- หน้าแรก
- ปรมาจารย์หมอดูเทวดา
- ตอนที่ 29 เขาแกะห่อแล้วส่งให้เธอ
ตอนที่ 29 เขาแกะห่อแล้วส่งให้เธอ
ตอนที่ 29 เขาแกะห่อแล้วส่งให้เธอ
ตอนที่ 29 เขาแกะห่อแล้วส่งให้เธอ
หลินชิงอินยื่นมือไปรับไอศกรีมแท่งมาเข้าปาก หลังจากได้ลิ้มรสชาติที่ทั้งเย็นฉ่ำ หอมมันนม และหวานละมุน เธอก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ "นี่มันอร่อยมากเลยนะ!"
เมื่อมองดูดวงตาที่โค้งเป็นสระอิและรอยยิ้มของหลินชิงอิน เจียงเว่ยก็แอบคิดในใจว่า ถึงแม้เวลาดูดวงท่านปรมาจารย์จะดูลึกลับคาดเดาไม่ได้ แต่เวลาปกติเธอก็น่ารักมากทีเดียว
—
เรียนพิเศษตอนกลางวัน ปั่นการบ้านตอนกลางคืน แถมยังต้องตื่นแต่เช้ามานั่งสมาธิและบำเพ็ญเพียร หลินชิงอินแทบจะอยากใช้เวลาทุกวินาทีของช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าโดยไม่ยอมปล่อยให้เสียเปล่าไปแม้แต่นาทีเดียว
เจียงเว่ยใช้เวลาถึง 3 วันครึ่งเต็มๆ กว่าจะอธิบายเนื้อหาหนังสือเรียนคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จนจบ เขาแทบจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยติวหนังสือให้หลินชิงอิน เมื่อปิดหนังสือคณิตศาสตร์ลง เจียงเว่ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก สายตาของเขากวาดมองหนังสือเรียนที่เหลืออยู่ "บ่ายนี้เราจะติววิชาอะไรกันต่อดีล่ะ?"
"บ่ายนี้ฉันให้คุณพัก และพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมาแล้วนะ" หลินชิงอินหยิบสมุดการบ้านสองเล่มออกมาแล้วส่งให้เขา "ฉันคิดว่าตัวเองคงทำการบ้านไม่เสร็จก่อนเปิดเทอมแน่ๆ สองเล่มนี้ฉันฝากคุณด้วยแล้วกัน หวังว่ามันจะเต็มไปด้วยคำตอบที่ถูกต้องตอนที่คุณมาสอนฉันในวันมะรืนนี้นะ"
เจียงเว่ยก้มมองสมุดการบ้านที่หลินชิงอินยัดเยียดใส่อ้อมแขน แล้วจ้องมองเธอด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "คุณไม่ได้บอกว่าให้ผมมาช่วยติวหนังสือหรอกเหรอ? แล้วทำไมขอบเขตงานถึงได้ลุกลามมาถึงการทำการบ้านให้คุณด้วยล่ะเนี่ย?"
หลินชิงอินมองเขาด้วยสีหน้าระรื่น "ก็พ่อคุณตกลงแล้วนี่นา"
เจียงเว่ยนึกถึงคำพูดที่พ่อของเขาหลุดปากพูดออกมาในตอนที่กำลังหน้ามืดตามัว จึงได้แต่เก็บสมุดการบ้านลงกระเป๋าอย่างจนใจ "นี่สินะตำนานที่เขาเรียกกันว่า 'พ่อสร้างหนี้ ลูกต้องชดใช้' น่ะ?"
หลินชิงอินพยักหน้า "จะเข้าใจแบบนั้นก็ไม่ผิดหรอก เห็นแก่ที่คุณเหน็ดเหนื่อยมาตลอดหลายวันนี้ ฉันจะดูดวงให้คุณฟรีๆ พรุ่งนี้ให้อยู่บ้านกับพ่อแม่นะ จำไว้ว่าห้ามออกไปไหนเด็ดขาด"
เจียงเว่ยใจหายวาบ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาหลายระดับ "เฉินอวี่เฉิงจะมางั้นเหรอครับ? ผมต้องเตรียมตัวอะไรล่วงหน้าไหม อย่างเช่นบีบเลือดเตรียมไว้หรืออะไรทำนองนั้น?"
หลินชิงอินยื่นมือออกไปตวัดดึงปราณสีแดงเหลืองที่จุดอิ้นถังบริเวณหว่างคิ้วของเจียงเว่ยมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวาดอักขระยันต์ที่มองไม่เห็นลงบนวังชีวิตของเขา "คุณไม่ต้องทำอะไรเลย แค่คอยดูว่าเขากำลังรนหาที่ตายยังไงก็พอ"
เมื่อลูบหน้าผากตรงจุดที่หลินชิงอินเพิ่งสัมผัส เจียงเว่ยก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากในทันที
—
"มะรืนนี้ตอนบ่าย 3 โมง ไปหาฉันที่สวนสาธารณะนะ!"
ตลอด 3 วันที่ผ่านมา คำพูดของหลินชิงอินยังคงดังก้องอยู่ในหูของจางเจี้ยนกั๋ว
อันที่จริงครอบครัวของเขาไม่ได้อาศัยอยู่ในละแวกสวนสาธารณะของเมือง เป็นเพียงเพราะช่วงนี้เขามีอาการนอนไม่หลับ เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนเวลาพักผ่อนของคนในครอบครัว จางเจี้ยนกั๋วจึงมักจะออกจากบ้านก่อนฟ้าสางแล้วเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะกลับมาถึงบ้านตอนประมาณ 7 หรือ 8 โมงเช้า วันนั้นเขาบังเอิญเดินผ่านสวนสาธารณะและตัดสินใจแวะเข้าไปข้างใน
หลังจากเดินผ่านสวนสาธารณะไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง เขาก็เห็นฝูงชนกำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่ขนาดลำต้นกว้างเท่ากับคนสองสามคนโอบ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาจึงชะโงกหน้าเข้าไปดูและพบว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังตั้งโต๊ะดูดวง ตอนแรกเขาไม่ได้คิดอะไรมาก ตลอดหลายปีมานี้เขาเคยเห็นหมอดูมานักต่อนัก แต่พวกเขาทุกคนล้วนอายุ 40 หรือ 50 ปีขึ้นไปทั้งนั้น เด็กสาวอายุน้อยขนาดนี้จะไปคำนวณดวงชะตาอะไรได้?
แต่ใครจะไปคิดว่าหลังจากยืนดูอยู่พักหนึ่ง จางเจี้ยนกั๋วจะต้องประหลาดใจ เด็กสาวคนนี้แทบจะไม่ได้ถามอะไรเลย เพียงแค่มองตัวอักษรที่เขียนหรือดูโหงวเฮ้งของคนคนนั้น เธอก็สามารถบอกได้เลยว่าพวกเขาต้องการปรึกษาเรื่องอะไร แค่ทักษะนี้เพียงอย่างเดียว หมอดูที่เขารู้จักก็เทียบไม่ติดแล้ว
เพียงชั่วพริบตา โควตาดูดวงทั้ง 10 คิวก็หมดเกลี้ยง และการดูดวงรอบต่อไปก็ต้องรอไปอีก 7 วัน ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างพากันแย่งลงชื่อจองคิว ในขณะที่จางเจี้ยนกั๋วกำลังลังเลอยู่นั้น เขาก็เห็นท่านปรมาจารย์อายุน้อยชี้มาที่เขาและบอกให้เขาไปหาเธอที่สวนสาธารณะตอนบ่าย 3 โมงในวันมะรืน
ในตอนนั้น จางเจี้ยนกั๋วได้สบตากับท่านปรมาจารย์น้อยอยู่ชั่วครู่ แววตาของเธอสุกใสกระจ่าง ทว่ากลับให้ความรู้สึกราวกับสามารถมองทะลุตัวตนของคนคนนั้นได้อย่างปรุโปร่ง
เขาเตรียมเงินเอาไว้นานแล้ว แต่จางเจี้ยนกั๋วก็ยังรู้สึกลังเลว่าจะไปตามนัดดีหรือไม่ เมื่อเวลาผ่านไปวินาทีแล้ววินาทีเล่า จางเจี้ยนกั๋วก็มองไปที่รูปถ่ายของหลานสาวบนชั้นวางทีวีและตัดสินใจได้ในที่สุด เขาหยิบกระเป๋าที่เตรียมไว้แล้วเดินออกจากประตูไป
เวลาบ่าย 3 โมงในเดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุดของวัน แสงแดดแผดเผาจนทำให้หนังศีรษะร้อนฉ่า สวนสาธารณะที่เคยมีผู้คนพลุกพล่านในตอนเช้า บัดนี้กลับไร้เงาผู้คนแม้แต่คนเดียว
จางเจี้ยนกั๋วไม่มีกะจิตกะใจจะมองหาร่มเงา เขาเอาแต่ก้มหน้านับแผ่นกระเบื้องสี่เหลี่ยมใต้ฝ่าเท้า เมื่อเขาสับเท้ามาถึงใต้ต้นไม้โบราณ เขาก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือตามสัญชาตญาณ เวลาบ่าย 3 โมงตรงเป๊ะ
หลินชิงอินยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เธอหน้าตาจิ้มลิ้มผิวพรรณผุดผ่องและยังดูเด็กมาก ไม่มีใครเดาออกเลยว่าแท้จริงแล้วเธอคือปรมาจารย์ด้านการดูดวง
"ฉันให้เวลาคุณคิดถึง 3 วัน คุณยังตัดสินใจไม่ได้อีกงั้นเหรอ?"
น้ำเสียงกังวานใสของหลินชิงอินกระแทกใจของจางเจี้ยนกั๋วอย่างจัง ทำให้เขาดึงสติกลับมาได้ในทันที
จางเจี้ยนกั๋วเหลือบมองหลินชิงอินอย่างลังเล หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้น "ช่วงนี้ที่บ้านของผมมีแต่เรื่องไม่ค่อยดี ผมเลยอยากจะมาดูว่ามีสิ่งอัปมงคลอะไรมาทำให้ครอบครัวเราโชคร้ายหรือเปล่า"
หลินชิงอินลูบกระดองเต่าในมือเบาๆ และมองเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ "หนึ่ง—"