- หน้าแรก
- ขโมยวาสนาท้าลิขิตสวรรค์
- (✓) EP 2: หล่อหลอมกายาระดับเจ็ด เจ้าช่างเป็นคนดีเสียจริง
(✓) EP 2: หล่อหลอมกายาระดับเจ็ด เจ้าช่างเป็นคนดีเสียจริง
(✓) EP 2: หล่อหลอมกายาระดับเจ็ด เจ้าช่างเป็นคนดีเสียจริง
(✓) EP 2: หล่อหลอมกายาระดับเจ็ด เจ้าช่างเป็นคนดีเสียจริง
ซูเสวียนจวินหยิบน้ำเต้าออกมาจากช่องลับอย่างระมัดระวัง น้ำเต้าใบนี้มีความสูงเพียงสามชุ่น ผิวของมันเป็นสีเหลืองอ่อนสม่ำเสมอ ปากน้ำเต้าถูกปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันมิให้กลิ่นอายของโอสถเล็ดลอดออกมา
ซูเสวียนจวินแกะผนึกขี้ผึ้งออกแล้วดึงจุกน้ำเต้าทิ้งไป กลิ่นหอมจางๆ พลันลอยแตะจมูก กลิ่นอายนั้นกระตุ้นให้โลหิตและลมปราณในกายของเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
เขาเทเม็ดยาออกมาหนึ่งเม็ด มันมีขนาดใหญ่เท่าปลายนิ้วหัวแม่มือ ตัวยาเป็นสีแดงชาดสาดส่องประกายแสงเรืองรองจางๆ
“โอสถผลัดเปลี่ยนกายาหรือนี่?!”
ตลอดระยะเวลาสองปีครึ่งที่ผ่านมา นอกจากการบำเพ็ญเพียรแล้ว ซูเสวียนจวินยังพลิกอ่านตำราเบ็ดเตล็ดมาไม่น้อย ทำให้เขามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเม็ดยาโอสถอยู่บ้าง
โอสถผลัดเปลี่ยนกายาคือเม็ดยาสำหรับผู้ที่อยู่ในขั้นหล่อหลอมกายา เมื่อกลืนกินลงไปแล้ว ร่างกายจะได้รับการผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น เพิ่มพูนโลหิตและลมปราณให้กล้าแข็ง นับว่าเป็นหนึ่งในโอสถที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่ผู้ฝึกตนขั้นหล่อหลอมกายา
ภายในวิหารเต๋า โอสถผลัดเปลี่ยนกายาหนึ่งเม็ดต้องใช้คะแนนคุณูปการแลกเปลี่ยนอย่างน้อยห้าร้อยคะแนน เขาเป็นศิษย์รับใช้มานานถึงสองปีครึ่ง ทว่ากลับสะสมคะแนนคุณูปการได้เพียงห้าถึงหกร้อยคะแนนเท่านั้น ซึ่งเพียงพอสำหรับแลกโอสถผลัดเปลี่ยนกายาได้เพียงเม็ดเดียว
ทว่าโอสถผลัดเปลี่ยนกายาที่ถูกบรรจุอยู่ภายในน้ำเต้าใบนี้ กลับมีจำนวนมากถึงสิบเม็ดเต็มๆ
ซูเสวียนจวินกลืนกินโอสถผลัดเปลี่ยนกายาลงไปหนึ่งเม็ด พลันรู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ภายในช่องท้อง ก่อนจะแผ่ซ่านทะลวงไปตามแขนขาและจุดชีพจรทั่วร่าง ทำให้ร่างกายของเขาอบอุ่นไปทุกอณู
เขาลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินออกไปยังลานกว้างอันทรุดโทรมเบื้องนอกเพื่อร่ายรำกระบวนท่าหมัด เคล็ดวิชาหล่อหลอมกายาที่วิหารเต๋าถ่ายทอดให้แก่เหล่าศิษย์รับใช้มีนามว่าหมัดหล่อหลอมกายากระเรียนสน ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาขัดเกลาร่างกายระดับสูง
ซูเสวียนจวินร่ายรำกระบวนท่าหมัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โลหิตและลมปราณภายในร่างไหลเวียนเชี่ยวกรากมากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดมันก็ก่อเกิดเป็นเสียงดังกึกก้องประดุจเสียงอัสนีบาตฟาดฟัน
เดิมทีพลังบำเพ็ญเพียรของเขาก็บรรลุถึงจุดสูงสุดของขั้นหล่อหลอมกายาระดับหกแล้ว ห่างจากระดับเจ็ดเพียงแค่เส้นบางๆ คั่นกลางเท่านั้น เพียงแต่เขาขาดแคลนทรัพยากร โลหิตและลมปราณจึงยังมิอาจควบแน่นได้อย่างสมบูรณ์
ยามนี้เมื่อได้หลอมละลายโอสถผลัดเปลี่ยนกายา มันก็ช่วยเติมเต็มโลหิตและลมปราณที่ร่างกายต้องการในพริบตา ทำให้เขาสามารถควบแน่นแก่นแท้แห่งปราณโลหิตได้สำเร็จ
ปราการคอขวดระหว่างระดับหกและระดับเจ็ดถูกทำลายลงอย่างไร้อุปสรรคขัดขวางใดๆ เขาสามารถทะลวงบรรลุเข้าสู่ขั้นหล่อหลอมกายาระดับเจ็ดได้อย่างงดงาม
ปราณโลหิตรอบกายของซูเสวียนจวินเอ่อล้นทะลัก ก่อตัวเป็นม่านหมอกสีเลือดจางๆ ม่านหมอกนั้นล่องลอยพลิ้วไหว ประหนึ่งนกกระเรียนเซียนที่กำลังร่ายรำอย่างงดงาม
ขั้นหล่อหลอมกายาแบ่งออกเป็นเก้าระดับ หกระดับแรกเป็นเพียงขั้นตอนการสะสมโลหิตและลมปราณ ทว่าเมื่อบรรลุถึงระดับเจ็ด ปราณโลหิตจึงจะเริ่มเกิดการผลัดเปลี่ยน สามารถปลดปล่อยออกจากร่างและควบแน่นก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่างได้
ซูเสวียนจวินออกกระบวนท่าตามเคล็ดวิชาหมัดหล่อหลอมกายากระเรียนสน ปราณโลหิตแต่ละสายควบแน่นผสานกันกลายเป็นนกกระเรียนเซียนตัวหนึ่ง พุ่งทะยานไปเบื้องหน้าเข้าปะทะกับกำแพงผุพังภายในลานกว้างจนถล่มครืนลงมาในทันที ฝุ่นควันลอยคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ซูเสวียนจวินก็พ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา กระแสปราณสีขาวสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาประดุจม้วนผืนแพร
“โอสถผลัดเปลี่ยนกายาเพียงเม็ดเดียวก็ช่วยให้ข้าทะลวงด่านได้แล้ว เม็ดยาที่เหลืออีกเก้าเม็ด ย่อมเพียงพอที่จะทำให้ข้าบำเพ็ญเพียรจนบรรลุถึงขั้นหล่อหลอมกายาระดับเก้าได้อย่างแน่นอน” ใบหน้าของซูเสวียนจวินเผยให้เห็นถึงความปรีดายินดี
เมื่อเดินกลับเข้ามาในห้อง เขาจัดการผูกน้ำเต้าสีเหลืองไว้ที่บั้นเอว ก่อนจะหมุนตัวเดินจากสถานที่แห่งนี้ไป
“วันนี้ยังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้าง ลองไปเดินสำรวจที่ตลาดนัดเสียหน่อย เผื่อว่าจะได้พบเจอกับวาสนาอื่นอีก”
เดิมทีซูเสวียนจวินกำลังจะเดินลงจากเขา ทว่าความคิดพลันเปลี่ยนทิศ เขาหันหลังกลับมุ่งหน้าเดินขึ้นไปยังตลาดนัดบนยอดเขาแทน
เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางสายเล็กกลางป่าเขาเพื่อมุ่งสู่ยอดเขา เพียงเพิ่งก้าวเดินออกไปได้ไม่ไกลนัก เขาก็จำต้องหยุดฝีเท้าลง
เขาปรายตามองเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยกำลังเดินตรงมาหาเขา เงาร่างนี้มิใช่ใครอื่น แต่เป็นจางชิงชวน ศัตรูคู่อาฆาตของเขานั่นเอง
“ซูเสวียนจวิน คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าเองก็มาที่ตลาดนัดแห่งนี้ด้วย”
จางชิงชวนย่อมมองเห็นซูเสวียนจวินเช่นเดียวกัน แรกเริ่มเขาชะงักงันไปเล็กน้อย ทว่าหลังจากนั้นบนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มหยันอันเย็นชา เขาต้องการจะจัดการกับซูเสวียนจวินมาตั้งนานแล้ว
ทว่าซูเสวียนจวินกลับเอาแต่เก็บตัวอยู่ภายในวิหารเต๋า แทบจะไม่ออกไปไหนเลย ยามที่อยู่ในวิหารเต๋า เขาก็ต้องคอยพะวงถึงกฎระเบียบของสำนัก จึงมิกล้าลงมือบุ่มบ่าม
เดิมทีเขายังวางแผนไว้ว่าในการทดสอบศิษย์ที่กำลังจะมาถึงในอีกสองเดือนครึ่ง เขาจะสั่งสอนอีกฝ่ายให้หลาบจำ เพื่อระบายความแค้นที่อัดอั้นอยู่ในใจ
ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้เขามาหาซื้อทรัพยากรที่ตลาดนัด กลับได้พบเจอกับซูเสวียนจวินโดยบังเอิญ นี่มันช่างเป็นโอกาสทองที่สวรรค์ประทานมาให้โดยแท้
“ดูจากสีหน้าของเจ้าแล้ว ดูเหมือนว่าเจ้ากำลังคันไม้คันมืออยากจะซ้อมข้าเต็มแก่สินะ” ซูเสวียนจวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เจ้าอย่าได้ลืมกฎระเบียบของสำนักไปเสียล่ะ ศิษย์ร่วมสำนักมิอาจเข่นฆ่าสังหารกันเองได้”
สีหน้าของจางชิงชวนยังคงเย็นชา เขาแค่นเสียงตอบ “ซูเสวียนจวิน เจ้าไม่ต้องเอากฎระเบียบของสำนักมาข่มขู่ข้า สำนักเพียงแค่ห้ามมิให้ศิษย์เข่นฆ่ากันเอง ทว่ามิได้บัญญัติเอาไว้ว่าศิษย์ร่วมสำนักมิอาจประลองฝีมือกันได้”
บนใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมแฝงความอำมหิต พลางกล่าวต่อ “ศิษย์ร่วมสำนักประลองฝีมือแลกเปลี่ยนวิชากัน การบาดเจ็บย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงมิได้อยู่แล้ว!”
ตอนที่เขาเอื้อนเอ่ยประโยคนี้ออกมา เขาหมายใจจะได้เห็นสีหน้าหวาดผวาของซูเสวียนจวิน ทว่าสิ่งที่เขาได้เห็นกลับเป็นการพยักหน้ารับอย่างจริงจังของอีกฝ่าย พลางเอ่ยตอบ
“สิ่งที่เจ้ากล่าวนับว่ามีเหตุผลยิ่งนัก เช่นนั้นก็เชิญชี้แนะด้วย!”
“เอ๊ะ...” จางชิงชวนถึงกับชะงักงัน เขาเริ่มสงสัยว่าตนเองหูฝาดไปหรือไม่
ตูม!...
ในห้วงเวลาที่เขากำลังตกตะลึงอยู่นั้น เขาก็เห็นหมัดของซูเสวียนจวินพุ่งทะยานแหวกอากาศพุ่งตรงเข้ามาหา พลังหมัดดุดันรุนแรงประดุจพายุหมุน พัดเอากอหญ้าที่ขึ้นอยู่ริมทางเดินล้มระเนระนาดไปเป็นแถบ
“หึหึหึ รนหาที่ตายนัก!” ใบหน้าของจางชิงชวนเผยให้เห็นถึงความตื่นเต้นยินดี เขาชกหมัดสวนกลับไปเพื่อรับการโจมตีนั้นเช่นเดียวกัน
ปึ้ง!...
หมัดทั้งสองปะทะเข้าหากันอย่างจัง ในขณะที่จางชิงชวนกำลังจะอ้าปากเอ่ยถ้อยคำเย้ยหยันถากถาง เขาก็สัมผัสได้ถึงปราณโลหิตอันแข็งแกร่งดุดันแผ่กระจายออกมา เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าปราณโลหิตรอบกายของซูเสวียนจวินกำลังเอ่อล้นทะลัก
มันควบแน่นกลายเป็นนกกระเรียนเซียนตัวหนึ่ง พุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของเขาอย่างจัง และกระแทกเข้าที่กลางหน้าอกของเขาอย่างแม่นยำ
พรวด!...
จางชิงชวนตอบสนองไม่ทันการ เมื่อถูกปราณโลหิตนกกระเรียนเซียนตัวนั้นกระแทกเข้าอย่างจัง กระดูกซี่โครงบริเวณหน้าอกก็หักสะบั้นไปไม่รู้กี่ซี่ ร่างของเขาลอยละลิ่วกระเด็นถอยหลังไปราวกับว่าวสายป่านขาด
เขากระอักเลือดคำโตพ่นออกมาจากปาก ก่อนจะร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นถนนบนเส้นทางสายเล็กอย่างแรง จนสติสัมปชัญญะหลุดลอยไปชั่วขณะ
“เจ้า... เจ้าทะลวงบรรลุถึงขั้นหล่อหลอมกายาระดับเจ็ดแล้วหรือ?!” จางชิงชวนใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะเรียกสติกลับคืนมาได้ เขาละทิ้งความเจ็บปวดทั่วสรรพางค์กาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
“เรื่องนี้คงต้องขอบใจเจ้านั่นแล เจ้าช่างเป็นคนดีเสียจริง” ซูเสวียนจวินก้าวเดินเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของจางชิงชวน ก่อนจะย่อกายลงนั่งยองๆ แล้วเริ่มล้วงมือเข้าไปค้นหาของมีค่าบนตัวอีกฝ่าย
“เจ้าจะทำอันใด?!” เมื่อเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของซูเสวียนจวินที่กำลังลูบคลำเรือนร่างของตนเอง จางชิงชวนก็รู้สึกหนาวสั่นขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
หรือว่าซูเสวียนจวินจะมีรสนิยมตัดแขนเสื้อ ชื่นชอบบุรุษเพศด้วยกันเอง?
เขาพยายามดิ้นรนอย่างสุดความสามารถ รีบยกมือขึ้นมาปกปิดบั้นท้ายของตนเองเอาไว้แน่น
“ศิษย์พี่จาง ขอบใจมากนะ” ซูเสวียนจวินล้วงถุงผ้าใบหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อของจางชิงชวน ภายในถุงผ้านั้นบรรจุเหรียญหยกเอาไว้จำนวนหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าซูเสวียนจวินเพียงแค่ปล้นชิงทรัพย์สิน หาได้ล่วงละเมิดทางเพศไม่ ภายในใจของจางชิงชวนก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ศิษย์พี่จาง เงินก้อนนี้ข้าขอยืมไปใช้ก่อนก็แล้วกัน วันหน้าข้าจะนำมาคืนให้เจ้า” ซูเสวียนจวินตรวจนับดูคร่าวๆ พบว่ามีเหรียญหยกอยู่ทั้งหมดสามสิบหกเหรียญ
สิ่งที่เรียกว่าเหรียญหยกนั้น แท้จริงแล้วก็คือสกุลเงินที่ใช้แลกเปลี่ยนกันในหมู่ผู้ฝึกตนแห่งดินแดนไท่เสวียน ซึ่งถูกสลักเสลาขึ้นมาจากหยกวิญญาณนั่นเอง
ตลอดระยะเวลาสองปีครึ่งที่ผ่านมา เขาสะสมเหรียญหยกได้เพียงสิบกว่าเหรียญเท่านั้น ทว่าจางชิงชวนกลับมั่งคั่งร่ำรวยกว่าเขามากนัก เหรียญหยกสามสิบกว่าเหรียญก้อนนี้ เพียงพอที่จะนำไปซื้อหาโอสถขัดเกลากระดูกชั้นเลิศได้ถึงหนึ่งเม็ดเลยทีเดียว
“ซูเสวียนจวิน เจ้า... เจ้าฝากเอาไว้ก่อนเถิด ในการทดสอบศิษย์ ข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้ผลกรรมที่ก่อไว้อย่างสาสม!” จางชิงชวนทอดสายตามองแผ่นหลังของซูเสวียนจวินที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ก่อนจะเดินกะเผลกจากไปอย่างทุลักทุเล
ตลาดนัดเขาเสี่ยวจู๋ครอบคลุมพื้นที่ยอดเขาหลายลูก ทว่ายอดเขาที่คึกคักและเจริญรุ่งเรืองที่สุดคือยอดเขาศูนย์กลาง ที่นั่นมีตระกูลขนาดเล็กหลายตระกูลคอยควบคุมดูแล ทำให้การซื้อขายแลกเปลี่ยนทรัพยากรเป็นไปอย่างสะดวกสบาย บางครายังมีสมบัติล้ำค่าจากโบราณสถานหลุดรอดออกมาวางขายอีกด้วย
ซูเสวียนจวินเดินทางมาถึงยอดเขาศูนย์กลาง ถนนหนทางสายต่างๆ ตัดสลับซับซ้อนไปมาประดุจใยแมงมุม สองฟากฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยร้านรวงจำนวนมาก ผู้คนในตลาดนัดมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ฝึกตนในขั้นหล่อหลอมกายา มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นผู้ฝึกตนในขั้นรวบรวมปราณฟ้าดิน นานๆ ครั้งจึงจะปรากฏผู้ฝึกตนในขั้นตำหนักม่วงขี่สายรุ้งศักดิ์สิทธิ์เหินทะยานพาดผ่านฟากฟ้า เรียกสายตายำเกรงจากฝูงชนได้ในทันที
ซูเสวียนจวินย่างกรายเข้าสู่ตลาดนัด เดินทอดน่องไปตามถนนหนทางสายต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ลอบใช้กระจกแห่งโชคชะตาสาดส่องไปยังผู้คนที่เดินผ่านไปมา
เขาเดินเตร็ดเตร่วนไปมาจนครบรอบ ทว่ากลับมิได้ค้นพบวาสนาใดๆ เลยแม้แต่น้อย
“ดูท่าว่าวาสนาและโชคลาภคงมิได้ปรากฏขึ้นมาให้เห็นง่ายดายถึงเพียงนั้น ข้ากลับไปก่อนดีกว่า”
ภายในใจของซูเสวียนจวินรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ในขณะที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินทางกลับไปยังวิหารเต๋า ภายในกระจกแห่งโชคชะตากลับบังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา
เขาปรายตามองเห็นกลุ่มแสงสีขาวสว่างวาบแสบตาแผ่ขยายออกเป็นภาพฉากหนึ่ง ภายในแสงสีขาวอันเจิดจรัสนั้น ยังมีลำแสงสีครามจางๆ ผสมผสานปะปนอยู่ด้วย