- หน้าแรก
- จากคนไร้ค่าสู่ผู้ครอบครองพลังฝึกฝนเก้าพันล้านปีในชั่วพริบตา!
- บทที่ 8 แปรเปลี่ยนร่างกายใหม่ บิดาของฉือหลง
บทที่ 8 แปรเปลี่ยนร่างกายใหม่ บิดาของฉือหลง
บทที่ 8 แปรเปลี่ยนร่างกายใหม่ บิดาของฉือหลง
“พี่ชางอัน… ข้าเจ็บเหลือเกิน!”
จงหลิงเอ๋อร์ร้องออกมาด้วยน้ำเสียงแฝงความทรมาน ใบหน้าขาวซีด ขณะที่เหงื่อไหลชุ่มโชกทั่วร่าง
“อดทนไว้ อีกไม่นานก็จะผ่านไป”
ในลานหลัง เฉินชางอันวางฝ่ามือไว้บนหน้าผากของจงหลิงเอ๋อร์ ก่อนจะค่อยๆ ถ่ายทอดพลังปราณอันไร้เทียมทานเข้าสู่ร่างของเธออย่างแผ่วเบา
ดวงตาของเขาล้ำลึก คล้ายดวงดาราส่องประกายแสงศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถมองทะลุทุกสิ่งได้
ขณะที่เขาจดจ้องไปยังความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของจงหลิงเอ๋อร์ เขาก็ได้ค้นพบการประยุกต์ใช้พลังปราณอันไร้เทียมทานในรูปแบบใหม่
ตอนนี้ เฉินชางอันกำลังใช้พลังนี้ช่วยล้างพิษในเส้นปราณและขจัดสิ่งปนเปื้อนในร่างกายของจงหลิงเอ๋อร์ ทำให้ร่างกายของเธอได้รับการชำระล้างจนสมบูรณ์แบบ!
ไม่มีใครรู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด แต่สิ่งสกปรกทั้งหมดในร่างกายของจงหลิงเอ๋อร์ถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น ผิวพรรณของเธอกระจ่างใสดุจหยกสลัก ไหลแสงเรืองรองราวกับสมบัติล้ำค่า ทั่วทั้งตัวเธอดูเปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์และเสน่ห์ที่ไร้ผู้ใดเทียบเคียง
ในชั่วพริบตา ร่างบางของจงหลิงเอ๋อร์สั่นสะท้านก่อนที่ระดับพลังปราณของเธอจะทะลุผ่านจาก ขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิตขั้นต้น ไปยังขั้นกลางในทันที!
จงหลิงเอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “ข้า… ข้าทะลุขอบเขตได้แล้วหรือ?”
เธอแทบไม่อยากเชื่อ เพราะเพียงสามวันก่อน เธอเพิ่งเริ่มต้นฝึกปราณและเข้าสู่ขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิตขั้นต้น
ใครจะไปคิดว่าแค่สามวัน เธอจะก้าวหน้าถึงขั้นกลางได้รวดเร็วเช่นนี้!
แต่สำหรับเฉินชางอัน เขาใช้เวลาสองปียังไม่สามารถก้าวข้ามจากขั้นต้นไปขั้นกลางได้! เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว มันช่างน่าหงุดหงิดเหลือเกิน
ความเร็วในการพัฒนาของจงหลิงเอ๋อร์นั้นราวกับท้าทายโชคชะตา หากข่าวนี้แพร่ออกไป คงสร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าผู้ฝึกปราณในดินแดนใหญ่อย่างแน่นอน!
แน่นอนว่าความสำเร็จนี้ส่วนใหญ่ต้องยกให้กับเฉินชางอันที่ช่วยเธอล้างพิษในเส้นปราณและชำระล้างร่างกายด้วยพลังปราณไร้เทียมทาน
เฉินชางอันยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะดึงมือกลับ “หลิงเอ๋อร์ ตอนนี้ร่างกายของเจ้าบริสุทธิ์ดุจหยกไร้ตำหนิ การฝึกปราณในอนาคตจะราบรื่นขึ้นยิ่งกว่าเดิม”
ด้วยเนตรศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการเพิ่มพลังจากพลังปราณไร้เทียมทาน เฉินชางอันมองเห็นว่าร่างกายของจงหลิงเอ๋อร์สามารถดูดซับพลังปราณจากธรรมชาติได้เร็วกว่าที่เคยหลายเท่า เลือดลมภายในเธอไหลเวียนราวกับแม่น้ำสายใหญ่ที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง
เนตรศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงหนึ่งในความสามารถที่เขาพัฒนาขึ้นมา ยังมีมือศักดิ์สิทธิ์และสมองศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นผลจากพลังปราณไร้เทียมทานเช่นกัน
“ขอบคุณมากค่ะ พี่ชางอัน!”
หากไม่มีเฉินชางอัน เธอคงถูกขายให้สถานเริงรมย์ในซอยเถาหัว และต้องทนทุกข์กับชีวิตที่ไร้ค่าไปตลอดกาล แต่ตอนนี้เธอกลับมีพลังปราณและความหวังในอนาคต เธออาจกลายเป็นผู้ฝึกปราณที่ยิ่งใหญ่ได้ในวันหนึ่ง!
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอมีในตอนนี้ ล้วนเป็นเพราะเฉินชางอัน!
ความรู้สึกขอบคุณในใจเธอนั้นยิ่งใหญ่จนไม่อาจหาคำใดมาเปรียบได้ หากจะตอบแทนเขา เธอรู้สึกว่าคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการ…อุทิศตัวให้เขา
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใบหน้าของจงหลิงเอ๋อร์ก็แดงก่ำ เธออดรู้สึกเขินอายไม่ได้
“พี่ชางอัน ตอนเที่ยงเจ้าต้องการกินอะไรหรือคะ?”
“เป็ดตุ๋นซอสที่เจ้าทำเมื่อวานใช้ได้ทีเดียว ทำมาอีกสักจาน ส่วนกับข้าวอื่นๆ เจ้าตัดสินใจได้เลย เงินซื้อของหยิบจากลิ้นชักหน้าเคาน์เตอร์ไปก็แล้วกัน”
“อื้ม อื้ม!”
จงหลิงเอ๋อร์รับคำด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินออกจากร้านยาไปอย่างร่าเริง เพื่อจัดเตรียมมื้อเที่ยงให้กับเขา
เฉินชางอันมองแผ่นหลังของจงหลิงเอ๋อร์ที่กำลังเดินจากไปด้วยรอยยิ้มบาง ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
“การรับหลิงเอ๋อร์มาเป็นศิษย์ช่วยงานร้านยา ถือว่าดีไม่น้อย อย่างน้อยข้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน อีกทั้งชีวิตของข้าก็สบายขึ้นไม่น้อย”
จากนั้นสายตาของเขาหันไปทางภูเขาต้าหลง
“เจ้าต้วนอ้วนสวี่ต้าฟู่ไปภูเขาต้าหลงสามวันแล้ว สงสัยตอนนี้จะเป็นเช่นไรบ้าง?”
คิดได้เช่นนั้น เฉินชางอันจึงใช้งานเนตรศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง
เมื่อเนตรศักดิ์สิทธิ์เผยภาพ เขาก็สามารถมองเห็นเหตุการณ์ในส่วนลึกของภูเขาต้าหลงอย่างชัดเจน
ในนั้น ปรากฏมุมหนึ่งของพระราชวังจักรพรรดิที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ มีเหล่าผู้ฝึกปราณนับร้อยกำลังระดมพลังโจมตีค่ายกลผนึกที่ปกคลุมพระราชวัง หวังจะทำลายมันเพื่อเข้าไปภายใน
บริเวณรอบพระราชวังเต็มไปด้วยความพินาศ ซากศพกระจัดกระจายอยู่ทุกหนแห่ง บ่งบอกว่าตลอดสามวันที่ผ่านมา ได้เกิดการต่อสู้อันดุเดือดนับไม่ถ้วน
ทันใดนั้นเอง ค่ายกลผนึกของพระราชวังก็ถูกทำลายจนเกิดช่องว่างเล็กๆ แสงวัตถุล้ำค่าพุ่งออกมาด้วยความเร็วสูง ล่อให้เหล่าผู้ฝึกปราณกรูกันเข้าแย่งชิง ก่อเกิดสงครามครั้งใหม่!
เฉินชางอันมองเห็นสวี่ต้าฟู่และสวี่หยวนป้า ทั้งสองไม่ได้ร่วมแย่งชิงสมบัติวิเศษ แต่กลับยึดตำแหน่งที่ได้เปรียบหน้าทางเข้าพระราชวัง
เมื่อค่ายกลถูกทำลายจนหมดสิ้น พวกเขาย่อมเป็นกลุ่มแรกที่สามารถบุกเข้าไปได้!
นอกจากสวี่ต้าฟู่แล้ว ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ครอบครองจุดยุทธศาสตร์เช่นเดียวกัน นั่นคือเจ้าเมืองเทียนอู่ ฉู่หย่งเทียน และบุตรสาวของเขา ฉู่อู๋ซวง
เฉินชางอันคิดจะใช้งานเนตรศักดิ์สิทธิ์เพื่อติดตามสถานการณ์ต่อ แต่แล้ว เสียงระบบในหัวของเขาก็ดังขึ้น
อายุขัยลดลง 1 ปี
อายุขัยปัจจุบัน: 62 ปี
เขาทำได้เพียงหยุดการใช้งานเนตรศักดิ์สิทธิ์ สายตากลับคืนสู่ปกติ เมื่อเห็นว่าสวี่ต้าฟู่ยังปลอดภัยดี เขาจึงละความสนใจในเรื่องนี้ไปก่อน
“สามวันที่ผ่านมา ข้าได้ค้นพบการใช้งานพลังปราณไร้เทียมทานในหลายรูปแบบ แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะต้องสูญเสียอายุขัยเพิ่มอีกหนึ่งปี หากปล่อยไว้อย่างนี้ การใช้พลังไร้เทียมทานคงยิ่งทำให้ข้าลำบากขึ้นเรื่อยๆ”
“ข้าคงไม่อาจพึ่งพาแต่เคล็ดลับยืดอายุขัยที่ฉินเฉาเหยียนกำลังนำกลับมาจากสำนักฉางเชิงได้เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องหาเคล็ดวิชาและสมบัติเพิ่มอายุขัยด้วยตนเอง”
แต่เมื่อคิดถึงเรื่องการฝึกปราณเพื่อยืดอายุขัย ความรู้ของเฉินชางอันในเรื่องนี้ยังน้อยนัก ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสิ่งที่เขาเคยได้ยินจากผู้เฒ่ามาเท่านั้น เห็นทีต้องหาผู้รู้มาช่วยแนะนำ
บริเวณชายขอบภูเขาต้าหลง ตรงจุดที่ฉือหลงเสียชีวิต
มีชายในชุดคลุมสีเทาปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าของเขาคล้ายกับฉือหลงถึงแปดส่วน แต่กลับดูเย็นชาและอำมหิตยิ่งกว่า ดวงตาเรียวยาวดุจคมมีด เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและน่ากลัว
ชายผู้นี้คือฉืออิ๋ว บิดาของฉือหลง เขาเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของนิกายศพศานต์ ผู้มีสมญานามว่า “วังโหว” ซึ่งมีชื่อเสียงด้านความโหดเหี้ยมในดินแดนเหอจิว
สามวันก่อนขณะกำลังปิดด่านฝึกวิชา เขากลับพบว่าโคมวิญญาณของฉือหลงดับลง เขาเดือดดาลจนแทบคลั่ง ใช้เคล็ดวิชาโลหิตตามรอยจนมาถึงภูเขาต้าหลง
เมื่อเห็นสภาพภูเขาต้าหลงที่ถูกฟันจนแยกออกเป็นสองส่วน รวมทั้งปรากฏการณ์แปลกประหลาดในส่วนลึก เขาไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น เป้าหมายเดียวของเขาคือค้นหาผู้ที่สังหารบุตรชาย!
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครที่สังหารบุตรข้า ข้าจักฉีกเจ้าให้แหลกเป็นชิ้นๆ!”
ฉืออิ๋วกัดฟันแน่น ก่อนจะร่ายคาถาโลหิตอีกครั้ง
ด้วยพลังของเคล็ดวิชาโลหิต เศษละอองโลหิตเล็กๆ ค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้น แล้วมุ่งหน้าสู่เมืองเทียนอู่
“ที่แท้อยู่ที่นั่น!”
สายตาของฉืออิ๋วยิ่งดุดัน เขาเปลี่ยนร่างเป็นลำแสงพุ่งตรงไปยังเมืองเทียนอู่!
…
*วังโหว* ไม่ใช่ขอบเขตฝึกตนนะครับ ใช้เรียกแทนคนที่อยู่ขอบเขตแปลงเทพ เพื่อแสดงถึงอำนาจ อารมณ์ขุนนางระดับสูง แสดงถึงความยิ่งใหญ่ที่เหนือกว่าผู้ฝึกตนระดับต่ำทั่วไป
…