- หน้าแรก
- ข้าคือฮ่องเต้ตัวร้าย ผู้มีเป้าหมายคือขยี้พระเอก
- บทที่ 7: วาสนาของพระเอก? วงล้อมมรณะ
บทที่ 7: วาสนาของพระเอก? วงล้อมมรณะ
บทที่ 7: วาสนาของพระเอก? วงล้อมมรณะ
เว่ยจงเสียนที่เพิ่งเดินไปถึงประตูกระตุกวูบด้วยความตกใจจากเสียงคำรามขององค์จักรพรรดิ เขาชะงักฝีเท้าแล้วรีบซอยเท้าวิ่งกลับมาทันที
"ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์อยู่นี่แล้วพะยะค่ะ ข้าพระองค์อยู่นี่แล้ว"
หวังฮ่าวฮึดกายกระโดดลงจากเตียงมังกร หลังจากปราณแท้ที่เคยปั่นป่วนได้รับการเติมเต็มจนมั่นคง การเคลื่อนไหวของเขาก็คล่องแคล่วว่องไวขึ้นเป็นกอง ความรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงก่อนหน้านี้เลือนหายไปจนหมดสิ้น
"ไม่ต้องร่างราชโองการแล้ว มันช้าเกินไป"
ระหว่างปล่อยให้นางกำนัลช่วยผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดรัดกุมที่สะดวกต่อการเคลื่อนไหว หวังฮ่าวก็เอ่ยปากสั่งการอย่างรวดเร็ว "ข้าเพิ่งได้รับ... รายงานข่าวกรองมาว่า มือสังหารกบดานอยู่ที่โรงหมอช่วยโลกในเขตสลัมทางตอนใต้ของเมืองหลวง"
"อะไรนะพะยะค่ะ"
เว่ยจงเสียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
เวลาเพิ่งผ่านไปเท่าไหร่กัน ฝ่าพระบาททรงหมดสติอยู่ตลอดเวลา แล้วจะไปเอาข่าวกรองมาจากที่ใด หรือว่าในพระหัตถ์ของฝ่าพระบาทจะกุมขุมกำลังลับบางอย่างที่แม้แต่สำนักบูรพาก็ยังไม่ระแคะระคาย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น สายตาของเว่ยจงเสียนที่มองหวังฮ่าวก็แปรเปลี่ยนไปในพริบตา
อายุยังน้อย แต่แผนการในใจกลับลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึงจริงๆ
"จงนำยอดฝีมือของสำนักบูรพาไป แล้วให้อวี่ฮวาเทียนแจ้งแก่องครักษ์เสื้อแพร ส่วนเฉาเจิ้งฉุนให้คุมพลหน้าไม้ของกองกำลังรักษาพระองค์ไปด้วย เจ้าจงไปที่พระตำหนักสี่หนิง ทูลเชิญกงกงจางข้างกายฮองไทเฮามาด้วยตนเอง"
แววตาของหวังฮ่าวทอประกายความเหี้ยมเกลียดวาบผ่าน ในเมื่อลิขิตให้เขาต้องเป็นตัวร้าย เขาก็จะสวมบทบาทวายร้ายให้ถึงที่สุด อาศัยช่วงเวลาที่เจ้าอ่อนแอปลิดชีพเจ้าซะ ด้วยขุมกำลังมากมายขนาดนี้ บวกกับกงกงจางผู้มีพลังขั้นที่เจ็ดระดับปราณคุ้มกันขั้นที่สอง ข้าอยากจะรู้นักว่าไอ้พระเอกหน้าไหนมันจะไม่ตาย
"จำไว้ อย่าให้เอิกเกริก จงโอบล้อมโรงหมอช่วยโลกไว้เงียบๆ ในรัศมีห้าร้อยเมตร ห้ามปล่อยให้เล็ดลอดไปได้แม้แต่หนูเพียงตัวเดียว"
"นอกจากนี้ จงเตรียมน้ำมันไฟไปให้มาก และขนหน้าไม้กลศึกขนาดหนักไปด้วย"
เว่ยจงเสียนฟังจนหัวใจเต้นระทึก น้ำมันไฟงั้นรึ ฝ่าพระบาทคิดจะ...
"ฝ่าพระบาท ในสลัมทางตอนใต้มีราษฎรอาศัยอยู่หนาแน่น การใช้น้ำมันไฟ..." เว่ยเสี่ยนอึกอัก ทว่าการเข่นฆ่าสามัญชนมากเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อพระเกียรติยศขององค์จักรพรรดิ
"ข้าไม่สนใจเรื่องนั้น" หวังฮ่าวเอ่ยขัดเสียงเย็นชา "หากมือสังหารผู้นั้นไม่ตาย ข้าก็ไม่อาจนอนตาหลับ ที่นั่นเป็นเพียงสลัม มีแต่ผู้ลี้ภัยและขอทาน ไร้ประโยชน์สิ้นดี หากเกิดการล้มตาย ยามหลังค่อยจ่ายเงินชดเชยให้มากหน่อยก็สิ้นเรื่อง แต่หากพวกเจ้าปล่อยให้มือสังหารหนีรอดไปได้ ก็เตรียมหัวหลุดจากบ่ากันได้เลย"
แท้จริงแล้วหัวใจของหวังฮ่าวก็กำลังหลั่งโลหิต เขาไม่ได้อยากเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ แต่เขารู้ดีว่าหากต้องรับมือกับบุตรแห่งโชคชะตาอย่างเย่เฉิน วิธีการตามปกติย่อมไร้ผล
ส่งยอดฝีมือเข้าไปงั้นรึ อีกฝ่ายก็แค่ทะลวงระดับพลังกลางการต่อสู้แล้วย้อนกลับมาฆ่าล้างบางแทน
ใช้ยาพิษงั้นรึ แล้วถ้ามันเกิดมีร่างกายที่ทนทานต่อพิษทุกชนิดขึ้นมาล่ะ
มีเพียงการใช้ไฟโจมตีอย่างเหี้ยมโหดไร้ปรานีเช่นนี้ ผนวกกับการระดมยิงด้วยหอกหน้าไม้ขนาดหนักที่ทะลวงเกราะได้เป็นวงกว้าง จึงจะพอมีโอกาสสังหารมันลงได้ ยิ่งกว่านั้นตามข่าวกรองของระบบ ยามนี้เย่เฉินกำลังกักตนบำเพ็ญเพียร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความระแวดระวังต่ำที่สุด
"ข้าพระองค์น้อมรับราชโองการ"
เมื่อเห็นว่าองค์จักรพรรดิทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาด เว่ยจงเสียนก็ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก แววตาแฝงความโหดเหี้ยมวาบผ่าน ในเมื่อฝ่าพระบาททรงบัญชามา เช่นนั้นก็ใช้ไฟโจมตี
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
เขตสลัมทางตอนใต้ของเมืองหลวง
ราตรีกาลดิ่งลึก ที่นี่ไม่มีความหรูหราฟู่ฟ่าของย่านคนรวย มีเพียงความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งและกลิ่นอายอับเฉาโชยมาตามลม กระต๊อบซอมซ่อตั้งเบียดเสียดกันดูคล้ายกับเนินหลุมศพ
ทว่าสุดท้ายความเมตตาในใจของหวังฮ่าวก็ผุดขึ้นมา อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนยุคปัจจุบัน จึงไม่อาจทำเรื่องที่บ้าคลั่งถึงขีดสุดลงไปได้ ราษฎรในกระต๊อบเหล่านั้นถูกองครักษ์เสื้อแพรลอบพาตัวออกไปอย่างเงียบเชียบ และได้รับแจกข้าวสารบ้านละหนึ่งกระสอบเป็นค่าปิดปาก
โรงหมอช่วยโลกเป็นเพียงสถานพยาบาลขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ตรงทางแยกที่ค่อนข้างกว้าง
ในยามนี้ เฉาเส้าฉินนำกำลังยอดฝีมือของสำนักประจิมห้าร้อยนาย และเฉาเจิ้งฉุนนำกำลังพลหุ้มเกราะดำระดับหัวกะทิของกองกำลังรักษาพระองค์อีกสามพันนาย โอบล้อมโรงหมอช่วยโลกไว้แน่นหนาจนแม้แต่น้ำก็ยังไม่อาจเล็ดลอด
พลหน้าไม้ซุ่มซ่อนอยู่บนหลังคาและตามมุมอับ ปลายลูกศรของพวกเขาล้วนเคลือบยาพิษร้ายแรง ซึ่งเป็นยาพิษกึ่งก้าวปลิดชีพสูตรปรับปรุงที่ไห่ต้าฟู่จัดหามาให้เป็นพิเศษ ตัวไห่ต้าฟู่เองกำลังบัญชาการหน้าไม้กลศึกขนาดหนักนับสิบเครื่องบนที่สูง โดยทุกกระบอกเล็งตรงไปยังโรงหมอขนาดเล็กแห่งนี้
หวังฮ่าวยืนอยู่บนหอคอยที่อยู่ห่างออกไป สายตาทอดมองลงมาเบื้องล่างเพื่อควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด
เว่ยจงเสียนและอวี่ฮวาเทียนยืนอารักขาอยู่ข้างกาย ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร เพ่ยจิงเจ๋อ นำกำลังพลเสื้อแพรระดับหัวกะทินับร้อยนายคอยสแตนด์บายอยู่ใต้หอคอยเพื่อเป็นกองกำลังเสริม เพ่ยจิงเจ๋อผู้นี้มีพลังขั้นที่หกระดับเจตจำนงแท้จริงขั้นที่สาม ไม่ใช่ข้ารับใช้ไร้ประโยชน์เหมือนคนของจักรพรรดิองค์ก่อน ยิ่งกว่านั้นความจงรักภักดีของเขายังสูงถึง 95 ถือเป็นตัวเลือกชั้นดีในการเป็นสุนัขรับใช้ข้างกายจักรพรรดิ หวังฮ่าวพาเขามาด้วยก็เพื่อบ่งบอกว่าหากคิดจะเป็นคนสนิทของจักรพรรดิ ก็ต้องแสดงความสามารถให้เห็น
"ฝ่าพระบาท ทุกอย่างพร้อมสรรพแล้วพะยะค่ะ ตามข่าวกรองระบุว่าในโรงหมอมีคนอยู่จริงๆ และกลิ่นอายพลังของอีกฝ่ายปั่นป่วนอย่างยิ่ง คล้ายจะได้รับบาดเจ็บสาหัส" อวี่ฮวาเทียนเอ่ยรายงานเสียงเบา
หวังฮ่าวพยักหน้า ลอบยินดีในใจ ระบบไม่ได้หลอกข้าจริงๆ
"ลงมือได้ จุดไฟก่อนเพื่อบีบให้มันเผยตัว จากนั้นระดมยิงธนูนับหมื่นดอก จำไว้ ห้ามเอ่ยวาจาไร้สาระ ห้ามสั่งให้ยอมจำนน ฆ่ามันสถานเดียว"
ตัวร้ายมักตายเพราะพูดมาก หวังฮ่าวจำบทเรียนนี้ได้ขึ้นใจ
"ลงมือ"
สิ้นเสียงบัญชาการของเว่ยจงเสียน
ไหน้ำมันไฟนับร้อยไหถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ทุ่มเข้าใส่โรงหมอช่วยโลกอย่างรุนแรง
เพล้ง เพล้ง เพล้ง
น้ำมันไฟสาดกระจายไปทั่ว แทรกซึมเข้าสู่ตัวอาคารไม้ซอมซ่อในพริบตา
วินาทีต่อมา ลูกศรเพลิงนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานตัดผ่านความมืดมิดราวกับห่าฝนดาวตก ตกพรูลงสู่โรงหมอ
ตูม
เปลวเพลิงระเบิดลุกโชนขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที
ไฟที่โหมกระหน่ำย้อมทัศนียภาพยามค่ำคืนจนสว่างวาบไปครึ่งซีกโลก ไอความร้อนที่แผ่ซ่านทำให้มวลอากาศบิดเบี้ยว
"อ๊าก"
เสียงร้องโหยหวนดังแว่วมาจากภายในโรงหมอสองสามสาย นั่นคือท่านหมอประจำโรงหมอและเด็กฝึกงานร้านยา สองคนนี้ก็ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์เสียทีเดียว เพราะปกติพวกเขามักจะเอ่ยปากนินทาให้ร้ายอดีตจักรพรรดิให้เย่เฉินฟังอยู่ทุกวัน และถือเป็นผู้มีส่วนร่วมในการลอบสังหารของเย่เฉินด้วยส่วนหนึ่ง ภายใต้บารมีแห่งพระราชอำนาจและการยื้อแย่งวาสนา ชีวิตของพวกเขาจึงไร้ค่าเสียยิ่งกว่าต้นหญ้า
หวังฮ่าวจ้องมองไปยังทะเลเพลิงอย่างไม่กะพริบตา
ทันใดนั้นเอง
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
พื้นหลังคาของโรงหมอระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างหนึ่งที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีทองอร่ามพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
นั่นคือเย่เฉิน
ในยามนี้ แม้สภาพของมันจะดูมอมแมมและเส้นผมถูกไฟไหม้ไปบางส่วน ทว่ากลิ่นอายพลังบนร่างกายของมันกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
ขั้นที่สี่แห่งวิถียุทธ์ ระดับสูงสุด
เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง อาศัยความช่วยเหลือจากคัมภีร์เก้าหยางเล่มนั้น มันไม่เพียงแต่ระงับอาการบาดเจ็บได้เท่านั้น แต่ยังทะลวงระดับพลังย่อยขึ้นมาได้อีกหลายขั้น
นี่แหละคือพระเอก นี่คือไอ้ตัวเอกที่ฝืนตรรกะทั้งปวงของโลก
"ไอ้ฮ่องเต้ทรราช จิตใจของเจ้าช่างชั่วช้าอำมหิตนัก"
เย่เฉินยืนอยู่บนหลังคา จ้องมองทะเลเพลิงรอบกายด้วยแววตาแทบฉีกขาดด้วยความโกรธแค้น
มันคาดไม่ถึงเลยว่าจักรพรรดิไร้ความสามารถที่มันมองว่าเป็นเพียงเศษขยะ จะสามารถสืบหาที่อยู่ของมันจนพบ ซ้ำยังใช้วิธีการโหดเหี้ยมด้วยการจุดไฟเผาตึกเช่นนี้
"ยิง"
หวังฮ่าวไม่ได้นำพาต่อคำด่าทอของมัน เขาสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
ลูกศรอาบยาพิษที่เตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้วระดมยิงกระหน่ำลงมาดั่งพายุคลั่ง
คราวนี้ไม่มีสายลมประหลาดพัดมาช่วยอีกแล้ว
แม้ว่าวิชาเทพของเย่เฉินจะเพิ่งสำเร็จและมีปราณแท้คุ้มกันร่างกายที่ทรงพลัง ทว่าก็ไม่อาจต้านทานห่ากระสุนลูกศรพิษที่หนาแน่นขนาดนี้ได้ทั้งหมด
เคร้ง เคร้ง เคร้ง
ลูกศรส่วนใหญ่ถูกเพลงดาบของมันปัดป้องออกไป ทว่ายังคงมีลูกศรพิษมุมพิสดารสองสามดอกปักเข้าที่ต้นขาและหัวไหล่ของมันจนได้
"สารเลวนัก"
เย่เฉินครางในลำคอ สัมผัสได้ถึงอาการชาหนึบที่แพร่กระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว
"ลูกศรมีพิษ"
มันเริ่มขวัญเสีย จักรพรรดิผู้นี้ไม่เพียงแต่เหี้ยมโหด แต่ยังเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก
หวังฮ่าวยืนอยู่บนจุดสูงสุดของหอคอย เมื่อเทียบกับท่าทางลนลานในอุทยานหลวงก่อนหน้านี้ บัดนี้แผ่นหลังของเขาเหยียดตรง สองมือไพพร่หลัง ทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายสังหารอันดุดันจนผู้คนมิกล้าสบตาโดยตรง นี่คือความมั่นใจของผู้ทะลุมิติที่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในกำมือ