- หน้าแรก
- สามก๊กเซียนยุทธ์ แผนการปั้นพ่อให้เป็นจักรพรรดิเทพ
- สามก๊กเซียนยุทธ์ ตอนที่ 11
สามก๊กเซียนยุทธ์ ตอนที่ 11
สามก๊กเซียนยุทธ์ ตอนที่ 11
สามก๊กเซียนยุทธ์ ตอนที่ 11
บทที่ 11 พลังที่แท้จริงของลิโป้
ผ่านไปเพียงชั่วเวลาจิบชา ทัพม้าซยงหนูก็ปรากฏขึ้นในสายตาของสองพ่อลูกลิโป้และลิเจาอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกัน ลิโป้พลันปลดปล่อยไอสีแดงฉานพุ่งทะยานออกจากร่าง เขาเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าอย่างเต็มที่
ลิเจาเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขาเร่งเร้าลมปราณโลหิตในร่างจนถึงขีดสุด ปรากฏไอสีแดงจางๆ ปกคลุมร่างกายเช่นเดียวกัน
ถึงกระนั้น ในสายตาของพวกซยงหนู สองพ่อลูกนี้กลับดูเหมือนตัวตลกที่ไร้ค่า เพราะการที่คนเพียงสองคนคิดจะหยุดทัพม้าหนึ่งพันนายที่กำลังพุ่งทะยานมาด้วยความเร็วสูงสุดนั้น ไม่ต่างอะไรกับการใช้แขนตั๊กแตนขวางรถศึก
นายกองพันซยงหนูผู้นำทัพจึงสั่งการให้ทหารทั้งหมดบุกตะลุยต่อไป โดยตั้งใจจะบดขยี้สองพ่อลูกลิโป้ให้กลายเป็นเศษเนื้อไปพร้อมกัน
เมื่อเห็นทัพม้าซยงหนูใกล้เข้ามาทุกที ลิโป้ก็กระชับทวนเทพกรีดนภาในมือแน่นขึ้น วินาทีต่อมา ร่างของเขากลับทะยานขึ้นฟ้าดุจพญาอินทรี ก่อนจะฟาดทวนใส่กลุ่มทัพม้าซยงหนูที่เบื้องหน้าอย่างรุนแรง
พริบตานั้น เหนือทวนเทพกรีดนภาของลิโป้พลันปรากฏแสงสีน้ำเงินสว่างจ้า และแสงสีน้ำเงินนั้นก็ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมันพุ่งวาบลงใส่ทัพม้าซยงหนูพร้อมกับการโจมตีครั้งนี้
เมื่อเห็นท่านพ่อใช้กระบวนท่า 'กลืนฟ้าทลายปฐพี' ลิเจาก็ถึงกับตาค้างด้วยความตกตะลึง 'คุณพระ! ท่านพ่อของข้าแข็งแกร่งขนาดนี้เลยรึ? ถึงขั้นชักนำพลังสายฟ้าออกมาได้เลยอย่างนั้นหรือเนี่ย!'
ในขณะที่ลิเจากำลังอึ้ง มือของเขาก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เขาชูทวนกรีดนภาน้อยขึ้นเหนือศีรษะก่อนจะฟาดลงไปเบื้องหน้าตรงๆ
ดูเหมือนเป็นกระบวนท่าที่แสนจะธรรมดา ทว่ามันกลับสร้างพายุคลั่งลูกหนึ่งพุ่งเข้าใส่ทัพม้าซยงหนู ทุกที่ที่พายุพัดผ่านจะมีเสียงร้องโหยหวนของวิญญาณร้ายดังระงม ราวกับว่าลิเจาได้ลากทหารม้าเหล่านั้นลงสู่นรกอเวจีในชั่วพริบตา
การที่ลิโป้และลิเจาต่างสำแดงกระบวนท่าใหญ่ออกมาพร้อมกัน ทำให้ทัพม้าซยงหนูต้องหยุดชะงักลงทันที ยามนี้พวกมันเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากำลังเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่ตอแยได้ยากยิ่ง
นายกองพันซยงหนูจึงรีบชูดาบขึ้นสูง สั่งการให้ทหารม้าแยกกำลังออกเป็นหลายสายเพื่อล้อมกรอบสังหารลิโป้และลิเจาจากรอบทิศทาง
ลิโป้กุมด้ามทวนแน่น ไอสังหารที่หนาวเหน็บแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา เขาพุ่งเข้าใส่ทัพนับพันดุจพญาราชสีห์ที่หลุดเข้าไปในฝูงแกะ
ทวนเทพกรีดนภาในมือของเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายฟ้า ทุกท่วงท่าแม่นยำและรุนแรงจนสามารถปลิดชีพศัตรูในจุดตายได้เพียงครั้งเดียว
ทางด้านลิเจาเองก็พุ่งทะยานไปมากลางสนามรบ เงาทวนของเขาพริ้วไหวราวกับสายลม ทุกย่างก้าวหนักแน่นราวกับเสียงกลองศึกที่ปลุกเร้าเจตจำนงแห่งการต่อสู้จนถึงชั้นฟ้า ร่างของเขาเคลื่อนที่ไปมาบนหลังม้าอย่างว่องไว ทวนในมือราวกับสิ่งมีชีวิต ทุกครั้งที่เขาวาดทวนออกไป จะต้องตามมาด้วยห่าฝนเลือดที่สาดกระจาย
การเคลื่อนไหวของทั้งคู่รวดเร็วเสียจนมองตามไม่ทัน เศษซากศพและแขนขาที่ขาดวิ่นปลิวว่อนไปทั่วอากาศราวกับใบไม้แห้งที่ถูกพายุพัดพา ทหารม้าซยงหนูต่างล้มตายลงไปคนแล้วคนเล่า ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ตัวทั้งคู่ได้เลย สองพ่อลูกใช้พละกำลังเพียงน้อยนิดก็สามารถพุ่งทะลวงฝ่าค่ายกลทหารหนึ่งพันนายได้อย่างง่ายดาย
มาถึงตอนนี้ ลิเจาจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า เหตุใดท่านพ่อของเขาถึงไม่แยแสที่จะใช้กลอุบายในการซุ่มโจมตีพวกซยงหนู เพราะความจริงแล้วเมื่อมีลิโป้อยู่ ทุกแผนการล้วนเป็นเรื่องส่วนเกินทั้งสิ้น
ขอเพียงมีลิโป้คอยนำทัพบุกตะลุยอยู่ข้างหน้า ทหารหนึ่งร้อยนายที่ตามหลังมาก็ทำหน้าที่เพียงแค่คอยเก็บกวาดศัตรูที่เหลือรอดเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขามารับความเสี่ยงใดๆ เลย
เมื่อเห็นลิโป้และลิเจาพุ่งทะลวงฝ่าทัพออกมาได้โดยไร้รอยขีดข่วน พวกซยงหนูที่เหลือรอดกลับไม่กล้าหันกลับมาล้อมสังหารอีกต่อไป
พวกมันเพียงต้องการจะหนีไปจากเทพมรณะทั้งสองคนนี้ให้เร็วที่สุด ภายใต้การสั่งการของนายกองพัน พวกมันจึงรีบควบม้าพุ่งมุ่งหน้าต่อไปด้านหน้าทันที
เป้าหมายแรกคือต้องการสลัดหนีสองพ่อลูกจอมโหด เป้าหมายที่สองคือการมองหาหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด เพื่อจะใช้ชีวิตของชาวบ้านมาเป็นตัวประกันต่อรอง
น่าเสียดายที่พวกมันพุ่งออกไปได้เพียงร้อยกว่าเมตร ก็ต้องเผชิญกับห่าฝนธนูที่ระดมยิงลงมาจนตั้งตัวไม่ติด
ยามที่นายกองพันยังไม่ทันจะจัดกระบวนทัพใหม่ งุยซกและเฮาเสงก็นำทหารพุ่งออกมาจากข้างทางทั้งสองฝั่ง ทว่าพวกเขาไม่ได้เข้าปะทะตรงๆ แต่กลับคอยรักษาระยะห่างเพื่อระดมยิงธนูสังหารทหารม้าซยงหนูอย่างต่อเนื่อง
ในวินาทีที่พวกซยงหนูเริ่มจะตั้งสติได้ ลิโป้และลิเจาซ้ำเติมด้วยการควบม้าเข้าโจมตีจากทางด้านหลังอีกครั้ง ค่ายกลของพวกซยงหนูในสายตาของสองพ่อลูกนั้นไม่ต่างอะไรกับกำแพงกระดาษที่ไร้พลังการป้องกัน
เพียงชั่วครู่เดียว แนวรับของศัตรูก็ถูกฉีกขาดเป็นสองสาย พร้อมกับการนองเลือดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกที่ที่สองพ่อลูกพุ่งผ่าน
สถานการณ์ในสนามรบยามนี้กลายเป็นการเข่นฆ่าอยู่ฝ่ายเดียว ลิโป้บุกตะลุยอยู่ด้านหน้า โดยมีเฮาเสงคอยตามหลังเพื่อกุดหัวพวกซยงหนูที่ถูกพลังทวนกระแทกจนตกจากหลังม้า
ในขณะเดียวกัน งุยซกที่ตามหลังลิเจามา ก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกับเฮาเสง ศีรษะของศัตรูที่กลิ้งเกลื่อนกลาดบนพื้นกลายเป็นผลงานการรบที่พวกเขารวบรวมมาได้
ทางด้านนายกองพันซยงหนูนั้นหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว ยามนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะสู้รบอีกต่อไป ความหวาดกลัวทำให้เขาถึงกับควบคุมร่างกายไม่ได้ และอยากจะมุดแผ่นดินหนีไปให้พ้นจากเทพมรณะทั้งสองคนนี้
โชคดีที่ในตอนนี้ลิโป้และลิเจายังอยู่ห่างจากเขาไกลพอสมควร นายกองพันจึงสั่งการให้ทหารที่เหลือทั้งหมดพุ่งเข้าใส่สองพ่อลูกเพื่อถ่วงเวลา ส่วนตัวเขานั้นอาศัยจังหวะนี้ควบม้าหนีไปทางค่ายตระกูลอ้อง
การศึกครั้งนี้ดำเนินไปเพียงเวลาธูปไหม้หมดหนึ่งดอก ทหารม้าซยงหนูทั้งหมดก็ไม่มีใครเหลือรอดอยู่บนหลังม้าได้อีกต่อไป บนพื้นดินหลงเหลือเพียงร่างของทหารที่บาดเจ็บสาหัสซึ่งส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเศษซากแขนขาที่กระจายอยู่เต็มทุ่ง
สำหรับพวกซยงหนูที่ยังรอดชีวิตและส่งเสียงร้องนั้น งุยซกและเฮาเสงไม่ได้มีความเมตตาให้เลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่ดาบตกลงไป ศีรษะของพวกมันจะถูกปลิดออกจากร่างทันที
จนกระทั่งทั่วทั้งสนามรบไม่มีทหารซยงหนูคนไหนเหลือลมหายใจอีกต่อไป งุยซกและเฮาเสงจึงเดินเข้ามาหาลิโป้และลิเจาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เฮาเสงถึงกับเอ่ยขึ้นมาว่า "ที่ผ่านมา พวกพี่น้องต่างก็รู้ดีว่านายกองลิมีพละกำลังที่ไม่มีใครต้านทานได้ แต่วันนี้พวกเราได้เห็นกับตาตัวเองจริงๆ แล้วว่า คำว่ายอดขุนพลไร้เทียมทานหนึ่งต่อหมื่นนั้นเป็นอย่างไร"
แม้ว่าเฮาเสงและงุยซกจะติดตามลิโป้มานาน และเคยผ่านศึกปะทะกับพวกซยงหนูมาไม่น้อย
แต่ทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้า ลิโป้ทำได้เพียงตีกองทัพศัตรูให้แตกพ่ายไปเท่านั้น ทว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่จะทำลายล้างศัตรูจนหมดสิ้นด้วยตัวคนเดียวเช่นวันนี้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่เคยเห็นลิโป้ต้องงัดกระบวนท่าไม้ออกมาใช้ด้วยซ้ำ
สาเหตุที่วันนี้ลิโป้ทำถึงขนาดนี้ ก็เป็นเพราะมีลิเจาแก้วตาดวงใจของเขาอยู่ข้างกาย ลิโป้จึงไม่คิดจะออมมือและงัดทุกสิ่งที่เขามีออกมาใช้ เพราะเป้าหมายเดียวคือการกำจัดทัพม้าซยงหนูหนึ่งพันนายนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของบุตรชาย
และนั่นก็ทำให้งุยซกและเฮาเสงได้รับรู้ความจริงใหม่ เพราะเดิมทีพวกเขารูปเพียงว่าลิโป้มีฝีมือในระดับขุนพลระดับหนึ่ง หรืออาจจะเกือบถึงขีดสุดเท่านั้น ทว่าสิ่งที่เห็นในวันนี้ทำให้พวกเขาตระหนักได้ว่า ลิโป้คือขุนพลเหนือระดับอย่างแท้จริง