- หน้าแรก
- ปรมาจารย์หมอดูเทวดา
- บทที่ 30 ฮวงจุ้ยมรณะ
บทที่ 30 ฮวงจุ้ยมรณะ
บทที่ 30 ฮวงจุ้ยมรณะ
บทที่ 30 ฮวงจุ้ยมรณะ
จางเจี้ยนกั๋วรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ใบหน้าของเขาดูซีดเผือดลงยิ่งกว่าเดิม หวังพั่งจื่อสะดุ้งตกใจ รีบยื่นมือไปดึงเขาเข้ามาหลบใต้ร่มไม้ด้วยท่าทีตื่นตระหนก "คุณลุงครับ คุณมาดูดวงนะ ไม่ได้มาจัดฉากแกล้งเจ็บตัวเรียกค่าเสียหาย ตั้งสติหน่อย อย่าเพิ่งมาเป็นลมแถวนี้นะครับ ผมไม่มียาหรอกนะ!"
จางเจี้ยนกั๋วนั่งหอบหายใจอยู่บนโขดหินใหญ่ ทันใดนั้นราวกับนึกอะไรขึ้นได้ เขารีบล้วงเอาปึกเงินออกจากกระเป๋าแล้วยัดใส่มือหลินชิงอินโดยไม่ได้นับ "ท่านอาจารย์ ผมขอร้องล่ะครับ โปรดช่วยครอบครัวผมด้วยเถอะ"
เมื่อเห็นดังนั้น หวังพั่งจื่อก็รีบยื่นมือไปห้ามและหันไปมองหลินชิงอิน เพียงแค่สบตากันวินาทีเดียว เขาก็เข้าใจเจตนาของเธอทันที เขารับเงินมา นับเก็บไว้ 1,000 หยวน แล้วคืนเงินที่เหลืออีกพันกว่าหยวนกลับไป "เงิน 1,000 หยวนนี่เป็นค่าดูดวงครับ ส่วนที่เหลือเราต้องคิดราคาแยกต่างหากตามสถานการณ์"
หลินชิงอินมองหวังพั่งจื่อด้วยสายตาชื่นชม หมอนี่ช่างหัวไวรู้ใจซะจริงๆ!
จางเจี้ยนกั๋วรู้ดีว่าเงินแค่นี้คงแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เขายืนถือเงินที่หวังพั่งจื่อคืนให้ด้วยความรู้สึกสับสนทำอะไรไม่ถูก "ท่านอาจารย์ โปรดบอกผมมาตรงๆ เถอะครับ ตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวผมกันแน่?"
"ไม่รู้จริงๆ งั้นเหรอ?" มุมปากของหลินชิงอินยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายเย้ยหยัน "ถ้าอย่างนั้นฉันจะเตือนความจำให้ก็แล้วกัน เมื่อ 10 ปีก่อน ครอบครัวคุณไปย้ายสุสานบรรพบุรุษมาใช่ไหม? ไม่เพียงแต่จะเลือกที่ดินอัปมงคลเท่านั้น แต่พวกคุณยังฝังของต้องสาปไว้ข้างในด้วย"
แม้จางเจี้ยนกั๋วจะรู้ว่าหลินชิงอินดูดวงแม่นมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะแม่นยำถึงเพียงนี้ เธอสามารถมองทะลุความลับได้ในพริบตาเดียว สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกตื่นตระหนก และจิตใต้สำนึกก็สั่งให้เขาพยายามปกปิดบางสิ่งเอาไว้
แม้หวังพั่งจื่อจะดูดวงไม่เป็น แต่เขาก็ตั้งแผงหากินมาหลายปีจนมีทักษะในการอ่านคน ทันทีที่เห็นแววตาและสีหน้าของจางเจี้ยนกั๋ว เขาก็เดาอะไรบางอย่างได้ จึงจงใจพูดจายั่วยุว่า "ถ้าคุณลุงยังอมพะนำปิดบังอยู่แบบนี้ พวกเราก็คงช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ ลุงกลับไปนอนคิดที่บ้านให้ดีก่อนเถอะ คิดตกเมื่อไหร่ค่อยกลับมานัดคิวกับผมใหม่ก็แล้วกัน"
หวังพั่งจื่อหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาขณะพูด "ไหนดูซิ... ช่วงนี้มีคนจองคิวดูดวงเข้ามา 45 คนแล้ว ท่านอาจารย์ของเราจะรับดูดวงแค่ 7-8 วันต่อครั้ง ครั้งละ 10 คิวเท่านั้น ลุงต้อง... เอ้อ มีคิวแทรกเข้ามาอีก 2 คิว ลุงต้องถอยไปต่อท้ายยาวเลยล่ะ สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้าลุงอยากเจอท่านอาจารย์ของเราคราวหน้า ก็ต้องรอไปอีก 2 เดือนนู่นแหละครับ"
หลินชิงอินรับมุกของหวังพั่งจื่อ "ในเมื่อคุณยังมีความลังเลสงสัย ก็กลับไปคิดให้รอบคอบก่อนเถอะค่ะ อีกอย่าง คนที่ป่วยก็ไม่ใช่ฉันเสียหน่อย"
เมื่อเห็นว่าหลินชิงอินกำลังจะลุกไปจริงๆ จางเจี้ยนกั๋วก็ลนลาน เขาเลิกสนใจแผนการเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง แล้วรีบลุกขึ้นรั้งเธอไว้ "ท่านอาจารย์ ผมยอมเล่าแล้ว ผมจะเล่าให้ฟังครับ! เมื่อ 10 ปีก่อน ครอบครัวผมไปย้ายสุสานบรรพบุรุษมาจริงๆ"
หลินชิงอินปรายตามองเขาอย่างเย็นชา "ใช้ของต้องสาปมาจัดฮวงจุ้ยเพื่อเสริมดวงเลื่อนขั้นรับทรัพย์... พวกคุณนี่ช่างกล้าหาญชาญชัยจริงๆ แต่กลับไม่รู้จักคิดเลยว่าตัวเองจะมีวาสนาพอให้เสวยสุขหรือเปล"
จางเจี้ยนกั๋วยิ้มเจื่อน "ท่านมีฝีมือของแท้จริงๆ แม้แต่เรื่องนี้ยังมองทะลุปรุโปร่ง"
หลินชิงอินแค่นเสียงหัวเราะ "ไอกระแสความซวยบนหน้าคุณมันเข้มข้นซะขนาดนี้ แถมดวงชะตาชีวิตยังถูกบิดเบือนไปอย่างฝืนธรรมชาติ ถ้าฉันยังมองเรื่องแค่นี้ไม่ออก แล้วจะเรียกตัวเองว่าหมอดูได้ยังไงล่ะคะ?"
หวังพั่งจื่อขยี้ตาแล้วเพ่งมองจางเจี้ยนกั๋วอย่างละเอียด นอกเหนือจากใบหน้าที่ดูซีดเซียวกับรอยคล้ำใต้ตาที่ดูหนักหนาเอาการแล้ว เขาก็มองไม่เห็นความผิดปกติอะไรเลย พอได้เห็นหลินชิงอินอธิบายเรื่องที่จางเจี้ยนกั๋วพยายามปกปิดมาตลอดออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย เขาก็ยิ่งรู้สึกสงสัยจนคันยุบยิบในใจไปหมด นี่ท่านอาจารย์ครับ ท่านมองเห็นจากติ่งเนื้อส่วนไหนบนหน้าเขาเหรอครับว่าครอบครัวเขาไปขุดสุสานบรรพบุรุษมาน่ะ?
ถึงจะมองไม่ออก แต่เขาก็ยอมเสียฟอร์มไม่ได้เด็ดขาด หวังพั่งจื่ออาศัยการตีฝีปากหลอกล่อมาตลอดหลายปีที่ตั้งแผงดูดวงเชียวนะ!
เขาไหลตามน้ำรับลูกหลินชิงอินแล้วหันไปตอกกลับจางเจี้ยนกั๋วอย่างเฉียบขาดว่า "คุณลุงอยากแก้ปัญหา แต่กลับอยากปิดบังความจริง อมพะนำเอาไว้เป็นความลับ บนโลกนี้มันจะมีเรื่องดีๆ แบบนั้นที่ไหนกันล่ะครับ? ผมจะบอกให้นะ เป็นเพราะท่านอาจารย์ของเรามีวิชาเก่งกล้าหรอก ถึงได้มองเห็นต้นตอหายนะของครอบครัวลุงได้ในปราดเดียว ถ้าลุงไปเจอพวกหมอดูฝึกหัดงูๆ ปลาๆ ลุงอาจจะปิดบังปัญหาไว้ได้มิดชิดก็จริง แต่ลุงคิดว่าเขาจะมีปัญญาช่วยปัดเป่าภัยพิบัติให้ลุงได้เหรอครับ?"
จางเจี้ยนกั๋วถูกหวังพั่งจื่อตอกหน้าจนอับอาย หน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด ทว่าเขาก็เก็บคำพูดเหล่านั้นมาใส่ใจ เขารู้สถานการณ์ของครอบครัวตัวเองดี หากไม่ได้ท่านอาจารย์ที่เก่งกาจ ปัญหาของครอบครัวเขาก็คงไม่มีทางคลี่คลายได้จริงๆ
จางเจี้ยนกั๋วลุกขึ้นยืน ท่าทีของเขาดูนอบน้อมกว่าเดิมมาก "ข้างนอกอากาศร้อนเกินไป ขอเชิญท่านอาจารย์ไปคุยเรื่องนี้ที่บ้านผมเถอะครับ"
ทั้งสามคนนั่งรถแท็กซี่ไปที่บ้านของจางเจี้ยนกั๋ว ทันทีที่เดินเข้าไป หวังพั่งจื่อก็เห็นรูปถ่ายครอบครัวแขวนอยู่บนผนัง ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างหลังจางเจี้ยนกั๋วหน้าตาคุ้นๆ หวังพั่งจื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองจางเจี้ยนกั๋วด้วยความประหลาดใจ "ลูกชายของลุงคือนักธุรกิจชื่อดัง จางอู่ งั้นเหรอครับ? ระดับเถ้าแก่ใหญ่เลยนะเนี่ย!"
จางเจี้ยนกั๋วส่ายหน้าอย่างขมขื่น "ผมยอมให้เขาไม่ได้เป็นเถ้าแก่ใหญ่อะไรนั่นยังจะดีซะกว่า! พูดตามตรงนะครับท่านอาจารย์ ภัยพิบัติในครอบครัวของผมก็มีสาเหตุมาจากเขานี่แหละครับ"
สายลมเย็นฉ่ำที่พัดมาจากเครื่องปรับอากาศช่วยปัดเป่า...