- หน้าแรก
- แย่งพรสวรรค์ข้าหรือข้าขอตัดขาดแล้วทะยานสู่วิถีเซียน
- บทที่ 8 เหี้ยมโหด! ทูตมรณะจากขุมนรก!
บทที่ 8 เหี้ยมโหด! ทูตมรณะจากขุมนรก!
บทที่ 8 เหี้ยมโหด! ทูตมรณะจากขุมนรก!
บทที่ 8 เหี้ยมโหด! ทูตมรณะจากขุมนรก!
เมืองเทียนฮั่ว ประตูเมืองฝั่งตะวันออก
ช่วงเวลาก่อนรุ่งสาง ทหารยามรักษาการณ์ประจำเมืองที่กำลังหาวหวอดๆ ระหว่างเปลี่ยนผลัด เตรียมตัวรับมือกับอีกหนึ่งวันที่ต้องทำหน้าที่เฝ้ายามอันน่าเบื่อหน่าย
"หัวหน้า นั่นตัวอะไรน่ะ?" ทหารยามหนุ่มคนหนึ่งโพล่งถามขึ้นมาพลางชี้ไปที่ริมถนนไม่ไกลนัก น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและสงสัย
หัวหน้ายามมองตามทิศทางที่เขาชี้
ท่ามกลางแสงสลัวของรุ่งอรุณ ก้อนเนื้ออาบเลือดเละเทะกองอยู่ตรงนั้น
รูปร่างของมันแทบจะดูไม่ออกเลยว่าเป็นมนุษย์
"บ้าเอ๊ย ไอ้ขี้เมาตาบอดคนไหนตกลงไปในคูน้ำอีกล่ะเนี่ย?" หัวหน้ายามสบถอย่างรำคาญใจ พลางพาลูกน้องสองคนเดินเข้าไปดู
เมื่อเข้าไปใกล้ ทั้งสามคนก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
นี่ไม่ใช่คนเมา
เห็นได้ชัดว่านี่คือมนุษย์ที่ถูกตัดแขนขาและชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ
แขนขาทั้งหมดของเขาถูกหักตามข้อต่ออย่างทารุณ บิดเบี้ยวในมุมที่ผิดรูปผิดร่าง และเศษกระดูกสีขาวซีดก็ทิ่มแทงทะลุเนื้อออกมาสัมผัสกับอากาศ
ทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล และใบหน้าก็เละเทะจนจำไม่ได้ มีเพียงดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเท่านั้นที่พอบอกได้ว่าเขายังมีลมหายใจเหลืออยู่
"เร็วเข้า!!! แจ้งหน่วยแพทย์! คนคนนี้ยังมีชีวิตอยู่!!!" หัวหน้ายามที่เคยเห็นอะไรมาบ้างรีบสั่งการเสียงดังลั่น
ทหารยามคนหนึ่งนั่งยองๆ ลงไปตรวจสอบ ก่อนจะร้องอุทานออกมา "หัวหน้า! ดูสัญลักษณ์บนเสื้อผ้าของเขาอ! นี่มัน... ของตระกูลหลินนี่!"
...
คฤหาสน์ตระกูลหลิน ห้องรับประทานอาหาร
โต๊ะยาวหรูหราเต็มไปด้วยอาหารเช้าชั้นเลิศ
มาดามซูหว่านแห่งตระกูลหลินกำลังปอกองุ่นลูกเท่าตาข่ายให้หลินเทียนอย่างเอาใจ ปากก็พร่ำบ่นไม่หยุด
"เสี่ยวเทียน การปลุกพลังระดับ S คงจะใช้พลังงานไปเยอะ กินเยอะๆ นะ ตอนนี้ลูกคือความภาคภูมิใจที่สุดของตระกูลหลินของเรา"
"ขอบคุณครับแม่ แม่ก็ทานด้วยสิครับ" หลินเทียนยิ้มอย่างเชื่อฟัง เขากำลังเพลิดเพลินกับความสนใจที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ความพึงพอใจซ่อนอยู่ลึกๆ ในดวงตา
เขาเหลือบมองพ่อของเขา หลินจ้าน ที่นั่งหัวโต๊ะกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้าและดื่มกาแฟ และพี่สาวคนโต หลินรั่วเสวี่ย และพี่สาวคนรอง หลินเยว่ ที่กำลังทานอาหารเช้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ส่วนพี่สาวคนที่สาม หลินเฉี่ยวเอ๋อร์ กำลังวุ่นอยู่กับคอมพิวเตอร์ส่วนตัว อวดเพื่อนสนิทว่ามีอัจฉริยะระดับ S ปรากฏตัวขึ้นในครอบครัว
ราวกับว่าการแย่งชิงนองเลือดเมื่อคืนเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่มีนัยสำคัญ
ทันใดนั้นเอง
"ปัง!"
ชายวัยกลางคนท่าทางเหมือนพ่อบ้านวิ่งหน้าตั้งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนกจนลืมแม้กระทั่งเคาะประตู
"นาย... นายท่าน! นายหญิง! แย่แล้ว! เกิดเรื่องแล้ว!"
หลินจ้านขมวดคิ้ว วางหนังสือพิมพ์ลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่ถูกรบกวน "ลุกลี้ลุกลนอะไรกัน เสียมารยาทสิ้นดี"
"หัวหน้าผมทองครับ! ไอ้หัวหน้าผมทองกับพวกที่คถณหนูเฉียวเอ๋อร์ส่งไป!" พ่อบ้านหอบหายใจ น้ำเสียงสั่นเครือ "หัวหน้าผมทอง... หัวหน้าผมทองถูกหักแขนหักขาทั้งหมด แล้วเอาไปทิ้งไว้ที่ประตูเมืองฝั่งตะวันออก! ตอนนี้... ตอนนี้ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินแล้ว แต่คงไม่รอดแล้วล่ะครับ!"
"อะไรนะ?!?!?"
หลินเฉี่ยวเอ๋อร์เป็นคนแรกที่กระโดดขึ้น คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของเธอหล่นลงพื้นเสียงดัง
รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปในพริบตา แทนที่ด้วยสีหน้าตกใจและกระวนกระวาย "หัวหน้าผมทองเหรอ? เขาไม่ได้... ไปทำธุระหรอกเหรอ? เป็นไปได้ยังไง..."
สีหน้าของซูหว่านก็เปลี่ยนไป องุ่นในมือร่วงลงจาน "หรือว่าเขาไปมีเรื่องกับใครเข้า?"
ดวงตาของหลินจ้านกลับวาวโรจน์ขึ้นมา
เขาจ้องเขม็งไปที่พ่อบ้าน "แล้วคนอื่นๆ ล่ะ?"
ร่างของพ่อบ้านสั่นเทา เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก "ยัง... ยังหาไม่พบครับ แต่..."
ก่อนที่พ่อบ้านจะพูดจบ ชายในชุดทหารยามของตระกูลหลินก็วิ่งเข้ามาเร็วกว่าเดิม ใบหน้าซีดเผือดกว่าพ่อบ้านเสียอีก
"นายท่าน! แย่แล้ว! หัวหน้าผมทอง... หัวหน้าผมทองเพิ่งสิ้นใจครับ!"
น้ำเสียงของทหารยามเหมือนคนใกล้จะร้องไห้
"ก่อนตาย เขาใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายฝากข้อความไว้!!!"
ร่างของหลินจ้านโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย อากาศในห้องอาหารดูเหมือนจะหยุดนิ่ง
"ข้อความอะไร?"
ทหารยามทรุดตัวลงคุกเข่าดังตึง ตะโกนสุดเสียง
"เขาบอกว่า... เขาบอกว่า เป็นฝีมือของหลินฟาน!"
"หลินฟานกลับมาแล้ว!"
"เขายังบอกอีกว่า... 'ทุกอย่างในวันนี้เป็นแค่ดอกเบี้ย' 'ให้... ให้ทุกคนในตระกูลหลินล้างคอรอเข้าแถว... รอให้เขามาเก็บเกี่ยว!'"
ตู้ม!!!
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคนี้ราวกับสายฟ้าฟาดระเบิดในความคิดของทุกคนในตระกูลหลิน
ห้องอาหารทั้งห้องเงียบสงัดราวกับป่าช้า
เงียบจนได้ยินเสียงเข็มตก
"กรี๊ด!!!"
วินาทีต่อมา หลินเฉี่ยวเอ๋อร์ก็แผดเสียงร้องที่แทบจะทะลุแก้วหู ใบหน้าของเธอซีดเผือดจนไร้สีเลือด และร่างของเธอก็สั่นระริก
"เป็นไปไม่ได้! นี่มันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! มันกลายเป็นขยะไปแล้วนี่! มันจะฆ่าหัวหน้าผมทองได้ยังไง! มันเป็นผี! มันต้องกลายเป็นผีมาทวงชีวิตแน่ๆ!"
เธอพูดจาวกวน ความหวาดกลัวในดวงตาแทบจะเอ่อล้นออกมา
"หุบปาก!" ซูหว่านเองก็ตกใจมาก แต่สัญชาตญาณทำให้เธอกอดหลินเทียนที่อยู่ข้างๆ ไว้แน่น และดุหลินเฉี่ยวเอ๋อร์อย่างเกรี้ยวกราด "พูดบ้าอะไรของแก! มันต้องมีความผิดพลาดแน่ๆ! ขยะอย่างมันจะไปทำอะไรได้..."
หลินเทียนถูกแม่กอดไว้ ร่างกายแข็งทื่อเล็กน้อย
เขาปลอบใจ "แม่ครับ ไม่ต้องกลัว พี่เฉียวเอ๋อร์คงจะตกใจน่ะครับ ขยะที่ไม่มีแม้แต่พลังจะไปทำอะไรได้ล่ะครับ?"
คำพูดของเขาดูเยือกเย็น แต่ตัวเขาเองก็รู้ดีว่าความหนาวเหน็บกำลังคืบคลานขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง
หลินรั่วเสวี่ยและหลินเยว่ก็วางช้อนส้อมลงเช่นกัน ความเรียบเฉยบนใบหน้าหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมและประหลาดใจ
"พวกแกทุกคน หุบปาก!"
หลินจ้านตบโต๊ะอย่างแรง รอยร้าวปรากฏขึ้นบนโต๊ะยาวไม้ที่แพงหูฉี่ทันที
ความโกรธของนักสู้ระดับแปดผู้นี้ทำให้อุณหภูมิของคฤหาสน์ทั้งหลังลดลงหลายองศา
เขาลุกขึ้นยืน ใบหน้าซีดเซียวอย่างน่ากลัว ดวงตามืดมนจนแทบจะบีบน้ำออกมาได้
"ส่งคนไปที่ป่ารกร้างทันที ไปยังจุดที่หัวหน้าผมทองกับพวกหายตัวไปเป็นครั้งสุดท้าย! ฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นกันแน่!"
"แล้วก็ปิดข่าวทั้งหมด! ใครกล้าแพร่งพรายเรื่องในวันนี้แม้แต่คำเดียว ฆ่าทิ้งให้หมด!"
คำสั่งของหลินจ้านนิ่งสงบและเหี้ยมโหด
กลไกอันยิ่งใหญ่ของตระกูลหลินเริ่มทำงานตามคำสั่งของเขาอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางการรอคอยอันน่าอึดอัด เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าเป็นพิเศษ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
หัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยที่ถูกส่งไปตรวจสอบที่เกิดเหตุกลับมาพร้อมกับความหนาวเหน็บ
เขาคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าหลินจ้าน ก้มหน้าต่ำ น้ำเสียงสั่นเครือ
"นายท่าน... พวกเขา... ตายหมดแล้วครับ"
"ยกเว้นหัวหน้าผมทอง คนอื่นๆ ตายในป่ารกร้างกันหมด"
"สภาพศพ... น่าสยดสยองมาก แขนขาถูกหักทั้งหมด และแก่นพลัง... ดูเหมือนจะถูกทำลายด้วยกำลังมหาศาลจากภายนอก"
เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างของหลินเฉี่ยวเอ๋อร์ก็อ่อนระทวยลงอีกครั้ง แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
เปลือกตาของหลินจ้านกระตุก แต่เขาก็ยังคงความเยือกเย็นเอาไว้ ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา:
"พบอะไรในที่เกิดเหตุบ้างไหม?"
หัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยสูดหายใจเข้าลึกๆ ราวกับรวบรวมความกล้าอย่างมหาศาล ก่อนจะเปิดเผยการค้นพบที่แทบจะทำให้เขาเสียสติ
"เรียนนายท่าน... สิ่งที่... แปลกประหลาดที่สุดคือสิ่งนี้ครับ"
"เราใช้เครื่องตรวจจับพลังงานระดับสูงสุดของกองทัพสแกนพื้นที่เกิดเหตุทั้งหมดสามครั้ง..."
เขาเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ไม่อาจเข้าใจได้
"ในที่เกิดเหตุ ไม่พบ... ไม่พบร่องรอยพลังงานหลงเหลืออยู่เลยครับ!!!"
"ไม่มีแม้แต่ร่องรอยเดียว ไม่! มี! เลย!!!"