- หน้าแรก
- จักรพรรดิสวรรค์หรรษา กลุ่มแชทนี่มันบ้าอะไรเนี่ย
- บทที่ 39 เจียงเหิงอวี่: มองเห็นเยี่ยฝานแล้วรู้สึกคุ้นเคยราวกับเห็นหลานชาย!
บทที่ 39 เจียงเหิงอวี่: มองเห็นเยี่ยฝานแล้วรู้สึกคุ้นเคยราวกับเห็นหลานชาย!
บทที่ 39 เจียงเหิงอวี่: มองเห็นเยี่ยฝานแล้วรู้สึกคุ้นเคยราวกับเห็นหลานชาย!
"เจ้าไม่ใช่ผู้หญิงหรอกหรือ?"
เมื่อเยี่ยฝานเอ่ยประโยคนี้ออกมา
ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างก็หันขวับมามองเป็นตาเดียว
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาของทุกคนที่จับจ้องมา
สีหน้าของอู๋สือก็แข็งค้างไปเล็กน้อย เขากลอกตาจ้องมองเยี่ยฝานเขม็ง ราวกับกำลังจะบอกว่า——เรื่องไหนไม่ควรพูดก็ดันพูดออกมาเสียได้ใช่ไหม?
ดีมาก ข้าจำเจ้าไว้แล้ว!
อู๋สือเพิ่งจะอ้าปากเตรียมอธิบาย
"โฮ่ง!"
ทว่าในตอนนั้นเอง
เฮยหวงผู้ซื่อสัตย์ของเขาก็เป็นฝ่ายพุ่งทะยานออกไปก่อน
เห็นเพียงเฮยหวงกระโจนขึ้นไปกัดเข้าที่แขนของเยี่ยฝานเต็มคำ พลางกล่าวว่า "เจ้าหนู! เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใดกัน?"
"เด็กหนุ่มผู้หล่อเหลา สง่างาม และมีเสน่ห์เบื้องหน้านี้ มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก ในอนาคตย่อมต้องกลายเป็นบุคคลระดับมหาจักรพรรดิผู้ไร้เทียมทานอย่างแน่นอน จะเป็นเด็กผู้หญิงไปได้อย่างไร..."
"บัดซบ!"
"ไอ้หมาเวร รีบปล่อยปากเดี๋ยวนี้!"
สีหน้าของเยี่ยฝานบิดเบี้ยว
เขาหมดปัญญาจะจัดการกับสุนัขดำตัวนี้จริงๆ
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เพิ่งจะเบิกทะลวงทะเลทุกข์ได้ไม่นาน พลังฝีมือในร่างจึงมีจำกัด แม้ว่าเฮยหวงเบื้องหน้าจะไม่มีระดับการบ่มเพาะ แต่ทว่ากายเนื้อระดับมหาปราชญ์ของมันก็ยังคงสามารถสะกดข่มเขาได้อย่างง่ายดาย...
"ข้าไม่ใช่คนพูดเสียหน่อยว่าน้องหลินเป็นผู้หญิง"
"เขาเป็นคนพูดเองต่างหาก!"
เยี่ยฝานกล่าวแก้ตัว
เมื่อได้ยินดังนั้น
เฮยหวงก็ชะงักไปเล็กน้อย
มันเผลอคลายปากออกโดยสัญชาตญาณ
มหาจักรพรรดิบอกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงอย่างนั้นหรือ?
จะเป็นไปได้อย่างไร!
มหาจักรพรรดิอาจจะเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือรุ่นแรกได้ เพราะเขาคือบุตรแห่งจักรพรรดิเพียงคนเดียวของซีหวง แต่มหาจักรพรรดิไม่มีทางเป็นผู้หญิงเด็ดขาด และยิ่งไม่มีทางแต่งตัวเป็นผู้หญิงด้วย ข้อนี้เฮยหวงสามารถยืนยันได้อย่างหนักแน่น
ท้ายที่สุดแล้ว
ภายในใจของมัน
มหาจักรพรรดิคือตัวตนที่ไร้เทียมทานในใต้หล้า
สยบเขตหวงห้าม ทำให้สะท้านไปทั้งแผ่นดิน ไร้คู่ต่อสู้ในรุ่นเดียวกัน ยังไม่ทันบรรลุมรรคาก็สามารถรับการโจมตีจากอาวุธจักรพรรดิสูงสุดได้โดยตรง ตัวตนระดับนี้เจ้ามาบอกข้าว่าเขาแต่งตัวเป็นผู้หญิงอย่างนั้นหรือ?!
จะเป็นไปได้อย่างไร!
ในขณะที่เฮยหวงกำลังตั้งข้อสงสัยกับชีวิตอยู่นั้น
น้ำเสียงราบเรียบของอู๋สือก็ดังขึ้น "สหายเต๋าเยี่ย ข้าเหมือนจะไม่เคยพูดคำว่า——'ข้าเป็นผู้หญิง' ในกลุ่มเลยสักครั้งนะ"
เมื่อคำกล่าวนั้นเอ่ยออกไป
ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย
เจียงเหิงอวี่ครุ่นคิดอย่างละเอียดพลางกล่าว "จริงด้วย น้องหลิน... สหายเต๋าหลินดูเหมือนจะไม่เคยพูดอย่างชัดเจนว่าตนเองเป็นผู้หญิง เพียงแต่พวกเราทึกทักไปเอง พอเห็นชื่อในกลุ่มของเขาก็เลยคิดว่าเขาเป็นผู้หญิง"
"ใช่"
จีซวีคงพยักหน้า
ในตอนแรกที่เขาเห็นชื่อกลุ่มของอู๋สือ เขาก็เผลอคิดไปเองโดยสัญชาตญาณว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงเช่นกัน
"หา!?"
เยี่ยฝานถึงกับหน้าเหวอ
เขาครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วก็พบว่าดูเหมือนจะเป็นเขาเองจริงๆ ที่ทึกทักไปเองว่าอู๋สือเป็นผู้หญิง...
เฮยหวงได้สติกลับคืนมาเช่นกัน
มันพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าอีกครั้งในทันที
"โฮ่ง!"
"ไอ้หนูอย่างเจ้ายังมีชื่อกลุ่มว่ามหาจักรพรรดิเบนซ์เลยนี่ วันนี้เปิ่นหวงจะใช้แค่มือเดียวสยบมหาจักรพรรดิรุ่นที่หนึ่งเสีย!"
วันนี้
ขุนพลเทวะอันดับหนึ่งภายใต้สังกัดของอู๋สือ
——เฮยหวง!
จะใช้แค่มือเดียวสยบมหาจักรพรรดิเบนซ์!
"บัดซบ!"
สีหน้าของเยี่ยฝานบิดเบี้ยวอีกครั้ง
เขาเอ่ยปากร้องขอความเมตตา "ปล่อยปาก! ถือว่าข้าผิดเองไม่ได้หรือไง?"
"หึหึ!"
"อยากให้เปิ่นหวงปล่อยเจ้าไปอย่างนั้นหรือ?"
"ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ ขอแค่เจ้ายอมมอบเลือดศักดิ์สิทธิ์ให้ข้าสักสามชามใหญ่ เปิ่นหวงก็จำใจยอมปล่อยเจ้าไปก็ได้..."
เฮยหวงอดไม่ได้ที่จะแลบลิ้นเลียเยี่ยฝาน
เมื่อเห็นเช่นนั้น
ทุกคน ณ ที่นั้นต่างก็เบิกตากว้าง
สุนัขตัวนี้...
ช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเสียจริง
ไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนเลี้ยงดูมันมา
"อะแฮ่ม"
หลินเจาเริ่มจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่
สมแล้วที่เป็นสมาชิกของสามสหายสารเลวแห่งเจ้อเทียน
"เอาล่ะ"
"เลิกก่อกวนกันได้แล้ว"
หลินเจอกล่าวอย่างจนใจอยู่บ้าง
เมื่อได้ยินดังนั้น
เฮยหวงก็ยอมปล่อยปากในทันที
มันแกว่งหางวิ่งไปที่ข้างกายครอบครัวสามคนของหลินเจา จากนั้นก็หมอบลงอย่างว่าง่าย
"ซี้ด——"
เยี่ยฝานเดินเข้าไปในศาลาพักร้อนด้วยสีหน้าเจ็บปวด
เจียงเหิงอวี่ จีซวีคง และคนอื่นๆ ต่างก็เดินตามหลังเขามาติดๆ
เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปในศาลาพักร้อน พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของศาลาหลังนี้ในทันที ราวกับว่าหมื่นมรรคาแห่งฟ้าดินล้วนโอบล้อมอยู่รอบกาย รู้สึกปลอดโปร่งไปทั้งร่าง แม้แต่ความเร็วในการฝึกฝนก็ยังเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
"นี่มัน..."
สีหน้าของเยี่ยฝานปรากฏความประหลาดใจเล็กน้อย
เขาไม่เพียงแต่รู้สึกว่าความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มขึ้นเท่านั้น
แต่ยังรู้สึกได้ว่าการสะกดข่มที่ฟ้าดินมีต่อกายศักดิ์สิทธิ์ได้เลือนหายไปแล้ว
หลินเจาอธิบายว่า
"ศาลาพักร้อนหลังนี้มีคุณสมบัติในการรู้แจ้งมรรคา สามารถทำความเข้าใจหมื่นมรรคาแห่งฟ้าดินได้ทุกที่ทุกเวลา ผลลัพธ์ของมันก็คล้ายคลึงกับการหลอมรวมเข้ากับตราประทับเทียนซินนั่นแหละ..."
"หลอมรวมเข้ากับตราประทับเทียนซิน!?"
เซียวอิ๋งฮว๋าเบิกตากว้างพลางกล่าว "นี่มันไม่ใช่สิทธิพิเศษที่มีเพียงมหาจักรพรรดิโบราณเท่านั้นหรอกหรือ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น
ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างก็ตกตะลึง
พวกเขามองศาลาพักร้อนตรงหน้าด้วยสายตาเร่าร้อน ในใจตระหนักได้ทันทีว่านี่คือวาสนาอันยิ่งใหญ่ เป็นการได้รับสิทธิพิเศษที่ควรจะเป็นของมหาจักรพรรดิโบราณล่วงหน้า...
หากสามารถฝึกฝนอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป
เกรงว่าระดับการบ่มเพาะของพวกเขาคงจะพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นแน่
หลินเจามองทะลุความคิดของพวกเขา จึงกล่าวว่า "โลกใบเล็กแห่งนี้มีเพียงหัวหน้ากลุ่มและผู้ดูแลเท่านั้นที่สามารถเปิดได้ พวกเจ้าก็อย่าคิดอะไรให้มากความเลย..."
"ข้าไม่อาจอยู่ที่นี่ได้ตลอดไปหรอกนะ"
'ศาลาถกมรรคา' มีเพียงหัวหน้ากลุ่มและผู้ดูแลเท่านั้นที่สามารถเปิดใช้งานได้ เมื่อผู้ที่เปิดใช้งานเดินทางออกจากฟ้าดินแห่งนี้ ศาลาถกมรรคาก็จะถูกปิดลงโดยอัตโนมัติเช่นกัน
หลินเจาไม่มีทางอยู่ที่นี่ได้ตลอดเวลา
เขายังมีเรื่องของตัวเองที่ต้องจัดการ
เมื่อได้ยินดังนั้น
ทุกคน ณ ที่นั้นต่างก็พยักหน้าเงียบๆ
ในตอนนั้นเอง เยี่ยฝานก็บังเอิญพบว่าเจียงเหิงอวี่กำลังแอบมองเขาอยู่บ่อยครั้ง
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย "พี่เจียง ท่าน..."
"ท่านเอาแต่มองข้าทำไมกัน?"
เมื่อคำกล่าวนั้นเอ่ยออกไป
ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างก็หันมามองเป็นตาเดียว
"อะแฮ่ม"
เจียงเหิงอวี่กระแอมไอเบาๆ พลางกล่าว "ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เวลาที่ข้าเห็นพี่เยี่ย ข้ามักจะรู้สึกราวกับเห็นหลานชายของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น..."
"มันรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด"
"???"
เยี่ยฝานสับสนไปหมดแล้ว
ข้าเห็นท่านเป็นพี่น้อง! แต่ท่านกลับเห็นข้าเป็นหลานชายอย่างนั้นหรือ?
"พี่เจียงก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันหรือ?"
จีซวีคงก็เอ่ยปากขึ้นเช่นกัน "เวลาที่ข้ามองเห็นสหายเต๋าเยี่ย ข้าก็รู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง ราวกับได้เห็นหลาน... ราวกับได้เห็นคนในตระกูลเดียวกันอย่างไรอย่างนั้น"
เมื่อได้ยินดังนั้น
เยี่ยฝานก็ถึงกับมึนงงไปอย่างสิ้นเชิง
เขามองเจียงเหิงอวี่ทางซ้ายที แล้วก็หันไปมองจีซวีคงทางขวาที ก่อนจะอ้าปากค้างพลางกล่าวว่า "หรือว่าพวกท่านสองคนจะเป็นบรรพบุรุษของข้ากันแน่?!"
หลินเจาเลิกคิ้วเล็กน้อย
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "พวกเจ้าสามคนยื่นมือออกมาสิ"
เยี่ยฝานและอีกสองคนทำตามอย่างว่าง่าย
เห็นเพียงหลินเจายกมือขึ้นบีบบังคับหยดเลือดออกจากร่างของพวกเขาทีละหยด จากนั้นภาพอันน่าประหลาดใจก็พลันบังเกิดขึ้น——หยดเลือดของเยี่ยฝานกลับหลอมรวมเข้ากับหยดเลือดของเจียงเหิงอวี่และจีซวีคงได้หน้าตาเฉย
หลินเจามีสีหน้าแปลกประหลาดพลางกล่าว "พวกเขาสองคนเป็นบรรพบุรุษของเจ้าจริงๆ ด้วย"
เมื่อกล่าวจบ
ตัวเขาเองก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างเช่นกัน
หรือว่าในอนาคต เจียงเหิงอวี่กับจีซวีคงจะยังคงต้องตายงั้นหรือ?!
แล้วศพจักรพรรดิก็เกิดจิตวิญญาณไปจุติที่โลกอย่างนั้นหรือ?
ไม่น่าจะถึงขั้นนั้นกระมัง?
มีกลุ่มแชตอยู่ทั้งที
ต่อให้เจียงเหิงอวี่และอีกคนจะตกต่ำถึงขีดสุด
แต่อย่างน้อยก็น่าจะสามารถเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในโลกพิสดารเพื่อเอาชีวิตรอดได้ไม่ใช่หรือ?
แน่นอนว่า
ก็ใช่ว่าพวกเขาจะต้องตายเสมอไป
อาจเป็นไปได้ว่าเจียงเหิงอวี่หนีไปที่โลกและทิ้งสายเลือดเอาไว้ ท้ายที่สุดแล้วสถานะปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งวิถีปรารถนามนุษย์ของเขาก็ได้รับการยอมรับจากกลุ่มแชตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่แล้วของจีซวีคงเล่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หรือว่า...
เขาจะถูกเจียงเหิงอวี่พาเสียคนไปแล้ว?
ก็เป็นไปได้เช่นกัน
เยี่ยฝานเบิกตากว้าง
เขารู้สึกเหมือนกำลังฝันไปอย่างไรอย่างนั้น
"นัดเจอเพื่อนออนไลน์แต่กลับกลายเป็นบรรพบุรุษเสียได้"
"บรรพบุรุษผู้ทรงเสน่ห์ของข้า"
"ปีที่ข้าได้นับถือเป็นพี่น้องกับบรรพบุรุษ"