เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1765 (887) เธอจะตามไปด้วยงั้นเหรอ? (ตอนฟรี)

บทที่ 1765 (887) เธอจะตามไปด้วยงั้นเหรอ? (ตอนฟรี)

บทที่ 1765 (887) เธอจะตามไปด้วยงั้นเหรอ? (ตอนฟรี)


บทที่ 1765 (887) เธอจะตามไปด้วยงั้นเหรอ?

“ถ้าอย่างนั้นประธานจี้ คิดจะทำยังไงต่อไปครับ?” จี้เฟิงเอ่ยถาม

“คุณคิดว่าฉันเป็นคนประเภทที่ เห็นแก่เงินจนยอมทรยศหักหลังเพื่อน ได้ลงคออย่างนั้นเหรอคะ?” ยูเหวินเอ่ยย้อนถาม เธอสังเกตเห็นว่าเวลาที่จี้เฟิงเอ่ยเรียกเธอ เขาไม่ได้เรียกเธอว่ายูเหวินอีกต่อไป แต่กลับเปลี่ยนมาเรียกว่า ‘ประธานจี้’ แทน ชัดเจนว่าในใจของจี้เฟิง เริ่มมีความระแวดระวังและเว้นระยะห่างกับเธอแล้ว

เรื่องนี้ทำให้ยูเหวินรู้สึกขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง ตาบ้านี่... ไม่ไว้ใจกันบ้างเลยหรือไงนะ?

จี้เฟิงยิ้มพลางโบกมือไปมาเล็กน้อย โดยไม่ได้เอ่ยปากอธิบายอะไรเพิ่มเติม

ทว่าในใจของเขากลับยังคงไม่ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์

จริงอยู่ที่ว่าจากการได้สัมผัสและพิจารณา จากพฤติกรรมที่ผ่านมาของจี้ยูเหวิน เธออาจจะไม่ใช่คนประเภทที่ยอมทรยศหักหลังเพื่อนเพื่อผลประโยชน์ และหากเธอคิดจะขายพวกเขาให้แก่แก๊งยามากุจิจริงๆ เธอก็คงไม่ยอมเปิดเผยเรื่องสายโทรศัพท์เมื่อครู่นี้ออกมาตรงๆหรอก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องแบบนี้มันก็ต้องดูด้วยว่า เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์และเงื่อนไขแบบไหน หากเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของแก๊งเหลียนจูแล้ว ยูเหวินก็อาจจะไม่แน่ว่าจะยอมหักหลังขายพวกเขาออกไปหรือไม่

เพราะอย่างไรเสียความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองฝ่าย ก็ไม่ได้สนิทสนมแน่นแฟ้นถึงขั้นร่วมเป็นร่วมตายกันขนาดนั้น เพื่อผลประโยชน์และอำนาจแล้ว มนุษย์หลายคนแม้กระทั่งพี่น้องร่วมสายเลือด ก็ยังสามารถเข่นฆ่าและทรยศกันได้ลงคอ นับประสาอะไรกับเพื่อนธรรมดาๆ ที่เพิ่งจะรู้จักและมีความสัมพันธ์ผิวเผิน?

จี้ยูเหวินเอ่ยขึ้นว่า “จี้เฟิงคะ ฉันสามารถยืนยันกับคุณได้อย่างหนักแน่นเลยค่ะว่า แก๊งเหลียนจูของเรากับแก๊งยามากุจินั้น เป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่มีวันอยู่ร่วมโลกกันได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเพราะสองแก๊งมีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ฉันเป็นคนจีน! ฉันไม่มีวันทำเรื่องไร้สัจจะด้วยการทรยศเพื่อน โดยไม่รักษาเกียรติอย่างเด็ดขาด และที่สำคัญยิ่งกว่าคือฉันจะไม่มีวันหักหลังคนจีนด้วยกันเองอย่างแน่นอนค่ะ!”

จี้เฟิงยิ้มพลางพยักหน้ารับเบาๆก่อนเอ่ย “ผมเลือกที่จะเชื่อคุณ”

จี้ยูเหวินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจนใจ “ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ควรจะต้องขอบคุณ ในความไว้วางใจของคุณสินะคะ?”

จี้ช่าวเหลยที่นั่งเงียบอยู่เนิ่นนาน พลันเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน “ไต้หวันเป็นของจีน เรื่องนี้ไม่ผิดแน่นอนครับ แต่ว่าบนเกาะไต้หวันแห่งนั้น กลับมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลย ที่ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนจีน แต่กลับรู้สึกมีความสนิทสนมกลมเกลียวและฝักใฝ่ทางฝั่งญี่ปุ่นมากกว่าไม่ใช่เหรอครับ?”

จี้ยูเหวินพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะอธิบาย “ถึงแม้ว่าฉันจะอยากปฏิเสธใจจะขาด แต่ก็ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า บนเกาะแห่งนั้นมีกลุ่มคนบางส่วน ที่ฝักใฝ่และเข้าข้างทางฝั่งญี่ปุ่นจริงๆค่ะ แต่คนพวกนั้นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวส่วนน้อยเท่านั้น และฉันสามารถยืนยันได้ฉันไม่ใช่หนึ่งในนั้น บางทีอาจจะมีเรื่องหนึ่งที่ฉันควรจะบอกให้พวกคุณได้รับรู้เอาไว้... น้องชายของปู่ฉันหรือก็คือมีศักดิ์เป็นปู่เล็กของฉัน เขาต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของทหารญี่ปุ่น และคุณย่าของฉันเองก็ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้ายเช่นกันค่ะ!”

จี้เฟิงพยักหน้ารับเบาๆ “ที่แท้เรื่องราวก็เป็นแบบนี้เอง!”

จี้เฟิงเลือกที่จะเชื่อในคำพูดที่ยูเหวินเอ่ยออกมา เพราะโดยปกติทั่วไปแล้ว ย่อมไม่มีใครกล้าเอาชีวิตและความตายของบรรพบุรุษของตนเองมาล้อเล่นอย่างแน่นอน ดังนั้นคำพูดประโยคนี้ของยูเหวินจึงมีความน่าเชื่อถือสูงมาก

แน่นอนว่ามันก็เป็นจริงอย่างที่พี่รองจี้ช่าวเหลยเอ่ยขึ้นมา บนเกาะไต้หวันแห่งนั้นมีกลุ่มคนบางส่วน ที่มีความรู้สึกสนิทสนมและฝักใฝ่ญี่ปุ่นมากกว่าจริงๆ หรือแม้กระทั่งมีบุคคลสำคัญบางคน ที่มักจะออกมาประกาศตัวต่อหน้าสาธารณชนในหลายๆครั้งอย่างหน้าไม่อายว่า ตนเองเป็นทายาทสืบเชื้อสายมาจากชาวญี่ปุ่น และบอกว่าตัวเขาเองก็เป็นคนญี่ปุ่นเช่นกัน

และเมื่อเร็วๆนี้เมื่อใดที่ทางฝั่งแผ่นดินใหญ่กับฝั่งญี่ปุ่นเกิดความขัดแย้ง และมีข้อพิพาทในประเด็นสำคัญบางประการ ชายชราผู้นี้ก็มักจะเสนอหน้าออกมาโลดเต้นและสร้างกระแสอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นกระบอกเสียงและคอยพูดจาปกป้องผลประโยชน์ให้แก่ทางฝั่งญี่ปุ่นอยู่ตลอดเวลา

กลุ่มคนบางส่วนที่มีชายชราผู้นี้เป็นตัวแทน ต่างก็มีทัศนคติที่ฝักใฝ่และนิยมชมชอบญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง

แต่ทว่าผู้คนส่วนใหญ่ส่วนใหญ่บนเกาะ ก็ยังคงรู้ดีว่าบรรพบุรุษของตนเองเป็นใคร ส่วนพวกกลุ่มคนที่ไร้ซึ่งความยางอายและลืมสิ้นถึงรากเหง้าเผ่าพันธุ์อย่างกลุ่มคนเหล่านั้น อย่างไรเสียก็ยังคงเป็นเพียงแค่คนกลุ่มน้อยเท่านั้น

หลังจากตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วครู่ ยูเหวินก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “จี้เฟิงคุณคิดดีแล้วจริงๆเหรอคะ ที่จะลงมือจัดการกับพวกแก๊งยามากุจิและแก๊งมือขาว?”

จี้เฟิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ทำไมครับ? ยังต้องให้ผมพูดย้ำคำตอบเดิมอีกรอบงั้นเหรอ? หรือว่าในสายตาของคุณ คิดว่าเรื่องที่ผมพูดมาทั้งหมดเป็นแค่เรื่องล้อเล่นกันล่ะ?”

การที่พวกเขาถูกคนร้ายลอบโจมตีและหมายจะเอาชีวิตโดยไม่มีสาเหตุ หากไม่ใช่เพราะเขาสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งภัยอันตราย ที่กำลังย่างกรายเข้ามาล่วงหน้า ภายใต้สถานการณ์ที่สับสนอลหม่านคาสนามแข่งรถในวันนี้ เกรงว่าฉู่เย่วคงจะต้องประสบพบเจอกับคราวเคราะห์อันร้ายแรงไปแล้วจริงๆ

ถึงแม้ว่าพวกกลุ่มมือสังหารเหล่านั้น เวลาที่ต้องมาเผชิญหน้ากับเขาและไป๋จูแล้ว พวกมันจะดูอ่อนแอไร้ทางสู้ราวกับไก่กาหรือสุนัขจนตรอก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ศักยภาพและฝีมือของคนเหล่านั้น ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว พวกมันมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วฉับไว อีกทั้งยังมีความเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวในการลงมือ ซึ่งสามารถจัดให้อยู่ในกลุ่มของพวกมือสังหารระดับชั้นยอดได้เลย

หากในเวลานั้นไม่มีเขาและไป๋จูคอยคุมเชิงและอยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วยล่ะก็ พวกกลุ่มมือสังหารเหล่านั้นก็อาจจะสามารถลงมือทำภารกิจปลิดชีพได้สำเร็จไปแล้วจริงๆ!

แล้วเรื่องแบบนี้จะให้จี้เฟิงปล่อยผ่าน และละเว้นโทษตายให้แก่พวกมันได้อย่างไร?

ยิ่งไปกว่านั้นพวกกลุ่มมือสังหารเหล่านั้น กลับเป็นคนของแก๊งยามากุจิอีกด้วย พวกคนญี่ปุ่นกลุ่มนี้ช่างรนหาที่ตายแท้ๆ หากจี้เฟิงยังคงนิ่งเฉยและทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาก็คงไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบาย เพื่อยอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว!

ในเมื่อพวกตัวตลกไร้ราคาเหล่านั้น อยากจะกระโดดโลดเต้นรนหาที่ตายนัก จี้เฟิงก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแสดงความปรานีหรือเกรงใจพวกมันอีกต่อไป

ส่วนเรื่องที่อีกฝ่ายมีจำนวนคนมากมายมหาศาล อีกทั้งยังเป็นถึงแก๊งมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่มีรากฐานแข็งแกร่ง... จี้เฟิงลอบแค่นยิ้มเย็นชาในใจ ขอเพียงแค่แผนปฏิบัติการไม่มีข้อบกพร่อง และมีการวางแผนเตรียมการล่วงหน้าอย่างรัดกุม ต่อให้ในระหว่างที่ลงมือ จะเกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนหรือข้อผิดพลาดเหนือความคาดหมายขึ้นมาบ้าง แต่เชื่อว่าผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมา ก็คงจะไม่เบี่ยงเบนไปจากที่คาดการณ์ไว้สักเท่าไหร่หรอก!

เมื่อเห็นใบหน้าของจี้เฟิงปรากฏร่องรอยของรอยยิ้มอันเย็นชา พร้อมกับแววตาที่สาดประกายแสงอันเยือกเย็นและดุดันแวบหนึ่ง ยูเหวินก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นในใจ

ดูท่าทางแล้วจี้เฟิงคงจะตัดสินใจเด็ดขาดแล้วจริงๆ ว่าจะลงมือล้างแค้นและตอบโต้แก๊งยามากุจิอย่างสาสม!

จี้ยูเหวินนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “จี้เฟิงในเมื่อคุณตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ฉันเองก็คงไม่พูดอะไรอีก แต่ว่าฉันมีเรื่องหนึ่งที่อยากขอ หวังว่าคุณจะไม่ปฏิเสธมันนะคะ”

จี้เฟิงพยักหน้ารับเบาๆก่อนกล่าวว่า “ลองพูดมาสิครับ ขอเพียงแค่เรื่องนั้นอยู่ในขอบเขต ความสามารถที่ผมพอจะจัดการได้ ก็ไม่มีปัญหาแน่นอนครับ”

ในเมื่อยูเหวินยินยอมที่จะมอบข้อมูลรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับแก๊งยามากุจิและแก๊งมือขาวให้แก่เขา มันก็เท่ากับว่าจี้เฟิงได้ติดค้างน้ำใจและเป็นหนี้บุญคุณเธออยู่หนึ่งหน และในตอนนี้เมื่อมีโอกาสที่จะได้ทำประโยชน์เพื่อตอบแทนน้ำใจคืนกลับไป ย่อมถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดอยู่แล้ว

หากไม่ใช่เพื่อนสนิทที่รู้ใจและไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นพิเศษ โดยปกติแล้วจี้เฟิงย่อมไม่ปรารถนา ที่จะติดค้างน้ำใจหรือเป็นหนี้บุญคุณใครหน้าไหนทั้งสิ้น

จี้ยูเหวินเอ่ยขึ้นว่า “เมื่อถึงเวลาที่คุณจะเริ่มเปิดฉากปฏิบัติการ คุณช่วยส่งข่าวมาบอกให้ฉันรับรู้ล่วงหน้าหน่อยได้ไหมคะ?”

เมื่อได้ยินดังนั้นจี้เฟิงก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย “ส่งข่าวบอกคุณงั้นเหรอ?”

จี้ยูเหวินรีบเอ่ยอธิบายสวนขึ้นมาทันที “คุณอย่าเข้าใจผิดนะคะ ฉันไม่ได้มีเจตนาที่จะสืบหาเบาะแส เกี่ยวกับร่องรอยการเดินทางหรือแผนการปฏิบัติการของคุณหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะแก๊งเหลียนจูของเรา กับแก๊งยามากุจิก็เป็นศัตรูคู่อาฆาตกันอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่คุณลงมือ ฉันจะได้ส่งคนของฉันเข้าร่วมสนับสนุน ในแผนการปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย แบบนี้มันจะไม่ช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จให้สูงขึ้นหรอกเหรอคะ? ยิ่งไปกว่านั้นหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือมีเหตุแทรกซ้อนที่คาดไม่ถึงขึ้นมา อย่างน้อยที่สุดพวกเราก็ยังพอจะคอยช่วยเหลือและดูแลซึ่งกันและกันได้ คุณคิดเห็นอย่างไรบ้างคะ?”

จี้เฟิงขมวดคิ้วมุ่นทันที “พวกคุณคิดจะร่วมลงมือในแผนปฏิบัติการครั้งนี้ด้วยงั้นเหรอ?”

จี้ยูเหวินพยักหน้ารับ “แน่นอนค่ะ แต่ถ้าหากคุณรู้สึกว่ามันไม่ค่อยสะดวก หรือสร้างความลำบากใจให้แก่คุณ เรื่องนี้ก็ช่างมันเถอะค่ะ”

จี้เฟิงส่ายหน้าปฏิเสธพลางเอ่ย “มันไม่ใช่เรื่องของความสะดวกหรือไม่สะดวกหรอกครับ แต่ถ้าจะให้พูดกันตรงๆหากผมคิดจะลงมือ จัดการกับพวกแก๊งยามากุจิจริงๆ จำนวนคนที่จะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ย่อมต้องมีไม่มากนัก ผมอาจจะพาคนสนิทไปร่วมลงมือด้วยเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ดังนั้นในแง่ของการดำเนินงาน จำเป็นต้องรักษาความลับอย่างเข้มงวดที่สุด ไม่อย่างนั้นหากเกิดข้อผิดพลาดจนถูกอีกฝ่ายจับไต๋ได้ และส่งคนมาโอบล้อมปิดทางเอาไว้ล่ะก็ พวกเราคงได้ถูกรุมยิงจนร่างพรุนเป็นรังผึ้งแน่ๆ”

จี้ยูเหวินพลันเข้าใจสถานการณ์ได้ทันที เธอรีบพูดรับรอง “คุณสบายใจได้เลยค่ะ คนที่ฉันจะจัดเตรียมและคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้ ย่อมต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์และไว้ใจได้มากที่สุดอย่างแน่นอน จะไม่มีวันเกิดปัญหาเรื่องข้อมูลรั่วไหลออกไปภายนอกอย่างเด็ดขาดค่ะ”

จี้เฟิงส่ายหน้าพลางแย้งว่า “เรื่องแบบนี้มันไม่แน่เสมอไปหรอกครับ ขนาดแผนการปฏิบัติการลับระดับประเทศที่ระดมสรรพกำลัง และทรัพยากรทั้งหมดมาบริหารจัดการ ก็ยังอาจจะมีโอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหลจนฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ได้เลย นับประสาอะไรกับโครงสร้างภายในของแก๊งมาเฟียล่ะครับ? ผมเชื่อมั่นว่าคนของคุณ ย่อมต้องเป็นกลุ่มคนระดับชั้นยอด ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี แต่ถ้าจะให้รับรองว่าจะสามารถรักษาความลับ ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยไม่ให้มีช่องโหว่เลยแม้แต่น้อย... เรื่องแบบนั้นมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยครับ”

จี้ยูเหวินอดไม่ได้ที่จะพยักหน้ารับเบาๆถึงแม้คำพูดของจี้เฟิง จะฟังดูตรงไปตรงมาและไม่มีการรักษาน้ำใจเลยแม้แต่น้อย จนทำให้รู้สึกระคายหูอยู่บ้างเมื่อฟังทีแรก แต่ยูเหวินก็รู้ดีอยู่แกใจว่า สิ่งที่เขาพูดออกมานั้นเป็นความจริงทุกประการ

ยกตัวอย่างง่ายๆเลยก็คือ ขนาดภายในแก๊งยามากุจิเอง... ฝั่งพวกเธอก็ยังอุตส่าห์สามารถส่งสายลับ เข้าไปฝังตัวเพื่อสืบหาข่าวกรองได้เลยไม่ใช่เหรอ?

ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นศัตรูคู่อาฆาต ที่จ้องจะทำลายล้างกันอยู่ตลอดเวลา หากแก๊งยามากุจิคิดจะเสาะหาข่าวกรองหรือสืบหาความเคลื่อนไหวภายในของแก๊งเหลียนจู พวกมันก็ย่อมต้องมีหนทางและช่องทาง ในการลงมืออย่างมากมายแน่นอน

ดังนั้นการที่จะควบคุมดูแลรักษาความลับ ให้เงียบสนิทร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีรอยรั่วเลยนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยจริงๆ

“ถ้าอย่างนั้น...”

จี้ยูเหวินทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ชะงักไป หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเธอก็เอ่ยขึ้นว่า “จี้เฟิงถ้าหากคุณคิดว่าฉันพอจะไว้ใจได้ เมื่อถึงเวลาปฏิบัติภารกิจจริง ฉันจะเดินทางไปร่วมลงมือกับคุณเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ไม่แน่ว่าเมื่อถึงช่วงเวลาวิกฤตหรือนาทีชีวิต ฉันอาจจะพอช่วยเหลือหรือแบ่งเบาภาระให้แก่คุณได้บ้างไม่มากก็น้อย คุณคิดว่าอย่างไรคะ?”

จี้เฟิงยิ้มพลางเอ่ยถาม “ทำไมคุณถึงต้องดึงดันและอยากจะร่วมเดินทาง ไปเผชิญอันตรายด้วยขนาดนั้นล่ะครับ?”

ตามหลักเหตุผลแล้วแผนการปฏิบัติการประเภทนี้ ย่อมต้องเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงและอันตรายถึงชีวิต การที่ยูเหวินยังคงยืนกรานและดึงดันที่จะเข้าร่วมด้วยเช่นนี้ จึงทำให้จี้เฟิงเกิดความรู้สึกแปลกใจและสงสัยอยู่บ้าง

“จะพูดยังไงดีล่ะ...”

จี้ยูเหวินยกมือขึ้นปัดรวบผมยาวสลวยของเธอไปไว้ด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เหตุผลมันก็คงจะมีอยู่หลายๆอย่างประกอบกันน่ะค่ะ อย่างแรกเลยก็คือฉันอยากจะช่วยเหลือ และทำประโยชน์เพื่อแบ่งเบาภาระให้แก่คุณบ้าง ส่วนเหตุผลข้อที่สอง... ฉันแค่อยากจะคิดทบทวนดูว่า หากคุณสามารถลงมือบดขยี้ และทำลายล้างขุมกำลังของแก๊งยามากุจิได้สำเร็จจริงๆ ฉันก็อยากจะไปเห็นสภาพอันน่าสมเพชและหมดรูปของพวกแก๊งยามากุจิด้วยตาของตัวเองสักครั้งค่ะ”

จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าพลางยิ้มขำ “เรื่องนั้น... เอาไว้ถึงเวลาแล้วค่อยมาว่ากันอีกทีเถอะครับ”

จากคำพูดที่จี้ยูเหวินเอ่ยออกมา จี้เฟิงย่อมฟังออกได้ไม่ยากว่า ในความเป็นจริงแล้วเธอไม่ได้มีความมั่นใจ ในศักยภาพของเขาว่าจะสามารถต่อกร และเอาชนะแก๊งยามากุจิได้มากมายสักเท่าไหร่ เพราะเธอใช้คำว่า ‘หากสามารถลงมือบดขยี้ได้สำเร็จจริงๆ’ ...หากเธอมีความมั่นใจในตัวเขาอย่างเต็มเปี่ยมล่ะก็ เธอก็คงไม่เลือกใช้คำพูดที่แฝงไปด้วยความลังเลแบบนี้หรอก

เธอคงจะเอ่ยคำว่า ‘เมื่อคุณลงมือบดขยี้ได้สำเร็จแล้ว’ มากกว่า...

นอกจากนี้จี้เฟิงยังสัมผัสได้อีกว่า การที่ยูเหวินดึงดันและพยายามที่จะขอร่วมเดินทางไปด้วยขนาดนี้ เกรงว่าเธอน่าจะมีจุดประสงค์ หรือเป้าหมายแอบแฝงอื่นๆซ่อนเร้นอยู่แน่นอน แต่ในเมื่อตอนนี้ยูเหวินยังไม่ยินยอมเปิดปากบอกออกมาตรงๆ เขาก็ย่อมไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องเอ่ยปากคาดคั้นเพื่อเซ้าซี้เธออีก

เรื่องที่ว่าจะเริ่มเปิดฉากปฏิบัติการเมื่อไหร่ จะใช้รูปแบบวิธีการลงมืออย่างไร และจะระดมกำลังเข้าร่วมภารกิจจำนวนกี่คน... เรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้ย่อมต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของจี้เฟิงเป็นหลัก ส่วนเรื่องที่ว่าจะส่งข่าวบอกให้ยูเหวินรับรู้ด้วยหรือไม่นั้น ก็ค่อยมาพิจารณากันอีกทีในภายหลัง ดังนั้นในเวลานี้จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมานั่งขบคิดหรือเสียเวลาหมกมุ่นอยู่กับประเด็นนี้เลย

แต่ว่าประโยคถัดมาที่ยูเหวินพูดขึ้นมานั้น กลับทำให้จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกสนใจขึ้นมา

“จี้เฟิงคะ ถึงแม้ว่าคุณจะได้รับข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดของแก๊งยามากุจิไปแล้ว แต่ถ้าหากคุณคิดจะลงมือเพื่อกวาดล้างและถอนรากถอนโคนพวกมัน ให้สิ้นซากภายในทีเดียวนั้น เกรงว่ามันจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ”

จี้ยูเหวินเอ่ยต่อ “คนพวกนี้มักจะสร้างรังสำรองเอาไว้หลายแห่ง เพื่อหลบเลี่ยงการตามล่าและล้างแค้น จากศัตรูคู่อาฆาตอยู่เสมอ แต่ว่าฉันสามารถสืบหาข่าวกรองและเกาะติดสถานการณ์ เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของพวกมันได้ตลอดเวลา ดังนั้น หากฉันร่วมเดินทางไปด้วย ย่อมส่งผลดีและสร้างความได้เปรียบ ให้แก่แผนการปฏิบัติการของคุณอย่างแน่นอน เพราะมันจะช่วยให้คุณสามารถรับรู้ และกุมข้อมูลข่าวสารที่อัปเดตที่สุดเอาไว้ในมือได้ค่ะ”

จี้เฟิงลอบพยักหน้ารับเบาๆในใจ เรื่องนี้ก็นับว่ามีเหตุผล การกุมข้อมูลข่าวสาร ที่อัปเดตและแม่นยำที่สุดเอาไว้ในมือนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำศึกอย่างแท้จริง ไม่อย่างนั้นหากเกิดข้อผิดพลาดจนแผนการปฏิบัติการ ต้องคว้าน้ำเหลวเพราะสืบหาตัวคนไม่พบ นอกจากจะทำให้เสียโอกาสทองไปโดยเปล่าประโยชน์แล้ว มันยังจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นจนฝ่ายตรงข้ามไหวตัวทันอีกด้วย

แต่บนใบหน้าของจี้เฟิง กลับไม่ได้แสดงความรู้สึกหรือความตื่นเต้นใดๆออกมา เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เรื่องนี้เอาไว้ค่อยว่ากันอีกทีเถอะครับ ผมจำเป็นต้องขอตรวจสอบและพิจารณาข้อมูลรายละเอียด ของแก๊งยามากุจิให้ถี่ถ้วนก่อน ถึงจะสามารถทำการตัดสินใจในขั้นเด็ดขาดได้”

จี้ยูเหวินยิ้มและกล่าวว่า “ข้อมูลรายละเอียดกำลังจะมาแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นในระหว่างนี้ ทางฝั่งฉันจะช่วยส่งคนไปคอยเฝ้าจับตาดู ความเคลื่อนไหวของพวกหัวหน้าหน่วยและแกนนำระดับสูงของแก๊งยามากุจิเอาไว้ให้ก่อนนะคะ?”

ในวินาทีนั้นเองอาเป๋าก็เดินถือปึกเอกสารจำนวนหนึ่ง ตรงเข้ามาหาพวกเขา ก่อนจะยื่นส่งมันให้แก่จี้เฟิงโดยตรง

จี้เฟิงยื่นมือไปรับปึกเอกสารเหล่านั้นมาไว้ในมือ และเขาก็พบว่าบนแผ่นกระดาษเหล่านั้น ยังคงหลงเหลือไอความร้อนจางๆอยู่ พร้อมกับมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของน้ำหมึกพิมพ์โชยออกมา ซึ่งบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเอกสารชุดนี้ เพิ่งจะถูกสั่งพิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์สดๆร้อนๆ

“นี่คือข้อมูลรายละเอียดของบุคคลระดับหัวหน้าหน่วยขึ้นไปทั้งหมดของแก๊งยามากุจิครับ นอกจากนี้ยังมีโครงสร้างการบริหารจัดการภายในองค์กร รวมไปถึงประเภทธุรกิจและกิจการต่างๆที่พวกมันทำอยู่... หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะพอทำประโยชน์และช่วยเหลือคุณจี้ได้บ้างนะครับ” อาเป๋าเอ่ยชี้แจง

“ช่วยได้มากแน่นอนครับ ขอบคุณมากจริงๆครับ” จี้เฟิงเอ่ยตอบ

“คุณจี้เกรงใจเกินไปแล้วครับ” อาเป๋ายิ้มพลางโบกมือไปมาเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้าไปทางจี้ยูเหวินแล้วเอ่ยรายงาน “คุณหนูใหญ่ครับ ตอนนี้อาหารค่ำถูกจัดเตรียมเอาไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอเชิญคุณหนูใหญ่และแขกผู้มีเกียรติทั้งสามท่าน ร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยกันเถอะครับ”

“จี้เฟิงคะ อยู่ทานข้าวเพื่อเป็นเกียรติให้ฉัน สักมื้อจะได้ไหมคะ?” จี้ยูเหวินเอ่ยชวนด้วยรอยยิ้มละมุนบนใบหน้า

“...ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอรบกวนและขอบคุณมากครับ” เดิมทีจี้เฟิงไม่ได้มีความคิด ที่จะอยู่ร่วมรับประทานอาหารค่ำที่นี่ต่อ แต่ในเมื่อจี้ยูเหวินได้เอ่ยปากชวน ด้วยท่าทีและน้ำเสียงเช่นนี้แล้ว ก็เป็นการยากที่จะเอ่ยปากปฏิเสธน้ำใจอันดีของเธอได้ เขาจึงได้แต่พยักหน้ารับคำและตอบตกลงไปในที่สุด

…จบบทที่ 1765~❤️

จบบทที่ บทที่ 1765 (887) เธอจะตามไปด้วยงั้นเหรอ? (ตอนฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว