- หน้าแรก
- โต้วหลัว ระบบเทพสวรรค์จุติกำเนิดใหม่พร้อมเพลิงสุริยัน
- ตอนที่ 6: ระดับ 30 ออกจากป่าใหญ่ซิงโต่ว เมืองนั่วติง
ตอนที่ 6: ระดับ 30 ออกจากป่าใหญ่ซิงโต่ว เมืองนั่วติง
ตอนที่ 6: ระดับ 30 ออกจากป่าใหญ่ซิงโต่ว เมืองนั่วติง
ราชามังกรเงินคือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของป่าใหญ่ซิงโต่ว น้าโหรวคือสัตว์วิญญาณที่จำแลงกายเป็นมนุษย์ แต่นางยังมีอีกสถานะหนึ่ง นั่นก็คือผู้เฝ้าประตูเขตหวงห้ามแห่งชีวิต'!
ต้าหมิงกับเอ้อร์หมิงก็เช่นกัน พวกเขาล้วนเป็นผู้พิทักษ์เขตหวงห้ามแห่งชีวิต ความลับระดับนี้ไม่เคยมีใครแพร่งพรายออกไป คนภายนอกไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยโดยเด็ดขาด
แต่เย่มู่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?
หากไม่เห็นว่าเย่มู่ยังเป็นแค่เด็ก นางคงสงสัยไปแล้วว่าเขาอาจจะเป็นสายลับที่มนุษย์ส่งมา
เย่มู่เอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย
"นี่ก็เป็นหนึ่งในความสามารถพิเศษของข้ายังไงล่ะขอรับ เพราะฉะนั้นท่านน้าโหรวต้องจำเอาไว้ให้ดีนะ หากมีอันตราย ให้วิ่งหนีไปที่นั่นทันที!"
สีหน้าของน้าโหรวซับซ้อนยากจะคาดเดา แต่สุดท้ายนางก็ถอนหายใจออกมา
"ตกลง ข้าจะจำคำพูดของเจ้าไว้"
เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องความสามารถพิเศษที่เขาอุปโลกน์ขึ้น เย่มู่ก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก การชิงบอกความลับมากมายออกไปตั้งแต่เนิ่นๆ แบบนี้ ต่อไปจะทำอะไรก็สะดวกสบายขึ้นเยอะ
การใช้ชีวิตในป่าใหญ่ซิงโต่วช่างสงบสุขและผ่อนคลาย จนบางครั้งเย่มู่ก็เกือบจะลืมวันลืมคืนไปเลยทีเดียว
พริบตาเดียวเวลาผ่านไปอีกครึ่งปี เย่มู่ในวัยเจ็ดขวบสูงกว่าเสี่ยวอู่ไปแล้วหนึ่งศีรษะเต็มๆ
พลังวิญญาณของเขาบรรลุถึงระดับ 30 เป็นที่เรียบร้อย และระบบก็มอบวงแหวนวิญญาณวงที่สามให้กับเขาโดยตรง
วงแหวนวิญญาณระดับหมื่นปีสีดำ!
วิญญาณยุทธ์ที่สองอย่างกระบี่เทียนตี้ ก็ได้รับวงแหวนวิญญาณวงที่สามเช่นกัน เป็นวงแหวนสีดำระดับสองหมื่นปี
ช่วงอายุของมันก้าวกระโดดมากเสียจนเขาเริ่มสงสัยว่า เผลอๆ ไม่ต้องรอให้ถึงวงแหวนวงที่เก้า เขาก็น่าจะได้รับวงแหวนวิญญาณระดับแสนปีไปครองแล้วล่ะมั้ง!
"ท่านน้าโหรว ข้าเตรียมตัวจะพาเสี่ยวอู่ออกไปสู่โลกมนุษย์แล้วนะขอรับ"
วันหนึ่งหลังจากกินข้าวเสร็จ เย่มู่ก็เอ่ยปากขึ้นมาดื้อๆ ทำเอาน้าโหรวถึงกับอึ้งไปเลย
"เจ้าจะพาเสี่ยวอู่ออกไปงั้นหรือ?" เสียงของน้าโหรวเผลอดังขึ้นกว่าปกติ
ผ่านไปพักใหญ่นางถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเสียกิริยา นางจัดระเบียบเส้นผมเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม "ทำไมถึงอยากพาเสี่ยวอู่ออกไปล่ะ?"
"ตอนนี้นางยังอ่อนแอเกินไป หากไปเจอกับวิญญาณพรหมยุทธ์เข้า เกรงว่านางคง..."
"ข้าเข้าใจความกังวลของท่านน้าโหรวขอรับ วางใจเถอะ ข้าจะดูแลเสี่ยวอู่เป็นอย่างดี และอีกอย่าง... ลองดูนี่สิขอรับว่ามันคืออะไร" เย่มู่หยิบสร้อยคอคริสตัลเส้นหนึ่งออกมา
"สร้อยคอ?"
"ใช่แล้ว สร้อยคอเส้นนี้มีชื่อว่าหัวใจพันมายาเป็นอุปกรณ์วิญญาจารย์ที่พิเศษมากๆ อย่างหนึ่ง"
"หนึ่งในความสามารถของสร้อยเส้นนี้คือการปกปิดกลิ่นอาย อย่าว่าแต่ระดับวิญญาณพรหมยุทธ์เลย ต่อให้เป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ ก็ไม่มีทางมองทะลุร่างจริงของเสี่ยวอู่ได้เด็ดขาด"
"นอกจากนี้ มันยังสามารถซ่อนเร้นหรือดัดแปลงสีของวงแหวนวิญญาณได้อีกด้วย"
เย่มู่อธิบายสรรพคุณของหัวใจพันมายาคร่าวๆ นี่คือของขวัญพิเศษที่ระบบมอบให้เมื่อเขายกระดับถึง 30 พอมาคิดดูตอนนี้ มันก็น่าจะเตรียมไว้ให้เสี่ยวอู่นั่นแหละ นั่นหมายความว่า ระบบเองก็สนับสนุนให้เขาออกไปทำบททดสอบเทพจักรพรรดิสวรรค์ให้สำเร็จเช่นกัน
"มันวิเศษขนาดนั้นเชียวหรือ?" น้าโหรวดูจะไม่ค่อยอยากเชื่อนัก
เย่มู่จึงจัดการสวมสร้อยคอเส้นนั้นลงบนคอของเสี่ยวอู่เสียเลย ทันทีที่สวมสร้อยคอ น้าโหรวก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทันที กลิ่นอายของเสี่ยวอู่เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้นางไม่สามารถจับสัมผัสกลิ่นอายสัตว์วิญญาณจากตัวเสี่ยวอู่ได้เลยแม้แต่น้อย!
"สามารถปกปิดกลิ่นอายได้จริงๆ ด้วย!"
น้าโหรวรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง สร้อยคอเส้นเล็กๆ แค่นี้ กลับมีสรรพคุณมหัศจรรย์ถึงเพียงนี้ อุปกรณ์วิญญาจารย์ช่างลึกล้ำเสียจริง!
"มีสร้อยเส้นนี้แล้ว ท่านน้าโหรวก็ไม่ต้องห่วงความปลอดภัยของเสี่ยวอู่แล้วใช่ไหมขอรับ?"
"ก็จริงนะ ไม่ต้องห่วงเลยล่ะ"
"แต่ว่า... สร้อยคอที่ล้ำค่าขนาดนี้..."
"ท่านน้าโหรวอย่าพูดแบบนั้นเลย เสี่ยวอู่คือน้องสาวของข้า ข้าก็ต้องดูแลนางให้ดีอยู่แล้ว"
"นี่ๆ ข้าคือพี่เสี่ยวอู่นะ..."
"ตอนปกติเห็นเรียกพี่มู่ปาวๆ ตอนนี้ทำไมเรียกตัวเองว่าพี่เสี่ยวอู่แล้วล่ะ" น้าโหรวแฉลูกสาวตัวเองเข้าให้แบบไม่เกรงใจ
"ข้า..."
เสี่ยวอู่ทำแก้มป่อง ไม่ไว้หน้ากันเลยนะ! ตกลงข้าเป็นลูกสาวท่านหรือเปล่าเนี่ย?
"หัวใจพันมายามีเป็นคู่ ข้าเส้นนึง เสี่ยวอู่เส้นนึง"
เมื่อได้ยินแบบนั้น เสี่ยวอู่ก็ยิ้มแก้มปริ อารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเห็น
"เสี่ยวมู่ ฝากดูแลเสี่ยวอู่ตอนอยู่ข้างนอกด้วยนะ"
นางรู้ดีว่าหากเสี่ยวอู่ต้องการจะเติบโตอย่างแท้จริง นางก็ต้องออกไปสู่โลกมนุษย์ สัตว์วิญญาณจำแลงจะสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างรวดเร็วก็ต่อเมื่ออยู่ในสังคมมนุษย์เท่านั้น หากมัวแต่อุดอู้อยู่แต่ในป่า การเติบโตจะเชื่องช้าลงอย่างมาก เหมือนกับตอนที่นางจำแลงกายใหม่ๆ นางก็เคยออกไปใช้ชีวิตในโลกมนุษย์เช่นกัน เพียงแต่นางระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ จึงไม่มีใครล่วงรู้สถานะที่แท้จริงของนาง ไม่เช่นนั้นนางคงไม่มีชีวิตรอดกลับมาที่ป่าใหญ่ซิงโต่วแน่ๆ
สำหรับวิญญาจารย์แล้ว สัตว์วิญญาณจำแลงก็คือสมบัติล้ำค่าดีๆ นี่เอง วงแหวนวิญญาณและกระดูกวิญญาณระดับแสนปี เป็นสิ่งที่เย้ายวนใจจนสามารถดึงดูดวิญญาจารย์ทุกคนให้ยอมเสี่ยงตายได้
"รับทราบขอรับ พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะออกเดินทาง"
"อืม"
น้าโหรวพยักหน้า ในเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้ต้องลังเลอีก มันก็แค่การจากลากันช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น สำหรับอายุขัยอันยาวนานของสัตว์วิญญาณ เวลาแค่นี้ถือว่าสั้นนิดเดียว
เช้าวันรุ่งขึ้น เย่มู่จัดการเก็บของทุกอย่างเข้าไปในพื้นที่จัดเก็บของระบบ
"เสี่ยวมู่ เสี่ยวอู่ ดูแลตัวเองดีๆ นะ" ที่หน้ากระท่อมฟาง น้าโหรวคอยกำชับครั้งแล้วครั้งเล่า
"พี่เสี่ยวอู่..."
ร่างอันใหญ่โตปานภูเขาของเอ้อร์หมิงนั่งยองๆ อยู่ตรงนั้น ท่าทางดูเศร้าสร้อยน่าสงสาร
ต้าหมิงโผล่ร่างครึ่งบนพ้นผิวน้ำขึ้นมาจากทะเลสาบแห่งชีวิต นิ่งเงียบไม่พูดอะไร
"ท่านน้าโหรว ต้าหมิง เอ้อร์หมิง ต้องจำคำพูดของข้าไว้ให้ดีนะขอรับ"
เย่มู่ไม่ลืมที่จะกล่าวย้ำเตือนอีกครั้ง แม้ว่าตามไทม์ไลน์แล้ว น้าโหรวน่าจะปลอดภัยไร้กังวลก็ตามที แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าในอนาคตจะเกิดความพลิกผันอะไรขึ้นมาอีกไหม? ตอนนี้ระดับความแข็งแกร่งของน้าโหรวทะลุขีดจำกัดระดับ 60 ไปแล้ว ต่อให้เป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ก็ยากที่จะมองทะลุตัวตนที่แท้จริงของนางได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน! กันไว้ดีกว่าแก้!
เสี่ยวอู่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นโลกภายนอก หลังจากฟังนิทานจากเย่มู่มามากมาย นางก็ยิ่งใฝ่ฝันถึงโลกมนุษย์สุดๆ
"เสี่ยวอู่ อยู่ข้างนอกต้องเชื่อฟังเสี่ยวมู่นะ เข้าใจไหม?"
"เข้าใจแล้วค่ะ ท่านแม่วางใจได้เลย"
เสี่ยวอู่ตอบรับโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ท่าทางดูร้อนรนอยากจะออกเดินทางเต็มแก่ น้าโหรวลอบถอนหายใจ ทำตัวแบบนี้มันน่าเป็นห่วงซะจริงๆ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีเย่มู่อยู่ด้วย ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แม้เขาจะอายุแค่เจ็ดขวบ แต่ความคิดความอ่านก็เป็นผู้ใหญ่มาก น่าจะปกป้องเสี่ยวอู่ได้เป็นอย่างดี
……
ณ เมืองนั่วติง หลังจากเดินทางรอนแรมมาถึงสามเดือน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงที่นี่จนได้
หลังจากลองสอบถามชาวบ้านดู ก็พบว่าการรับสมัครนักเรียนของโรงเรียนวิญญาจารย์ขั้นต้นยังไม่สิ้นสุดลง นั่นก็แปลว่าถังซานน่าจะยังไม่ได้เข้าเรียน แต่ก็คงใกล้เข้ามาเต็มที ดีไม่ดีอาจจะได้เจอตัวถังซานภายในวันสองวันนี้เลยก็ได้
"พี่มู่ พวกเราหาที่พักกันก่อนเถอะ" เสี่ยวอู่เกาะอยู่บนหลังของเย่มู่
ตลอดระยะเวลาสามเดือน นางเดินเองแค่เดือนเดียว ส่วนเวลาที่เหลือ นางสิงอยู่บนหลังของเขาแทบจะตลอด
"ถึงเวลาพักแล้วจริงๆ นั่นแหละ ทำไมข้ารู้สึกว่าเจ้าตัวหนักขึ้นเนี่ย? เมื่อเช้ากินเยอะไปล่ะสิ?" เย่มู่มุมปากกระตุก สายตากวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาโรงแรม
"ที่ไหนกัน ข้าเพิ่งจะกินแครอทไปแค่สองหัวเอง"
"โห? งั้นก็คงอยู่ในช่วงกำลังโตสินะ"
"กำลังโตเหรอ? ไม่เห็นรู้สึกว่าสูงขึ้นเลยนะ"
ทั้งสองคุยหยอกล้อกันไปมา ในที่สุดก็เจอโรงแรมสภาพดูดีแห่งหนึ่ง พวกเขาจัดการเช็คอินเข้าพักท่ามกลางสายตาแปลกๆ ของพนักงานต้อนรับ
เมื่อเข้ามาในห้องพักกว้างขวาง เสี่ยวอู่ก็กระโดดพุ่งตัวลงไปบนเตียงนุ่มๆ ทันที นอนกางแขนกางขาแผ่หรา
"สบายจังเลย~ สบ๊ายสบาย~"
นางซุกใบหน้าเล็กๆ ลงกับหมอน แล้วกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงหลายตลบ
เย่มู่ส่ายหัวเบาๆ แล้วพูดว่า
"ไว้หาเวลาไปซื้อบ้านในเมืองกันเถอะ หลังจากนี้พวกเราต้องอยู่ที่นี่กันอีกหลายปี ต้องเรียนรู้ระบบการฝึกฝนของวิญญาจารย์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว"
"เอ๋? ซื้อบ้านเหรอ? งั้นข้าเลือกเฟอร์นิเจอร์เองได้ไหม?"
"แน่นอนสิ"
"เย้ๆ~ ข้าจะเอาเตียงใหญ่ๆ นุ่มแบบสุดๆ ใหญ่แบบอลังการงานสร้างไปเลย"
ดวงตาของเสี่ยวอู่เป็นประกายวิบวับ นางรู้ว่าเย่มู่รวย แต่ไม่รู้ว่ารวยแค่ไหน รู้แค่ว่าเขาดูไม่เคยขาดแคลนเหรียญภูตทองเลยสักนิด
ยังไงซะเมื่อก่อนเย่มู่ก็เคยเป็นถึงองค์ชายสี่แห่งราชวงศ์ซิงหลัว ถึงแม้ชาติกำเนิดจะไม่ได้สูงส่งอะไร แต่ก็พอจะมีคลังสมบัติเล็กๆ น้อยๆ ติดตัวมาบ้าง มากพอให้เขาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายได้สบายๆ และในฐานะผู้ทะลุมิติมา จะไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องการลงทุนจัดการการเงินเลยได้ยังไง?
กฎเหล็กของการเงิน ก็คือการใช้เงินต่อเงินนั่นแหละ!