บทที่ 29
บทที่ 29
บทที่ 29 หนึ่งหมัดซัดขอบเขตหลอมกระดูกดับ! ขีดจำกัดร่างกายมนุษย์ พลังหนึ่งคชสาร!
ฉินอวี่โคจรพลังฟื้นฟูร่างกายเสร็จสิ้น ในที่สุดก็สามารถควบคุมอาการบาดเจ็บภายในได้สำเร็จ ก่อนจะค่อยๆ สงบพลังลง
ทันทีที่ลืมตาขึ้น เขาก็เห็นว่าบนพื้นมีซากศพขนาด 'มหึมา' เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งศพ ซากศพที่สูงใหญ่กำยำประหนึ่งหอคอยเหล็กกล้าทั้งสองร่าง ทั้งคนพี่และคนน้องนอนทอดร่างขวางหูขวางตาอยู่ตรงหน้า
"ศิษย์น้องหลี่?! เจ้าเป็นอะไรไป?!"
ซากศพขนาดยักษ์ที่เพิ่มขึ้นมานี้ บ่งบอกว่าเพิ่งผ่านพ้นการต่อสู้อันดุเดือดมาอย่างแน่นอน!
ยิ่งเห็นหลี่ฉี่หมิงนอนหมดสติอยู่ข้างๆ สีหน้าของฉินอวี่ก็พลันลนลานด้วยความตื่นตระนกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยังดีที่หลี่ฉี่หมิงค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขาเริ่มลอบสูดลมหายใจเข้าลึก ในส่วนลึกของแววตาฉายแววแปลกประหลาด ดูท่าทางจะทรมานยิ่งนัก...
"ศิษย์น้อง เจ้าได้รับบาดเจ็บงั้นรึ?" ฉินอวี่เอ่ยถามด้วยความจำเป็นห่วง
ซากศพขนาดยักษ์ที่อยู่ข้างๆ นี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่ารับมือได้ยากยิ่งนัก ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าศิษย์น้องสามารถจัดการกับศัตรูระดับนี้ได้อย่างไร
"เปล่าขอรับ" หลี่ฉี่หมิงส่ายหัว พลางพยุงกายหยัดยืนขึ้น
ฉินอวี่ยื่นมือออกไปหมายจะช่วยประคอง ทว่าวินาทีต่อมา ร่างกายของเขากลับหงายหลังล้มตึงไปอย่างไม่อาจควบคุม เสียงดังปัง ซัดเอาจนเขาล้มระเนระนาดหงายท้องไม่เป็นท่า!
?
หลี่ฉี่หมิงกะพริบตาทำหน้าซื่อตาใส สีหน้าค่อยๆ เผยแววประหลาดใจออกมาเล็กน้อย
"พละกำลังมหาศาลนัก! ศิษย์น้อง ร่างกายของเจ้า..."
ฉินอวี่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล จ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่โครงร่างดูใหญ่โตและบึกบึนขึ้นมาหนึ่งรอบด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
เดิมทีเขาก็คิดว่าศิษย์น้องได้รับบาดเจ็บ ทว่าเพียงแคี่ยื่นมือไปสัมผัสหมายจะประคอง ร่างกายของอีกฝ่ายกลับแผ่พละกำลังมหาศาลที่ไม่ได้ตั้งใจออกมา มันช่างเหนือความคาดหมายยิ่งนัก... อืม ต่อให้ตั้งตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้า ก็เกรงว่าจะยากต้านทานได้อยู่ดี!
หลี่ฉี่หมิงจ้องมองซากศพขนาดใหญ่บนพื้น พลางเอ่ยออกมาอย่างเลื่อนลอยว่า "ตอนที่ต่อสู้กับเขาเมื่อครู่ ในยามคับขันเป็นตาย พละกำลังของข้าก็พุ่งทะยานสูงขึ้นมาอย่างกะทันหันขอรับ..."
ยังไม่ทันที่คำพูดของเขาจะจบลง น้ำเสียงอันหนักแน่นมั่นใจของศิษย์พี่ฉินก็ดังขัดขึ้นมาก่อน:
"ดูท่าทาง เจ้าต้องปลุกพรสวรรค์บางอย่างขึ้นมาอย่างแน่นอน และพรสวรรค์นี้เกี่ยวข้องกับคลังลี้ลับของร่างกายมนุษย์"
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มหันหน้ามามองด้วยแววตาประหลาดใจ ฉินอวี่ก็เอ่ยต่อไปด้วยสีหน้าจริงจังว่า
"ตามที่ข้ารู้มา วิถีแห่งยุทธ์ก็คือการค้นหาและเปิดคลังความลี้ลับของร่างกายมนุษย์ มนุษย์เราล้วนครอบครองขุมทรัพย์ล้ำค่าติดตัวมาตั้งแต่เกิดทว่ากลับไม่รู้ตัว ท่านเจ้าสำนักเคยกล่าวไว้ว่า คัมภีร์วรยุทธ์ล้ำค่าทั้งหมดบนโลกใบนี้รวมกัน ก็ยังพัฒนาคลังลี้ลับของร่างกายมนุษย์ได้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งในเก้าส่วนของเส้นขนวัวเท่านั้น"
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายช่วยหาเหตุผลรองรับเรื่องพละกำลังมหาศาลทั่วร่างให้เสร็จสรรพ หลี่ฉี่หมิงก็ลอบพยักหน้าด้วยความพึงพอใจในใจ
ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มตระหนักถึงพละกำลังมหาศาลที่ควบคุมได้ยากภายในร่าง
เมื่อครู่นี้เขาไม่ได้มีความรู้สึกว่าออกแรงเลยแม้แต่นิดเดียว ทว่าศิษย์พี่ฉินกลับเกือบจะ "ปลิว" กระเด็นลอยออกไปเสียแล้ว
ในสมองของเขายังไม่ได้มีข้อสรุปแน่ชัดเกี่ยวกับพละกำลังมหาศาลของตัวเอง ทว่าบนหน้าต่างสถานะกลับมีแถบข้อความเพิ่มขึ้นมาหนึ่งช่อง:
พรสวรรค์: [พลังหนึ่งพยัคฆ์] + [พลังสองโคหนึ่งพยัคฆ์]
มองเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า คุณสมบัติพรสวรรค์ทั้งสองข้อเริ่มหลอมรวมเข้าหากัน จนกระทั่งรวมตัวกลายเป็นพรสวรรค์หนึ่งเดียว นั่นคือ [พลังหนึ่งคชสาร]
พละกำลังมหาศาลหนึ่งหมื่นชั่ง!
มิน่าเล่าเขาถึงได้กระแทกจนศิษย์พี่ฉินเกือบจะ 'ปลิว' หายไป หากเมื่อครู่เขาออกแรงไปเพียงเล็กน้อย มีโอกาสสูงมากที่จะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้อีกฝ่ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส...
อืม พลังเลือดลมที่เพิ่มพูนสูงขึ้นภายในกายนับว่ายังคงบ้าคลั่งอยู่บ้าง ทว่าภายใต้ 'กายาเหล็กกล้า' ที่ได้รับการยกระดับและเสริมแกร่งจนบรรลุขีดจำกัดสูงสุดแล้ว พลังเลือดลมเพียงเท่านี้ย่อมไม่อาจก่อเกิดปัญหาสิ่งใดได้อีก
ข้าดูเหมือนจะยังคงสามารถเติมพลังวัตรเลือดลมเข้ามาเพิ่มได้อีกนะ...
หลี่ฉี่หมิงลอบคิดพิจารณาอย่างช้าๆ
"ศิษย์น้อง ในเวลานี้ไม่ใช่เวลามานั่งเหม่อลอยนะ..."
จู่ๆ ฉินอวี่ก็เอ่ยขัดขึ้น เขาค้นพบว่า ศิษย์น้องตรงหน้าผู้นี้ มักจะมีสายตาเลื่อนลอยอยู่บ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าความคิดล่องลอยไปถึงไหนต่อไหน ประกอบกับนิสัยใจคอที่ดูซื่อสัตย์ไร้เดียงสา คนรอบข้างจึงมักจะคิดว่าเขาเป็นคนซื่อๆ...
ทว่าตัวเขากลับจำได้อย่างแม่นยำ วิกฤตการณ์สองครั้งคราที่ประดังประเดเข้ามา อีกฝ่ายจับจังหวะเวลาในการเผ่นหนีได้อย่างเชี่ยวชาญถึงขั้นบริสุทธิ์เป็นที่สุด จนทำเอาเขาไล่ตามไม่ทัน
ในยามที่เขาคิดว่าตนเองต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอน ศิษย์น้องกลับใช้เล่ห์กลแปลงโฉมย่อกระดูก ล่อลวงและสังหารร่างยักษ์คนพี่ ยามที่คอยคุ้มกันฟื้นฟูร่างกายให้เขาก็สามารถระเบิดพลังลี้ลับของร่างกาย สังหารร่างยักษ์คนน้องลงได้อีก
ศิษย์น้องตรงหน้าผู้นี้ ยิ่งทำความรู้จักลึกซึ้งเท่าไหร่ ก็ยิ่งสัมผัสได้ว่าไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นภายนอกเลยสักนิด
เรื่องราวแต่ละเรื่องหากแยกแยะดูเดี่ยวๆ ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร ทว่าเมื่อนำมารวมกันกลับชวนให้ฉงนและขบคิดยิ่งนัก
หรือว่าศิษย์น้องจะเป็นอัจฉริยะที่แท้จริงกันแน่?!
ตั้งแต่โบราณกาลมา ยอดคนรุ่นหลังมากมายล้วนสร้างชื่อเสียงสะท้านใต้หล้าขึ้นมาในลักษณะนี้ทั้งสิ้น
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินอวี่ก็รู้สึกมั่นใจถึงแปดเก้าส่วนว่าต้องไม่ผิดพลาดแน่นอน
หลี่ฉี่หมิงดึงสติกลับมา ย่อมรู้ความหมายของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี เพราะอย่างไรเสียในเวลานี้สถานการณ์การต่อสู้กำลังดุเดือดเลือดพล่าน การรีบเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อกุมชัยชนะไว้ในมือถึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
"ศิษย์พี่ ท่านยังสามารถลงมือได้อยู่หรือไม่ขอรับ?"
"ยังหลงเหลือพละกำลังอยู่ห้าส่วน"
หลี่ฉี่หมิงพยักหน้ารับคำ จากนั้นเขากับฉินอวี่ก็มุ่งหน้าเดินไปทางทิศทางที่มี 'เสียงโห่ร้องเข่นฆ่า' ดังก้องมา
ตลอดเส้นทางพบเจอซากศพจมกองเลือดอยู่ไม่น้อย ยามที่หลี่ฉี่หมิงเห็นคนฝ่ายเดียวกัน เขาก็จะยื่นมือออกไปตรวจดูว่าเป็นหรือตาย ทว่าหากพบศพของฝ่ายศัตรู เขาก็ต้องแอบแจกบาทาเหยียบย่ำไปแวบหนึ่ง
ตลอดทางเขาแอบเก็บคุณสมบัติมาได้ไม่น้อย ทว่าทั้งหมดล้วนเป็นกลุ่มคนที่มีระดับวรยุทธ์ต่ำเต้อยในขอบเขตหลอมโลหิต จึงไม่ได้มีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมดรอปออกมาเลย แม้กระทั่งเขายังรู้สึกว่าดวงของตัวเองช่างย่ำแย่ลงไปเสียแล้ว ไม่พานพบคุณสมบัติที่มีประโยชน์เลยแม้แต่เพียงข้อเดียว
ตัวเขาหลี่ผู้นี้เกือบจะลืมเลือนไปเสียสนิท ว่าตัวเขาเองก็เป็นเพียงนักรบในขอบเขตหลอมโลหิตเช่นกัน ถึงแม้จะอยู่ในขั้นสมบูรณ์แบบ ทว่าหากยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมกระดูก สุดท้ายแล้วก็ยังคงเป็นเพียงกายปุถุชนเนื้อหนังมังสาธรรมดา
"พี่หวัง? นักรบขอบเขตหลอมกระดูก!"
จู่ๆ ฉินอวี่ก็จ้องมองไปที่ป่าทึบอันมืดมิดแห่งหนึ่ง ในที่แห่งนั้น พี่หวังนักรบขอบเขตหลอมกระดูกของสำนักคุ้มภัยเว่ยหยวน กำลังพัวพันต่อสู้ขัดขืนอย่างดุดันกับนักรบชุดดำของพรรคมารอยู่ภายในป่า
เห็นเพียงนักรบชุดดำคนนั้น กำลังกวัดแกว่งมีดสั้นรูปพระจันทร์เต็มดวง ร่ายรำกระบวนท่าจนละลานตาไปหมด
"วิชาดาบช่างรวดเร็วยิ่งนัก!" ฉินอวี่อดไม่ได้ที่จะลอบอุทานออกมา
จากนั้นเขาก็มองเห็นว่า พี่หวังมีใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดประหนึ่งแผ่นทองคำ ทั่วทั้งร่างกายมีบาดแผลฉกรรจ์จากคมดาบจนเนื้อเปิดแยกออกเจ็ดแปดแห่ง สถานการณ์เรียกได้ว่าอันตรายถึงชีวิตจวนเจียนจะต้านทานไม่ไหวแล้ว!
"ศิษย์น้อง เจ้าจงหลบซ่อนตัวให้ดี ข้าจำเป็นต้องยื่นมือเข้าช่วยพี่หวัง"
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ฉินอวี่กับพี่หวังถือได้ว่าถูกชะตากันประหนึ่งสหายเก่าตั้งแต่แรกพบ ในเวลานี้เขาจะยอมนิ่งดูดายปล่อยให้สหายตายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร
ที่สำคัญที่สุดคือ หากพี่หวังจบชีวิตลง ก็จะขาดกำลังสำคัญในการคอยเหนี่ยวรั้งนักรบขอบเขตหลอมกระดูกของพรรคมารไปหนึ่งคน ดุลยภาพของสถานการณ์การต่อสู้ย่อมต้องเอียงกะเท่เร่ลงแน่นอน และเมื่อฝ่ายศัตรูสามารถสลัดหลุดมือมาได้ ก็คงไม่มีใครสามารถรอดชีวิตเดินออกจากป่าลึกแห่งนี้ไปได้ตลอดกาล
ฉินอวี่กำลังจะก้าวเท้าพุ่งทะยานเข้าสู่สนามรบ ทว่ากลับมีท่อนแขนอันกำยำข้างหนึ่งยื่นมาขวางที่หน้าอกไว้ ตัวเขาไม่ทันระวังจึงพุ่งชนเข้าอย่างจัง สัมผัสได้เพียงว่าท่อนแขนข้างนั้นช่างแข็งแกร่งดั่งแท่งเหล็กกล้า แรงกระแทกซัดเอาจนหน้าอกบังเกิดความเจ็บปวดรวดร้าวขึ้นมา
"ศิษย์พี่ บาดแผลภายในของท่านยังไม่สมานตัวดี ให้ข้าลงมือแทนเถอะขอรับ"
พอสิ้นคำพูด หลี่ฉี่หมิงในชุดคลุมสีเทาก็พลันดีดตัวพุ่งทะยานร่างออกไปประหนึ่งลูกธนูที่หลุดออกจากแล่ง กระแสลมคลั่งรอบข้างพัดสาดซัดตามแฝงไปด้วยอานุภาพพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัว
"ศิษย์น้อง..." ฉินอวี่จ้องมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปพลางลอบตะลึงงัน
จากนั้นเขาก็ได้สติกลับมา นี่มันคือการเข่นฆ่าพัวพันกันของยอดฝีมือในขอบเขตหลอมกระดูกเชียวนะ ขนาดตัวเขาเองยังต้องระแวดระวังตัวถึงที่สุด คอยหาโอกาสลอบโจมตีอยู่รอบนอก แล้วเหตุใดศิษย์น้องถึงได้หาญกล้าบุกจู่โจมเข้าไปตรงๆ อย่างเปิดเผยถึงเพียงนี้?
ทำเช่นนี้มันต่างอะไรกับการรนหาที่ตายกันเล่า?
ศิษย์น้องคนนี้ บางเวลาก็ดูฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก ทว่าบางเวลากลับดูซื่อบื้อไร้เดียงสาจนน่าใจหาย!
เขารีบสับฝีเท้ากวดตามหลังอีกฝ่ายไปติดๆ หวังใจว่าในยามคับขันจะสามารถช่วยชีวิตศิษย์น้องออกมาจากวงล้อมของการต่อสู้ได้ทันท่วงที
...
"ไอ้หนู อย่าพุ่งเข้ามา เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาหรอก!"
ในวินาทีที่หลี่ฉี่หมิงพุ่งทะยานเข้าสู่ป่าทึบ หางตาของพี่หวังก็เหลือบไปเห็นเข้าพอดี จึงรีบตะโกนร้องเตือนออกไปในทันที
อย่าว่าแต่พี่หวังเลย ต่อให้เป็นนักรบขอบเขตหลอมกระดูกของพรรคมารเอง ก็ย่อมรู้ดีว่าผู้ที่สวมชุดคลุมสีเทาล้วนเป็นเพียงสวะในขอบเขตหลอมโลหิตเท่านั้น ต่อให้แข็งแกร่งปานใดก็ไม่มีทางทลายปราณคุมกายของตนเองลงได้แน่นอน
เขาเพียงปรายตามองแวบหนึ่งก่อนจะแค่นเสียงอย่างดูแคลนโดยไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
"พี่หวังใช่หรือไม่? เจ้าคิดว่าข้าควรจะลงมือปลิดชีพเจ้าก่อน หรือจะหันไปจัดการกับไอ้เด็กเหลือขอนี่ก่อนดี..."
ทว่ายังไม่ทันที่คำพูดของเขาจะจบลง ในใจก็พลันสัมผัสถึงวิกฤตการณ์สายหนึ่งพุ่งจู่โจมเข้ามาจากทางด้านหลังอย่างกะทันหัน!
ยามที่เขาหันหน้ากลับไปมอง ในดวงตาก็พลันสะท้อนภาพหมัดอันขาวผ่องข้างหนึ่งชกตรงเข้ามาหาตนเองเสียแล้ว
ยังคงเป็นร่างในชุดคลุมสีเทาชุดเดิม มีเพียงหมัดธรรมดาๆ ข้างเดียว ทว่า เหตุใดพละกำลังที่แฝงอยู่มันถึงได้รู้สึกแปลกประหลาดถึงเพียงนี้?
ปัง!
หมัดนั้นกระแทกเข้าใส่บริเวณกลางหลังตำแหน่งหัวใจของนักรบขอบเขตหลอมกระดูกพรรคมารอย่างจัง
ท่ามกลางสายตาอันสิ้นหวังของอีกฝ่าย หมัดนั้นกลับสามารถทะลวงผ่านปราณคุมกายเข้ามาได้อย่างง่ายดาย ราวกับปราณคุมกายตรงหน้าเป็นเพียงแค่ฟองสบู่ที่เปราะบางเมื่ออยู่ต่อหน้าหมัดนี้ก็ไม่ปาน
พละกำลังมหาศาลทะลวงผ่านเข้าสู่ร่างกาย กระแทกจนอวัยวะภายในทั้งห้าและหกแตกสลายกลายเป็นจุนในพริบตา ร่างของนักรบขอบเขตหลอมกระดูกปลิวละลิ่วกระเด็นลอยออกไปตามแรงซัด ทว่ายังไม่ทันที่ร่างจะร่วงหล่นกระแทกพื้น เขาก็สิ้นใจตายลงกลางอากาศไปเสียแล้ว
ร่างกระแทกพื้นดังตึง สีหน้าท่าทางของเขายังคงค้างแววตาเหลือเชื่อและไร้ซึ่งความยินยอมพร้อมใจ
เงียบสงัด!
ทั่วทั้งป่าทึบ รวมถึงบริเวณใกล้เคียงรอบข้างที่กำลังพัวพันเข่นฆ่ากันอย่างดุดัน ทั่วทั้งบริเวณคล้ายกับหยุดชะงักงันลงไปชั่วขณะหนึ่งในพริบตา
เสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงของพี่หวังก็พลันหยุดชะงักลงเช่นกัน เขาจ้องมองมายังหลี่ฉี่หมิงประหนึ่งเห็นผีสาง
หากเขาจำคนไม่ผิด ไอ้หนูคนนี้ไม่ใช่ทหารหนีทัพคนแรกสุดหรอกรึ? เดิมทีในส่วนลึกของหัวใจเขาก็ยังคงมีความดูแคลนแฝงอยู่หลายส่วน ทว่ากลับนึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าการลงมือในครั้งนี้ของอีกฝ่าย จะเฉียบขาดและบดขยี้ทำลายล้างได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้!
หากเมื่อครู่อีกฝ่ายไม่ยื่นมือเข้าช่วย ตัวเขาเองย่อมต้องจบชีวิตลงใต้คมมีดอันรวดเร็วของศัตรูอย่างแน่นอน อีกฝ่าย... ถือได้ว่าช่วยชีวิตเขาไว้หนึ่งสาย!
ส่วนฉินอวี่ที่สับฝีเท้ากวดตามหลังหลี่ฉี่หมิงมาติดๆ ฝ่าเท้าก็พลันหยุดชะงักลงอย่างกะทันหันเช่นกัน ร่างกายยืนนิ่งแข็งค้างอยู่กับที่ จ้องมองตามแผ่นหลังของศิษย์น้องที่อยู่เบื้องหน้า ในใจบังเกิดความตื่นตระนกตกใจและสั่นสะท้านอย่างถึงที่สุดจนยากจะหาคำใดมาอธิบายได้อีกต่อไป!