- หน้าแรก
- ทะลุมิติสู่ยุคดวงดาว สตรีมไลฟ์สอนลูกสัตว์บำเพ็ญเพียร
- บทที่ 13 วิดีโอโปรโมต
บทที่ 13 วิดีโอโปรโมต
บทที่ 13 วิดีโอโปรโมต
ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันไลฟ์สด การปล่อยวิดีโอโปรโมตของโรงเรียนเพื่อเรียกกระแสความสนใจล่วงหน้า ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการแข่งขันไลฟ์สดในครั้งก่อน ๆ
หลังจากเปิดรับสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน ตัวแทนจากโรงเรียนอนุบาลต่าง ๆ ก็พากันอัปโหลดรูปภาพและวิดีโอชีวิตประจำวันในโรงเรียนของลูกสัตว์ เพื่อทำการโปรโมตกันอย่างคึกคัก
เจียงอวี่ซีเองก็อยากจะรีบถ่ายวิดีโอแล้วอัปโหลดลงเว็บบอร์ดเพื่อโปรโมตโรงเรียนเหมือนกัน
แต่สถานการณ์ไม่อำนวยเอาเสียเลย
เพราะฟังก์ชันบางอย่างในกำไลส่วนตัวของเธอพัง ทำให้ไม่สามารถถ่ายวิดีโอได้
ส่วนเงินทุนก็ขัดสนอยู่ "นิดหน่อย" ทำให้ไม่มีปัญญาซื้ออุปกรณ์ไลฟ์สดเครื่องใหม่แกะกล่อง เธอเลยต้องไปตระเวนหาอุปกรณ์มือสองราคาจับต้องได้ตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ จนกระทั่งเกือบจะถอดใจอยู่แล้ว ก็ดันฟลุคซื้อมาได้ในราคาที่ถูกแสนถูก
แถมพ่อค้ายังใจดีสุด ๆ ส่งฟรีให้อีกต่างหาก!
เจียงอวี่ซีแทบจะน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจ
(ขณะเดียวกันนั้น ณ มุมใดมุมหนึ่ง พ่อค้าที่ว่าก็จามออกมาฟืดใหญ่: ในที่สุดก็ขายไอ้ของพัง ๆ นี่ออกไปได้สักที ต่อไปนี้จะไม่มือบอนไปดัดแปลงเครื่องไลฟ์สดเองอีกแล้ว ขาดทุนย่อยยับ! ซี้ดดดด ว่าแต่ไอ้หมูตู้ที่ซื้อไปเนี่ย มันอยู่ดาวบ้านนอกคอกนาซอกหลืบไหนกันวะ ค่าส่งถึงได้แพงหูฉี่ขนาดนี้!)
การประชุมผู้ปกครองจัดขึ้นในวันศุกร์ อุปกรณ์ไลฟ์สดมาส่งในวันเสาร์ ส่วนการแข่งขันไลฟ์สดจะเริ่มในวันจันทร์
ดังนั้น การถ่ายทำวิดีโอโปรโมตของโรงเรียนอนุบาลจึงต้องมาเร่งถ่ายซ่อมกันในเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์
ยังดีที่เคยซักซ้อมกันมาก่อนแล้ว แถมลูกสัตว์ทั้งหลายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี การเก็บฟุตเทจโปรโมตจึงเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว
แม้จะมีเวลาจำกัดจำเขี่ย แต่ด้วยทักษะการถ่ายทำอันยอดเยี่ยมของเธอ ผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมาก็ถือว่าดูดีเลยทีเดียว
ในวิดีโอความยาวสิบนาที เผยให้เห็นภาพแสงแดดอันสดใส ต้นไม้เขียวขจี ลูกสัตว์ตัวน้อยทั้งแปดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา กำลังตั้งใจเรียนหนังสือ ขยันขันแข็งในการออกกำลังกาย วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน และนอนหลับพักผ่อนอย่างสงบ ช่างเป็นภาพความงดงามและเงียบสงบราวกับสรวงสวรรค์
วิดีโอนี้ไม่เพียงแต่จะถ่ายทอดบรรยากาศอันดีงามของโรงเรียนอนุบาล รวมถึงความมุ่งมั่นและขยันหมั่นเพียรของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับธีมการโปรโมตที่ว่า "แสงอรุณยามเช้าของจักรวรรดิ" ได้อย่างลงตัว แถมยังเป็นการแฝงความนัยเพื่อบอกใบ้ชื่อโรงเรียนอนุบาลแสงตะวันได้อย่างแนบเนียนและตรงไปตรงมาอีกด้วย
ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสามตัวเลยล่ะ
อืมมม สวยเริ่ดดด~ (อยู่กับลูกสัตว์เยอะเกินไป จนเผลอติดสำเนียงน่ารักนุ่มฟูมาโดยไม่รู้ตัว)
ช่วงบ่าย ใต้ร่มไม้หน้าอาคารเรียนหลังที่หนึ่ง
หลังจากอัปโหลดวิดีโอโปรโมตด้วยความอารมณ์ดี พร้อมวาดฝันถึงช่องไลฟ์สดที่ยอดวิวถล่มทลายในอนาคต เจียงอวี่ซีก็ให้รางวัลตัวเองล่วงหน้าด้วยเต้าหู้นมสดหน้าผลไม้รวมหนึ่งถ้วย
หลังจากแช่เย็นจนได้ที่ ผิวหน้าของเต้าหู้นมสดทั้งสองถ้วยก็เกิดรอยย่นยับยู่ยี่ พอหั่นผลไม้วิญญาณโปะหน้าลงไปตกแต่งสักหน่อย หน้าตาก็ดูน่ากินสุด ๆ ไปเลย
พอลองตักชิมเบา ๆ หนึ่งคำ เนื้อสัมผัสของเต้าหู้นมสดก็เนียนนุ่มคล้ายกับโยเกิร์ตแบบคงรูป
คำแรกที่สัมผัสได้คือแผ่นฟองนมที่ทั้งเนียนและนุ่ม ละลายในปาก พร้อมกับกลิ่นหอมของนมที่เข้มข้นและกลมกล่อม
ตามมาด้วยเนื้อสัมผัสด้านล่างที่คล้ายกับเต้าฮวย ทั้งเนียนนุ่มและละมุนลิ้น อร่อยจนต้องกลืนน้ำลาย
ส่วนผลไม้รวมที่ท็อปปิ้งอยู่ด้านบนก็ให้ความรู้สึกกรุบกรอบ สดชื่น ฉ่ำน้ำ และช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี
รสสัมผัสทั้งสามชั้น ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว
คิดว่ามีแค่นี้เหรอ?
NO! NO! NO!
เต้าหู้นมสดถ้วยนี้ ไม่เพียงแต่จะมีรสชาติที่โดดเด่นไม่เหมือนใครเท่านั้น แต่วิธีการทำแบบพิเศษ ยังช่วยรักษากลิ่นอายพลังปราณที่มีอยู่มากมายในน้ำนมสัตว์ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ช่วยบำรุงเส้นลมปราณในร่างกายของเธอที่ได้รับความเสียหาย ให้ฟื้นฟูกลับมาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แถมยังช่วยปรับปรุงสภาพร่างกาย ของพวกลูกสัตว์ที่ขาดสารอาหารได้อีกด้วย
ไม่มีอะไรจะบำรุงเลือดเนื้อได้ดีไปกว่าพลังปราณอีกแล้ว
เต้าหู้นมสดถ้วยเล็ก ๆ ถ้วยนี้ เรียกได้ว่าคุ้มค่าทั้งในเรื่องของรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ
ไม่เพียงแต่ลูกสัตว์ทั้งหลายจะชอบกิน (โดยเฉพาะจู๋เซี่ย) เธอก็ชอบมากเหมือนกัน
พวกลูกสัตว์ยังตั้งชื่อน่ารัก ๆ ให้เต้าหู้นมสดถ้วยนี้ว่า 'นมตึ๋งหนืด' อีกด้วย
ตีคู่สูสีมากับ 'นมดึ๋งดั๋ง' ที่มีเนื้อสัมผัสเหมือนพุดดิ้ง กลายเป็นเมนูนมจานโปรดของเด็ก ๆ ไปเลย
เชื่อเถอะว่า นอกเหนือจากหุ่นยนต์อีอีแล้ว ไม่มีมนุษย์สัตว์หน้าไหนต้านทานความอร่อยนี้ได้หรอก
เจียงอวี่ซีที่กำลังดื่มด่ำกับของอร่อยอย่างมีความสุข ก็ได้พบกับเจ้าเหมียวน้อยฟีลที่ "มาเยือนโดยไม่ได้รับเชิญ" อีกครั้งตามคาด
เพื่อนตัวน้อยอย่างฟีลในร่างแมวเหมียว ดูจะขี้อายกว่าตอนที่อยู่ในร่างมนุษย์ซะอีก
ทีแรก เธอแอบคิดระแวงไปว่าอาจจะเป็นพวกมนุษย์สัตว์เพศเมียที่เคยใส่ร้ายเจ้าของร่างเดิมยังไม่ยอมเลิกรา และคิดจะมาตามล้างตามเช็ดให้สิ้นซากซะอีก เธอเฝ้าระวังภัยอยู่พักใหญ่ กว่าจะรู้ตัวว่านั่นคือเพื่อนตัวน้อยอย่างฟีล
ก็แหม ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นฟีลในร่างสัตว์มาก่อนนี่นา ที่จำได้ก็เพราะป้ายชื่อนักเรียนนั่นแหละ
ลูกแมวน้อยสีดำปิ๊ดปี๋ + ป้ายชื่อนักเรียน แถมบนป้ายไม้ที่เอามาทำเป็นบัตรนักเรียนก็สลักคำว่า "ฟีล" ไว้หราเลย
ถ้าไม่ใช่ฟีลแล้วจะเป็นใครไปได้อีกล่ะ?
ในห้องเรียน ฟีลมักจะรักษาร่างมนุษย์เอาไว้ตลอดเวลา ไม่ยักรู้ว่าตอนเลิกเรียนแล้วจะชอบกลับมาอยู่ในร่างสัตว์
แต่ก็อย่างว่าแหละ สำหรับมนุษย์สัตว์แล้ว ร่างสัตว์คือร่างที่แข็งแกร่งกว่า ลูกสัตว์ย่อมทำตามสัญชาตญาณที่เชิดชูความแข็งแกร่งเป็นธรรมดา
ลูกแมวน้อยตัวดำปิ๊ดปี๋ตัวกระจิ๋วหลิว ดูเผิน ๆ เหมือนตุ๊กตาขนปุกปุยตัวกลมดิ๊ก พอลมพัดเอื่อย ๆ ขนที่นุ่มฟูก็จะพริ้วไหวเบา ๆ
ดวงตากลมโตของเจ้าตัวเล็กเป็นประกายแวววาว ราวกับไพลินชั้นยอดที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน จมูกสีชมพูอ่อนขยับฟุดฟิดอยู่ตลอดเวลา ราวกับกำลังดมกลิ่นหอมหวานเย้ายวนที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
เจียงอวี่ซีแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ นั่งละเลียดของอร่อยต่อไปอย่างเชื่องช้า
ผ่านไปพักใหญ่ ก่อนที่ความอดทนของลูกแมวน้อยจะหมดลง เธอก็แกล้งหันขวับไปมอง ราวกับเพิ่งจะสังเกตเห็นลูกแมวน้อยที่อยู่ข้างหลัง
“อ้าว ฟีลคนเก่งนี่เอง ทำไมถึงวิ่งมาที่โรงเรียนอีกล่ะจ๊ะ”
เจ้าตัวเล็กทำท่าเหมือนตกใจจนตัวเกร็ง ตัวสั่นริก ๆ แถมยังส่งเสียงร้อง "ม้าว" ออกมาอย่างน่ารักน่าชัง ไม่ได้แหลมปรี๊ดแต่อย่างใด
เจ้าตัวเล็กมักจะชอบแอบมาช่วงพักผ่อน ไม่ได้มาทำอะไรหรอก แค่มาซุ่มดูพฤติกรรมของเธอเงียบ ๆ ตรงมุมตึกนั่นแหละ
ช่วงแรก ๆ ก็จะหลบอยู่ตรงที่ที่เธอมองไม่เห็น พอโดนจับได้ ก็จะค่อย ๆ ขยับออกมาอยู่ในจุดที่ไกลลิบแต่ก็ไม่ถึงกับคลาดสายตา เพื่อลองเชิงดู
ลูกแมวตัวน้อยกางอุ้งเท้าสีชมพูอ่อน ค่อย ๆ ย่องเข้ามาหาเธอทีละก้าว ๆ อย่างระแวดระวัง กลัวว่าเธอจะเห็น แต่ก็กลัวว่าเธอจะไม่เห็นเหมือนกัน บางทีก็แอบส่งเสียง “เมี้ยว~ เมี้ยว~” ออกมาเบา ๆ
พอเธอสังเกตเห็น ก็จะทำท่าทางเหมือนถูกทำให้ตกใจแบบตอนนี้ แล้วก็ส่งเสียงร้อง “ม้าว” ออกมาอย่างออดอ้อน
เธอเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ปล่อยให้เจ้าตัวเล็กค่อย ๆ ขยับเข้ามาหาเอง
ลูกแมวน้อยเดินเตาะแตะเข้ามาหา ก้าวหนึ่งก็ลองเชิงที ก้าวหนึ่งก็ลังเลที จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ เอียงคอมองอย่างสงสัยนิด ๆ “เมี้ยว เมี้ยวเมี้ยว ม้าว~” เหมือนกำลังจะถามว่า คราวนี้รู้ได้ไงว่าฉันมา?
หัวใจของเธอแทบจะละลายเหลวเป็นน้ำไปกับเสียงร้อง “เมี๊ยวม้าว” อ้อน ๆ ของเจ้าตัวเล็กแล้ว
เธอยกเต้าหู้นมสดอีกถ้วยบนโต๊ะขึ้นมา ดัดเสียงเล็กเสียงน้อยถามอย่างอ่อนโยน “วันนี้เป็นนมตึ๋งหนืดนะจ๊ะ อยากกินไหมเอ่ย?”
เจ้าตัวเล็กเงยหน้าขึ้นนิดนึง แล้วเอาอุ้งเท้าน้อย ๆ แตะลงบนโต๊ะ
เธอเข้าใจในทันทีว่า อ๋อ จะกินบนโต๊ะสินะ
เจ้าตัวเล็กที่อยู่ใต้โต๊ะ เล็งเป้าหมายไปที่พื้นโต๊ะ เตรียมพร้อมกระโดดสุดตัว
ปุ๊! แล้วก็ร่วงลงไปกลิ้งขลุก ๆ อยู่บนพื้น
เธอต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการกลั้นขำเอาไว้ในใจ
ขืนขำออกมามีหวังเจ้าตัวเล็กได้งอนแน่ ๆ
รวบรวมพลังกระโดดอีกครั้ง ดวงตากลมโตสีฟ้าใสเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
อุดมการณ์น่ะสวยหรู แต่ความเป็นจริงมันโหดร้าย
เจ้าแมวน้อยร่วง “ปุ๊” ลงไปกลิ้งเป็นก้อนกลมสีดำอีกรอบ
โต๊ะมันสูงเกินไป กระโดดติดกันหลายรอบก็ยังไม่ขึ้นสักที
เจ้าตัวเล็กเริ่มหงุดหงิดเข้าให้แล้ว
ยื่นอุ้งเท้าน้อยสีชมพูอ่อนออกมา ข่วนขาโต๊ะไม่ยั้ง ปากก็ร้องขู่ “เมี้ยวเมี้ยว แง่ง!” อย่างดุร้าย
พอได้ล้างแค้น “ความอัปยศ” ให้กับขาโต๊ะเสร็จ เจ้าแมวน้อยก็วิ่งดุ๊กดิ๊ก ๆ เข้ามาหาเธอด้วยท่าทางภาคภูมิใจราวกับแม่ทัพใหญ่ที่เพิ่งชนะศึก
ขาสั้น ๆ ป้อม ๆ ทั้งสี่ข้างวิ่งดุ๊กดิ๊ก ขนปุกปุยฟูฟ่องสั่นไหวไปมา หางเส้นเล็กส่ายดุ๊กดิ๊กอยู่ด้านหลัง
เจ้าตัวเล็กกระโดดแผล็วเข้ามาในอ้อมกอดของเธอ เอาอุ้งเท้าชี้ไปที่โต๊ะ แล้วร้องเสียงอ้อน “ม้าว~”
เธออาศัยจังหวะที่อุ้มลูกแมวขึ้นมา แกล้งทำเป็นไม่ตั้งใจ บีบอุ้งเท้าเนียนนุ่มในฝ่ามือเบา ๆ แล้วก็ถือโอกาสลูบคลำไปมาอย่างเนียน ๆ
สัมผัสช่างเนียนนุ่มละมุนมือ ราวกับผ้ากำมะหยี่ชั้นดี
ทำเอาเธอหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น
ในตอนที่เจ้าตัวเล็กกำลังดื่มด่ำกับของอร่อยจนไม่ทันระวังตัว เธอก็รีบฉวยโอกาสบุกจู่โจมทันที: “กินเสร็จแล้ว เดี๋ยวครูใหญ่ซีซีช่วยหวีขนให้ดีไหมจ๊ะ?”
“เมี้ยวม้าว” (ตั้งหน้าตั้งตากิน)
“ไหน ๆ ก็จะหวีขนแล้ว เรามาอาบน้ำกันด้วยเลยดีไหมเอ่ย?” รุกฆาตต่อเนื่อง
“ม้าวแง่ง” (ยังคงตั้งหน้าตั้งตากินต่อไป)
“ในเมื่อยังไงก็ต้องอาบน้ำอยู่แล้ว งั้นเรามาแช่น้ำยาสมุนไพรกันเลยดีกว่า เนอะ?” เส้นลมปราณในร่างกายของเจ้าตัวเล็กเสียหายหนักมาก ขืนปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ต่อไปมีหวังอันตรายถึงชีวิตแน่
เธอทำได้แค่ใช้จังหวะนี้หลอกล่อให้เจ้าตัวเล็กยอมแช่น้ำยาสมุนไพร
“ม้าวแง่ง แฮ่!” (อย่าหนวกหูน่า คนจะกิน!)
หลังจากได้รับคำตอบ ครูใหญ่ซีซีก็ยอมปล่อยเจ้าตัวเปี๊ยกผู้น่าสงสารไปในที่สุด
(จบบท)