- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 646 เสียงหนวกหูยิ่งนัก
ตอนที่ 646 เสียงหนวกหูยิ่งนัก
ตอนที่ 646 เสียงหนวกหูยิ่งนัก
ศิษย์คนหนึ่งที่เพิ่งออกมาจากแดนลับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พลางร้องอุทานเสียงหลง
"สำนักเฉียนคุน อยู่อันดับหนึ่ง?! ข้าตาฝาดไปหรือไม่?"
เหล่าศิษย์สำนักเฉียนคุนเองก็มึนงง พวกเขาขยี้ตาเพื่อมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่กลับพบว่าสำนักของตนรั้งตำแหน่งบนสุดของตารางคะแนนอย่างแท้จริง
"สำนักเฉียนคุนของพวกเราได้อันดับหนึ่ง ข้าคงไม่ได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่?"
ปฏิกิริยาแรกของพวกเขามิใช่ความดีใจ แต่เป็นความตกตะลึงและคลางแคลงใจ
เพราะต่างรู้ดีว่าสำนักของตนมิได้มีศักยภาพพอจะทะยานขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้
ศิษย์สำนักเฉียนคุนที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ผู้ชมตะโกนด้วยความตื่นเต้น
"ศิษย์พี่จูเก๋อ! ศิษย์พี่ฉือ! ศิษย์พี่เวิน! ขอบคุณพวกท่านมาก! พวกท่านยอดเยี่ยมเกินไปแล้วจริงๆ!"
จูเก๋อโย่วหลินชะงักไปครู่หนึ่ง เขาแทรกตัวออกจากฝูงชนทันที พลางโบกมือตอบรับความกระตือรือร้นของเหล่าศิษย์ร่วมสำนักอย่างอารมณ์ดี
"มันแน่อยู่แล้ว!"
เขาหัวเราะร่วนอย่างเบิกบานใจ
เมื่อผู้มีอำนาจของขุมกำลังอื่นๆ เห็นเด็กหนุ่มผมแดงท่าทางโอหังเช่นนี้ ภายในใจก็ยิ่งไม่สบอารมณ์ พากันมองเขาเป็นหนามยอกอก
แน่นอนว่าจูเก๋อโย่วหลินสัมผัสได้ถึงสายตาที่แฝงด้วยเจตนาร้าย ทว่าเขากลับฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม ยืนเท้าสะเอว ยืดอกเชิดหน้าอย่างผ่าเผย
ทว่าเฉิ่นเยียนและพรรคพวกที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน เมื่อเห็นภาพนี้ก็พากันตกอยู่ในความเงียบ
หากตอนนี้มิใช่การแข่งขัน เกรงว่าคงมีคนไม่น้อยอยากจะลงมือสังหารโย่วหลินทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด
เจ้าหมอนี่ช่างโอ้อวดเก่งเสียจริง!
ทว่าเขาก็มีดีให้โอ้อวดอยู่จริงๆ
เพียงแค่ฟังเสียงโห่ร้องยินดีของเหล่าศิษย์สำนักเฉียนคุน ก็รู้ได้ทันทีว่าจูเก๋อโย่วหลินสร้างคุณูปการไว้มากเพียงใดในการแข่งขันรอบคัดเลือกแดนลับครั้งนี้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
ในขณะที่ศิษย์ของสำนักจี๋เต้า, ตระกูลลู่แห่งเหิงโจว, ตำหนักเฉิงอวิ๋น, ตระกูลเฮ่อเหลียน และขุมกำลังอื่นๆ กลับหัวเราะไม่ออก พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าครั้งนี้จะถูกสำนักเฉียนคุนบดขยี้จนราบคาบ
ไม่นานนัก กรรมการก็ประกาศเสียงดัง
"อีกครึ่งชั่วยาม จะเริ่มการประลองบนลานประลองของกลุ่มรุ่นเยาว์"
เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์รุ่นเยาว์จำนวนสองพันสามร้อยคนที่ผ่านเข้ารอบ ต่างพากันแยกย้ายกลับไปยังพื้นที่ของขุมกำลังตนเอง เพื่อพักผ่อนครึ่งชั่วยามก่อนจะเริ่มแข่งขันในรอบที่สอง
ผู้คนจากสำนักเฉียนคุนต้อนรับการกลับมาของพวกเฉิ่นเยียนอย่างอบอุ่น พวกเขาเอ่ยปากชื่นชมโดยไม่ตระหนี่ถ้อยคำแม้แต่น้อย
ผู้ที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้น จูเก๋อโย่วหลิน, ฉือเยว่ และ เวินอวี้ชู ในฐานะผู้ทำผลงานสูงสุด
ฉือเยว่ไม่ชอบให้ใครมาล้อมหน้าล้อมหลัง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะกำลังจะเผยสีหน้ารำคาญใจ ก็พลันได้ยินเสียงของเฉิ่นเยียนดังขึ้น
"เจ้าง่วงแล้วใช่หรือไม่ หากง่วงก็จงนอนเถิด"
เมื่อฉือเยว่ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็ผ่อนคลายลง เขาตอบรับในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอนกายซบลงบนไหล่ของเฉิ่นเยียนอย่างพึ่งพิง
เฉิ่นเยียนเองก็มิได้ผลักเขาออกแต่อย่างใด
เพราะเคยชินเสียแล้ว
ไม่สิ ต้องบอกว่าพวกเขาทุกคนล้วนเคยชินแล้วต่างหาก
เวลานี้ จูเก๋อโย่วหลินจ้องมองเจียงเสียนเยวี่ยตาเป็นประกาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอนกึ่งเย่อหยิ่ง
"เยวี่ยเยวี่ย พวกเขากำลังชมข้ากันใหญ่เลยนะ!"
เจียงเสียนเยวี่ยปรายตามองเขาก่อนตอบสั้นๆ
"อ้อ"
"เหตุใดเจ้าถึงได้เย็นชานักเล่า?"
จูเก๋อโย่วหลินเบะปาก เขาเอ่ยเสริมด้วยความน้อยใจอีกประโยคหนึ่งว่า
"เจ้าชมข้าสักหน่อยไม่ได้หรือไร?"
เจียงเสียนเยวี่ยระบายยิ้มบางๆ
"เจ้ายอดเยี่ยมมาก"
จูเก๋อโย่วหลินฟังความขอไปทีในน้ำเสียงของนางไม่ออก จึงมีสีหน้าเบิกบานขึ้นมาทันตาเห็น
เหล่าผู้อาวุโสของสำนักเฉียนคุนเอ่ยชมพวกเขาไม่ขาดปาก แม้แต่ท่านประมุขเองก็ยังเผยสีหน้าปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง
ทว่าในเวลานี้ จิงจื่อเชียน, เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ย, หลินจิ่วชาง และคนอื่นๆ กลับมีสีหน้าที่อธิบายไม่ถูก ภายในใจอดไม่ได้ที่จะคาดเดาว่าพวกจูเก๋อโย่วหลินไปทำอะไรมากันแน่ ถึงทำให้สำนักเฉียนคุนทะยานขึ้นมาอยู่อันดับหนึ่งได้
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสฉีก็กวักมือเรียกพวกเฉิ่นเยียน
"พวกเจ้ามานี่สิ"
พวกเฉิ่นเยียนได้ยินดังนั้น จึงก้าวเดินไปหาเขา
ผู้อาวุโสฉีลูบเครา พลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ
"พวกเจ้าทำได้ไม่เลวเลย"
"แน่นอนอยู่แล้ว!"
จูเก๋อโย่วหลินเอ่ยรับอย่างไม่ถ่อมตัวแม้แต่น้อย
ผู้อาวุโสฉีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หัวเราะเบาๆ
"ทว่าการประลองรอบต่อไป พวกเจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับอัจฉริยะชั้นยอดจากขุมกำลังอื่นโดยตรง ดังนั้นแล้ว... พวกเจ้ามั่นใจจริงๆ หรือ?"
เฉิ่นเยียนแย้มยิ้มหวาน
"ท่านอาจารย์ ท่านหวังให้พวกเรามั่นใจ หรือไม่มั่นใจดีเล่าเจ้าคะ?"
"ย่อมต้องมั่นใจสิ"
ผู้อาวุโสฉีหัวเราะ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่
"พวกเจ้าทั้งแปดคนหากรวมพลังกัน ย่อมไร้เทียมทานในใต้หล้า ทว่าหากต้องแยกกันสู้ ก็คงทำให้ชายชราผู้นี้รู้สึกร้อนรนราวกับนั่งอยู่บนเข็มด้วยความกังวลใจ"
เจ้าสำนักเฉียนคุนและเหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินคำพูดโอ้อวดเกินจริงของผู้อาวุโสฉี ก็อดไม่ได้ที่จะสะดุ้งตกใจ การกล่าวว่าพวกเขาทั้งแปดคนไร้เทียมทานในใต้หล้านั้น... มันไม่อหังการเกินไปหน่อยหรือ?
ผู้อาวุโสฉีส่ายหน้าช้าๆ
"ที่อาจารย์กังวล ก็เพราะกลัวว่าพวกเจ้าจะดื้อดึงอยู่บนลานประลองไม่ยอมลงมา แล้วถูกคนอื่นทุบตีจนตายเอาได้"
เจ้าสำนักเฉียนคุนและคนอื่นๆ พาใบ้กิน
"..."
จูเก๋อโย่วหลินกำหมัดแน่นกะทันหัน
"เช่นนั้นก็ตายตกไปตามกันเลย!"
สีหน้าของเจ้าสำนักเฉียนคุนและคนอื่นๆ พลันเปลี่ยนไปอย่างแตกตื่น รีบร้องห้ามลั่น
"อย่าเชียวนะ!"
"มันก็แค่การแข่งขัน ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกน่า"
เมื่อจูเก๋อโย่วหลินได้ยินเช่นนั้น เขาก็หันไปมองคนเหล่านั้นพลางเลิกคิ้วถาม
"ท่านประมุข ท่านผู้อาวุโสทุกท่าน หรือพวกท่านคิดว่าต่อให้พวกเราแพ้ ก็ไม่เป็นไรอย่างนั้นหรือ?"
คำพูดนี้ทำเอาเจ้าสำนักเฉียนคุนและคนอื่นๆ ถึงกับไปไม่เป็น
แน่นอนว่าย่อมเป็นไรอยู่แล้ว!
แต่ว่า...
ก็ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตเข้าแลกถึงเพียงนั้นนี่นา!
"เจ้านี่ช่างพูดมากเสียจริง"
ผู้อาวุโสฉีถลึงตาใส่จูเก๋อโย่วหลินอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหันไปมองพวกเฉิ่นเยียนแล้วเอ่ยกำชับ
"ที่อาจารย์เรียกพวกเจ้ามา ก็เพียงแค่อยากจะบอกประโยคเดียว นั่นก็คือ หากสู้ไม่ได้ก็จงยอมแพ้เสีย ไม่จำเป็นต้องฝืนทน"
"ท่านอาจารย์ พวกเราเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"
เฉิ่นเยียนพยักหน้ารับคำ
ขณะที่จูเก๋อโย่วหลินกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง กลับถูกเซียวเจ๋อชวนที่อยู่ข้างๆ ใช้มือปิดปากไว้แน่น เขาเอ่ยด้วยใบหน้าเย็นชา
"พูดให้น้อยหน่อยเถอะ เสียงหนวกหูยิ่งนัก"
"อื้อ... อื้ออื้อ..."
ข้าหนวกหูตรงที่ใดกัน? ปากก็มีไว้พูดมิใช่หรือ!
เวลานี้ เจ้าสำนักเฉียนคุนปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น หันไปมองเฉิ่นเยียนพร้อมรอยยิ้มบางๆ
"ตำ... อะแฮ่ม พวกเจ้าทำเต็มที่ก็พอแล้ว"
เฉิ่นเยียนยิ้มและพยักหน้ารับ
ในช่วงเวลาพักครึ่งชั่วยามนี้ เหล่าผู้อาวุโสจากขุมกำลังใหญ่ต่างก็กำชับศิษย์ของตนที่ผ่านเข้ารอบว่า จะต้องคว้าผลงานกลับมาให้จงได้!
มีศิษย์ที่บาดเจ็บไม่น้อย อาศัยช่วงเวลาพักผ่อนนี้รีบฟื้นฟูสภาพร่างกายของตนอย่างรวดเร็ว
ครึ่งชั่วยามต่อมา
กรรมการก็ปรากฏตัวขึ้นบนลานประลองอันกว้างขวาง เขายังคงสวมหน้ากากสีเขียวอมฟ้าทรงใบไม้ กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะประกาศกติกา
"ผลการแข่งขันของกลุ่มรุ่นเยาว์ ในรอบคัดเลือกแดนลับรอบแรก จะถูกนำมาใช้ต่อเนื่องในการประลองบนลานประลองรอบที่สอง หมายความว่าจำนวนคนที่ถูกคัดออกจะถูกเปลี่ยนเป็นคะแนน กติกาของการประลองรอบที่สองคือ เมื่อคัดศิษย์จากขุมกำลังอื่นออกหนึ่งคน จะได้รับสิบคะแนน"
"การประลองบนลานประลองจะใช้วิธีจับฉลากเพื่อตัดสินคู่ต่อสู้ หากศิษย์สองคนจากขุมกำลังเดียวกันจับฉลากได้ประลองกันเอง ศิษย์ทั้งสองก็จะผ่านเข้ารอบโดยอัตโนมัติ โดยไม่มีการเพิ่มหรือลดคะแนนใดๆ"
กรรมการหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
"การประลองบนลานประลองจะตัดสินหาศิษย์อัจฉริยะสิบอันดับแรก เมื่อถึงเวลานั้น ขุมกำลังต้นสังกัดของศิษย์ทั้งสิบล้วนได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มเติม อันดับหนึ่งจะได้รับหนึ่งร้อยคะแนน อันดับสองและอันดับสามได้รับแปดสิบคะแนน อันดับสี่และอันดับห้าได้รับห้าสิบคะแนน อันดับหกถึงอันดับแปดได้รับสามสิบคะแนน ส่วนอันดับเก้าและสิบจะได้รับยี่สิบคะแนน"
เมื่อฟังจบ ทุกคนต่างก็ไม่มีข้อโต้แย้ง
เพราะกฎกติกานี้เป็นไปตามมาตรฐานเดิมที่ผ่านมา
กรรมการก้าวไปข้างหน้า ยกมือขึ้นรวบรวมจุดแสงจำนวนนับไม่ถ้วน สะบัดเบาๆ จุดแสงเหล่านั้นก็พุ่งตรงไปยังเหล่าศิษย์ที่อยู่ในพื้นที่รอการแข่งขัน
"โปรดจับฉลาก"