เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

(✓) EP 31: ข้าบรรลุแล้ว

(✓) EP 31: ข้าบรรลุแล้ว

(✓) EP 31: ข้าบรรลุแล้ว


() EP 31: ข้าบรรลุแล้ว

'คัมภีร์เซียนสรรพสิ่งรังสรรค์' เป็นสุดยอดเคล็ดวิชาที่ชี้แนะหนทางสู่การบรรลุเป็นเทพเทวะ ทว่าเนื้อหาของมันนั้นแสนจะซับซ้อนและลึกล้ำ แม้แต่ผู้ที่มีสติปัญญาเป็นเลิศอย่างซูเสวียนจวิน ก็ยังสามารถทำความเข้าใจได้เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น

ยิ่งดำดิ่งลงไปในเนื้อหาช่วงหลัง ก็ยิ่งพบกับความท้าทาย ถ้อยคำในคัมภีร์ราวกับรหัสมอสที่ยากจะตีความ

ทว่าในยามนี้ เมื่อได้พึ่งพาพลังของแท่นบรรลุมรรคา จิตวิญญาณของเขาก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน เข้าสู่สภาวะแห่งการบรรลุธรรม

ข้อความที่เคยอ่านไม่เข้าใจ กลับกระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที

ภายในห้วงความคิดของเขา ถ้อยคำในคัมภีร์เปล่งประกายเจิดจ้า ประทับแน่นอยู่ในความทรงจำ แผ่ซ่านกลิ่นอายอันทรงพลัง

ในห้วงเวลานั้น เคล็ดวิชาภายในร่างก็เริ่มโคจรไปเองโดยอัตโนมัติ จุดชีพจรต่างๆ เปล่งแสงสว่างวาบ เส้นชีพจรทั่วร่างเปรียบเสมือนมังกรที่กำลังเริงระบำ ปราณแท้หลั่งไหลไปตามเส้นชีพจรประดุจสายน้ำเชี่ยวกราก

ทะเลปราณทั้งเจ็ดแห่งก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ปราณแท้แห่งสรรพสิ่งรังสรรค์ถูกบีบอัดและขัดเกลาให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้ากระจ่างแจ้งแล้ว”

จิตใจของซูเสวียนจวินปลอดโปร่งไร้กังวล เขาค่อยๆ ทำความเข้าใจเคล็ดวิชาเสริมสร้างจิตวิญญาณที่บันทึกไว้ใน 'คัมภีร์เซียนสรรพสิ่งรังสรรค์' อย่างลึกซึ้ง

เขาจินตนาการภาพกระจกวิเศษขนาดยักษ์ขึ้นมาในห้วงความคิด

กระจกวิเศษบานนั้นสาดส่องแสงสว่างเจิดจ้า มีดวงดาวและสุริยันจันทรานับไม่ถ้วนล้อมรอบ คอยหนุนนำให้มันลอยเด่นอยู่กลางอากาศ รอบๆ กระจกปรากฏเงาร่างของทวยเทพมากมาย คอยพิทักษ์และคุ้มครองกระจกวิเศษบานนี้

เคล็ดวิชาเสริมสร้างจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่งรังสรรค์!

เคล็ดวิชาแขนงนี้มุ่งเน้นไปที่การเพ่งสมาธิจินตนาการภาพของกระจกแห่งโชคชะตา

ซูเสวียนจวินเพ่งสมาธิไปที่กระจกแห่งโชคชะตาในห้วงความคิด ค่อยๆ วาดโครงร่างของมันลงในใจ สลักเสลาลวดลาย และเติมเต็มรายละเอียดจนกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์

วูบ!...

กระจกสัมฤทธิ์ที่ดูเลือนรางปรากฏขึ้นในห้วงความคิด ทันใดนั้นมันก็เปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้า สาดส่องไปทั่วร่างของซูเสวียนจวิน แสงกระจกทะลุทะลวงผ่านผิวหนัง กล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายใน เผยให้เห็นทุกอณูของร่างกายอย่างชัดเจน

ในเวลาเดียวกัน สมองของเขาก็ปลอดโปร่งขึ้น ราวกับกระจกบานใหญ่ที่ใสสะอาด ภายในกระจกปรากฏภาพของประตูหินสีม่วงบานใหญ่ที่ดูเลือนราง ทว่ากำลังจะแจ่มชัดและสมจริงขึ้นเรื่อยๆ

เคล็ดวิชาเสริมสร้างจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่งรังสรรค์นั้นแสนจะซับซ้อน เพียงแค่ซูเสวียนจวินสามารถจินตนาการโครงร่างของมันได้ สมองของเขาก็ปลอดโปร่งขึ้นทันตา ประตูตำหนักม่วงก็เกือบจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างที่สมบูรณ์

ปราณโลหิตและปราณแท้ภายในร่างของเขาเริ่มหลอมรวมและแปรสภาพเป็นพลังจิตวิญญาณ เพื่อหล่อเลี้ยงและเสริมสร้างให้จิตวิญญาณแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ยิ่งจิตวิญญาณกล้าแข็ง ประตูตำหนักม่วงก็จะยิ่งปรากฏชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ตู้ม!...

ซูเสวียนจวินยังคงเพ่งสมาธิจินตนาการอย่างต่อเนื่อง จิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มันไหลไปรวมกันที่กลางหว่างคิ้ว ควบแน่นจนกลายเป็นแสงสีม่วงที่เปล่งประกายเจิดจรัส

นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าพลังจิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งถึงขีดสุดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใช้พลังจิตวิญญาณอันทรงพลังนี้ ผลักบานประตูตำหนักม่วงให้เปิดออก และแปรสภาพพลังจิตวิญญาณให้กลายเป็นปราณจิต

ทว่าจู่ๆ ซูเสวียนจวินก็หยุดเพ่งสมาธิจินตนาการ พลังจิตวิญญาณสลายตัวและซ่อนเร้นกลับเข้าไปภายในร่างกาย

การเพ่งสมาธิจินตนาการเพียงชั่วครู่ ได้สูบเอาปราณโลหิตและปราณแท้ไปอย่างมหาศาล หากเขาฝืนจินตนาการต่อไป ปราณโลหิตและปราณแท้คงถูกสูบจนแห้งเหือด และเขาคงต้องกลายเป็นศพแห้งกรังเป็นแน่

พลังจิตวิญญาณที่ได้จากการเพ่งสมาธิจินตนาการนั้น หาได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ไม่ ทว่ามันแปรสภาพมาจากปราณโลหิตและปราณแท้ในร่างกายต่างหาก

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะรอจนกว่าพลังบำเพ็ญเพียรจะบรรลุถึงขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับเก้า ซึ่งมีปราณโลหิตและปราณแท้อุดมสมบูรณ์เพียงพอ จึงค่อยเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาเสริมสร้างจิตวิญญาณอย่างจริงจัง

การทะลวงด่านจากขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินไปสู่ขั้นตำหนักม่วงวิญญาณนั้น เป็นช่วงเวลาที่เปราะบางและอันตรายยิ่ง หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว อาจส่งผลร้ายแรงต่อจิตวิญญาณและดวงวิญญาณได้

ความเสียหายทางร่างกายยังพอมียาและสมุนไพรวิญญาณรักษาได้ ทว่าหากดวงวิญญาณได้รับความเสียหายแล้ว นอกเสียจากว่าจะมีวาสนาและโชคลาภอันยิ่งใหญ่มาช่วยเยียวยา มิเช่นนั้นก็คงยากที่จะกลับมาเป็นปกติได้ชั่วชีวิต

ในดินแดนเสวียนโจว ผู้ฝึกตนอิสระส่วนใหญ่จึงมักจะหยุดชะงักอยู่เพียงขั้นหล่อหลอมกายาและขั้นรวบรวมปราณฟ้าดิน ผู้ฝึกตนอิสระในขั้นตำหนักม่วงวิญญาณนั้นหาได้ยากยิ่งนัก สาเหตุก็เพราะความยากลำบากในการทะลวงด่านนี้นั่นเอง

ซูเสวียนจวินกลืนกินโอสถบำรุงปราณลงไปหลายเม็ด เพื่อฟื้นฟูปราณแท้และปราณโลหิตให้กลับมาสมบูรณ์ ก่อนจะเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาเสริมสร้างจิตวิญญาณต่อไป

เมื่อเขาฝึกฝนเคล็ดวิชา สมองของเขาก็ยิ่งปลอดโปร่ง พลังจิตวิญญาณก็แข็งแกร่งขึ้น ทำให้เขาสามารถรับรู้ถึงสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างชัดเจน

แม้แต่เสียงลมพัด หรือเสียงหายใจของศิษย์คนอื่นๆ บนแท่นบรรลุมรรคา เขาก็สามารถรับรู้ได้อย่างแจ่มแจ้ง

ครึ่งชั่วยามผ่านไปอย่างรวดเร็ว เวลาสำหรับการบำเพ็ญเพียรหมดลง แท่นบรรลุมรรคาก็หยุดทำงาน

ซูเสวียนจวินลืมตาขึ้น นัยน์ตาสาดส่องแสงสว่างจ้าสองสาย แสงสีม่วงขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองที่กลางหว่างคิ้วค่อยๆ หดเล็กลงและซ่อนเร้นเข้าไปภายใน

หลังจากทำความเข้าใจและฝึกฝนเคล็ดวิชาเสริมสร้างจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่งรังสรรค์ พลังจิตวิญญาณของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนสามารถสำแดงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมได้แล้ว

ประตูตำหนักม่วงในห้วงความคิดก็ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น พลังจิตวิญญาณสามารถเข้าไปสัมผัสและผลักให้มันแง้มออกเป็นรอยแยกเล็กๆ ได้แล้ว มีปราณสีม่วงเล็ดลอดออกมาจากภายในตำหนักม่วง คอยบำรุงและหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเขาอยู่เสมอ

ในขณะที่ซูเสวียนจวินกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันเย็นชาและมุ่งร้ายที่จับจ้องมา

เขาทอดสายตามองลงไปเบื้องล่าง ก็พบว่าหนานกงเฟิงกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เย็นเยียบ มุมปากของมันประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน

“เกือบจะลืมไปเลยแฮะ ว่าข้าไปล่วงเกินศิษย์สายในคนหนึ่งเข้าให้แล้ว”

ซูเสวียนจวินปรายตามองหนานกงเฟิงด้วยความเฉยเมย ไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิดใดๆ

เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของเขา หนานกงเฟิงก็แทบจะกระอักเลือดด้วยความโกรธแค้น นี่มันจงใจเมินเฉยต่อเขาชัดๆ

“ดี ดี ดีมาก”

หนานกงเฟิงหมุนตัวเดินลงจากแท่นบรรลุมรรคาไป

“จะไปดักรอข้าอยู่ข้างนอกอย่างนั้นหรือ?” ซูเสวียนจวินหาได้สะทกสะท้านไม่ เขาก้าวเดินลงจากแท่นบรรลุมรรคา มุ่งหน้าออกไปด้านนอกเช่นกัน

ศิษย์คนอื่นๆ ที่อยู่บนแท่นบรรลุมรรคาต่างก็แสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็น ไม่มีใครรีบร้อนจากไป ทุกคนล้วนเดินตามซูเสวียนจวินออกไป เพื่อรอชมเรื่องสนุก

“คราวนี้มีเรื่องสนุกให้ดูแน่ ไม่รู้ว่าคนผู้นี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไร ถึงได้กล้าไปท้าทายอำนาจของหนานกงเฟิง”

“ใครจะไปรู้ล่ะ สมัยนี้มีพวกที่ชอบทำตัวเย่อหยิ่งจองหอง คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเยอะแยะไป”

“ชายผู้นี้อายุแค่นี้ก็สามารถบำเพ็ญเพียรจนบรรลุถึงขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับเจ็ดได้แล้ว พลังบำเพ็ญเพียรนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว บางทีอาจจะมีตระกูลที่ทรงอิทธิพลหนุนหลังอยู่ แม้จะเทียบไม่ได้กับหนานกงเฟิง ทว่าก็น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้บ้าง”

เมื่อซูเสวียนจวินก้าวพ้นออกจากแท่นบรรลุมรรคา เขาก็เห็นหนานกงเฟิงยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มศิษย์รับใช้ที่คอยประจบสอพลอ ใบหน้าของมันซีดเซียว บ่งบอกถึงร่างกายที่ถูกสุราและนารีสูบจนโทรม นัยน์ตาที่แฝงไปด้วยความโหดเหี้ยมจ้องมองซูเสวียนจวิน พร้อมกับแสยะยิ้มเย็นชา

หนานกงเฟิงตวาดเสียงแข็ง “ในที่สุดก็โผล่หัวออกมาได้แล้วสินะ พอไม่ได้อยู่บนแท่นบรรลุมรรคาแล้ว ข้าอยากจะเห็นนักว่าเจ้าจะเก่งกล้าสามารถได้สักแค่ไหน?”

“ไอ้หนู รีบคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาเดี๋ยวนี้ อย่าให้พวกข้าต้องลงมือ”

“เป็นแค่ศิษย์สายนอกกระจอกๆ กลับกล้ามาทำตัวโอหัง วันนี้ข้าจะช่วยสั่งสอนเจ้าแทนผู้ใหญ่ในตระกูลเจ้าเอง จะได้รู้ว่าเหนือฟ้ายงมีฟ้า อย่าหาเรื่องเดือดร้อนมาใส่ตระกูลเลย”

บรรดาลูกสมุนของหนานกงเฟิงต่างพากันตวาดด่าทอด้วยความโกรธแค้น

ซูเสวียนจวินส่ายหน้าเบาๆ ใบหน้าเผยให้เห็นถึงความเหยียดหยาม พลางกล่าว “เกิดมาเพื่อเป็นสุนัขรับใช้ให้คนอื่น ยังจะมารู้สึกภาคภูมิใจอยู่อีก พวกเจ้ามันก็มีดีแค่นี้แหละ”

“เจ้า...”

ทุกคนต่างโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก้าวออกมา ชี้หน้าซูเสวียนจวินพลางกล่าว “หึหึหึ ปากเก่งนักนะ ข้าอยากจะรู้ว่าถ้าข้าถอนฟันเจ้าให้หมดปาก แล้วตบปากเจ้าให้ฉีก เจ้าจะยังกล้าพูดจาอวดดีแบบนี้อยู่อีกไหม?”

มันเงื้อฝ่ามือขึ้นหมายจะตบหน้าซูเสวียนจวิน ปราณแท้ควบแน่นกลายเป็นฝ่ามือสีฟ้าขนาดใหญ่ เปล่งประกายระยิบระยับ บ่งบอกว่ามันกำลังใช้ทักษะยุทธ์อยู่

ฝ่ามือสีฟ้าขนาดเท่าโม่หิน พุ่งตรงเข้าหาซูเสวียนจวินอย่างรุนแรง

เพียะ!

ซูเสวียนจวินตอบโต้กลับด้วยความรวดเร็วเหนือแสง เขาตบฝ่ามือสีฟ้านั้นจนแหลกสลาย ก่อนจะประทับรอยฝ่ามือสีม่วงลงบนใบหน้าของชายผู้นั้นอย่างจัง ร่างของมันลอยละลิ่วกระเด็นไปไกล กลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้นหลายตลบกว่าจะหยุดนิ่ง

“ความเร็วช่างน่าทึ่งนัก ชายผู้นี้มีพลังบำเพ็ญเพียรเพียงขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับเจ็ด ทว่าปราณแท้กลับแข็งแกร่งและบริสุทธิ์ยิ่งนัก ถึงขนาดตบศิษย์ขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับเก้ากระเด็นไปได้ในพริบตาเดียว”

“มิน่าเล่าเขาถึงได้ใจกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ ที่แท้ก็มีฝีมือซุกซ่อนอยู่นี่เอง ทว่าหนานกงเฟิงนั้นอยู่ในขั้นตำหนักม่วงวิญญาณ เขาจะรับมือไหวหรือ?”

ศิษย์ที่มุงดูอยู่ต่างพากันตกตะลึง

เมื่อหนานกงเฟิงเห็นว่าลูกสมุนของตนถูกซูเสวียนจวินตบจนกระเด็นไป นี่มันหยามหน้ากันชัดๆ สีหน้าของมันมืดครึ้มลงทันที พลางสบถ “ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง”

จากนั้นมันก็หันมาจ้องซูเสวียนจวิน พลางกล่าว “ฝีมือไม่เลวนี่ มีคุณสมบัติพอที่จะมาเป็นสุนัขรับใช้ของข้าได้ ข้าจะให้โอกาสเจ้า หากเจ้ายอมสวามิภักดิ์ต่อข้า เรื่องที่ผ่านมาข้าจะถือว่าแล้วกันไป เจ้าจะว่าอย่างไร?”

จบบทที่ (✓) EP 31: ข้าบรรลุแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว