลอก เขาก็รีบสลับไปใช้มือซ้ายถือกระบี่อย่างรวดเร็ว ระเบิดพลังปราณทั้งหมดในร่างออกมาต้านทานตรีศูลของอีกฝ่ายเอาไว้
เช้ง!
เจียงเสียนเยวี่ยเอียงคอมองเล็กน้อย นัยน์ตาสีฟ้าครามที่แฝงกลิ่นอายความเป็นปีศาจทอประกายวาบขึ้นมาเลือนราง เมื่อผนวกกับใบหน้าน่ารักน่าชังเป็นพิเศษในยามปกติของนางแล้ว กลับทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งอันพิลึกพิลั่นอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าในยามนี้นางไม่ใช่ดรุณีน้อยผู้อ่อนหวานน่ารักอีกต่อไป แต่เป็นอสูรร้าย อสุราจากห้วงลึกแห่งขุมนรก
ฉับพลันนั้นนางก็ตวัดตรีศูลในมืออย่างแรง ตรีศูลเล่มนั้นประดุจดั่งสายฟ้าฟาด ปัดกระบี่ยาวของอีกฝ่ายออกไปด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ส่วนเงาหางที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนางก็ตวัดฟาดเข้าใส่เหวินเหรินจี้ด้วยความรวดเร็วเหนือจินตนาการ
ในวินาทีที่เงาหางนั้นตวัดสูงขึ้น มันก็ขยายขนาดใหญ่โตในฉับพลัน เงาหางมหึมานำพาแรงกดดันอันน่าครั่นคร้าม ฟาดกระหน่ำลงบนร่างของเหวินเหรินจี้อย่างโหดเหี้ยม
ปัง——
"อ๊าก..."
ร่างของเหวินเหรินจี้ร่วงกระแทกพื้นอย่างแรง โลหิตทะลักออกจากปาก บริเวณที่ถูกหางเงือกฟาดบังเกิดความเจ็บปวดรวดร้าวถาโถมดุจเกลียวคลื่น ทำให้ใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่แล้วยิ่งไร้สีเลือด เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายบนหน้าผากและพวงแก้ม ไหลรินลงมาตามลำคอจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปเป็นวงกว้าง
เขาไม่อาจลุกขึ้นยืนได้อีกต่อไป
ผู้คนต่างจ้องมองภาพเหตุการณ์ด้วยความตกตะลึงพลางสูดลมหายใจลึก
"เหวินเหรินจี้แห่งตำหนักเฉิงอวิ๋นพ่ายแพ้แล้ว!"
"สวรรค์เอ๋ย เจียงเสียนเยวี่ยแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
"พลังฝีมือของเฉิ่นเยียนก็ว่าน่าสะพรึงกลัวมากพอแล้ว ตอนนี้ยังมีเจียงเสียนเยวี่ยโผล่มาอีกคน ข้าว่าปีนี้สำนักเฉียนคุนคงได้อาศัยพวกนางไต่เต้าขึ้นไปอยู่ในสองอันดับแรกของทำเนียบขุมกำลังได้แน่!"
"ได้ยินมาว่าพวกนางล้วนมาจากดินแดนภพเบื้องล่าง แถมยังเป็นศิษย์ที่ผู้อาวุโสฉีรับเข้ามาเอง สายตาของผู้อาวุโสฉีช่างแหลมคมเกินไปแล้ว!"
"ข้าว่าหน้าของผู้อาวุโสฉีบานจนจะปริแตกอยู่แล้วล่ะมั้ง!"