- หน้าแรก
- ปรมาจารย์หมอดูเทวดา
- บทที่ 12 เธอตอบตกลงทันที
บทที่ 12 เธอตอบตกลงทันที
บทที่ 12 เธอตอบตกลงทันที
บทที่ 12 เธอตอบตกลงทันที
โดยบอกว่าต้องการนำเงินก้อนนี้ไปปลดหนี้ให้กับครอบครัว
เมื่อ 3 ปีก่อน พ่อของหลินชิงอินนำเงินเก็บก้อนสุดท้ายไปลงทุนเปิดร้านกับเพื่อนเพื่อหวังจะยกระดับความเป็นอยู่ ทว่าด้วยความที่เป็นคนซื่อตรงและหัวอ่อน เขาจึงไม่เหมาะกับการทำธุรกิจเลยแม้แต่น้อย เพียง 1 ปี หุ้นส่วนก็หอบเงินหนีไป กิจการของพ่อหลินชิงอินไม่เพียงแต่ล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ยังทิ้งหนี้สินก้อนโตถึง 150,000 หยวนเอาไว้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พ่อและแม่ของเธอต้องทำงานควงกะเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ หากเธอคว้าทุนการศึกษา 100,000 หยวนนี้มาได้ ภาระหนี้สินของครอบครัวก็จะถูกปลดเปลื้องได้เร็วขึ้นมาก
สำหรับเรื่องเรียน เจ้าของร่างเดิมไม่เคยนึกกังวล เธอรู้ดีว่าคุณภาพการสอนของโรงเรียนมัธยมปลายนานาชาติตงฟางนั้นจัดว่ายอดเยี่ยม เพียงแต่เหล่านักเรียนนั้นรับมือได้ยาก ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของโรงเรียนจึงออกมาไม่ดีนัก ตราบใดที่เธอตั้งใจเรียนและไม่ไปคลุกคลีกับนักเรียนเหล่านั้น เธอย่อมไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
ทว่าสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมคาดไม่ถึงก็คือ ทันทีที่ก้าวเข้าสู่โรงเรียนมัธยมปลายนานาชาติตงฟาง เธอได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่าปีศาจที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร ในฐานะผู้สอบได้คะแนนอันดับ 1 ในการสอบเข้ามัธยมปลาย ซึ่งมักถูกหยิบยกมาเป็นตัวอย่างโดยบรรดาครูบาอาจารย์อยู่เสมอ ความยากจนข้นแค้นกลับทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายการกลั่นแกล้งและถูกกีดกันจากเพื่อนทั้งชั้นเรียน การถูกสาดสีใส่โต๊ะเรียน มีตะปูวางทิ้งไว้บนเก้าอี้ หรือแม้แต่ถังน้ำที่วางดักไว้บนประตูที่แง้มออก ล้วนกลายเป็นเรื่องที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่เจ้าของร่างเดิมทนไม่ได้มากที่สุดคือการที่พวกเขาลามปามไปถึงพ่อแม่ที่ต้องทำงานใช้แรงงานและฐานะทางบ้านที่ยากจน ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ เธอจึงไม่อาจตั้งสมาธิกับการเรียนได้เลยแม้แต่น้อย ในการสอบปลายภาคของชั้นปีที่ 1 ผลการเรียนของเธอร่วงหล่นลงมาอยู่อันดับที่ 35 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดึงดูดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างเลือดเย็นจากเพื่อนทั้งห้อง
เจ้าของร่างเดิมเป็นเพียงเด็กสาวอายุ 15 หรือ 16 ปีเท่านั้น ต่อให้จะมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่เพียงใด เธอก็ไม่อาจทนรับแรงกดดันมหาศาลนี้ได้ เธอถือใบรายงานผลการเรียนเอาไว้ และแทนที่จะมุ่งหน้ากลับบ้าน เธอกลับตัดสินใจกระโดดลงสู่แม่น้ำเซียวฝูซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสวนสาธารณะประจำเมืองแทน
และนั่นก็คือวินาทีที่หลินชิงอินได้ลืมตาตื่นขึ้นมา
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ระหว่างเธอและเจ้าของร่างเดิมต่างก็มีสายใยแห่งกรรมเชื่อมโยงกันอยู่ สิ่งที่หลินชิงอินสามารถทำได้คือการดูแลพ่อแม่ของเด็กสาวให้ดี และสานต่อความปรารถนาในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้เป็นจริง
เมื่อกลับมาถึงห้อง เธอก็เริ่มพลิกหน้าหนังสือเรียน แม้ความรู้ทั้งหมดจะยังคงถูกบันทึกไว้ในสมอง แต่มันกลับเหมือนมีกำแพงกั้นกลางระหว่างเธอและสิ่งเหล่านั้น เธอรู้จักตัวอักษรทุกตัว แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดี เธอกลับไม่เข้าใจความหมายของมันเลย หลินชิงอินนึกทบทวนถึงระบบความรู้ที่เจ้าของร่างเดิมเคยมี ก่อนจะหยิบหนังสือวิชาหลักหลายวิชาจากชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นออกมาอย่างจนใจ
ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ ตั้งใจเรียนไปก็พอ!
—
หลังจากก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่บ้านมา 2 วันเต็ม หลินชิงอินก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีเมื่อก้าวออกจากบ้านในเช้าวันพฤหัสบดี เมื่อนำไปเทียบกับการเรียนแล้ว เธอยังคงหลงใหลในอาชีพหมอดูมากกว่าเป็นไหนๆ
เธอวิ่งเหยาะๆ ไปตลอดทางจนถึงสวนสาธารณะประจำเมือง หลินชิงอินกลับไปยังจุดที่เธอเคยตั้งแผงเมื่อครั้งก่อน หยิบป้ายกระดาษที่ยับยู่ยี่ออกมาแล้ววางไว้ตรงหน้า
นั่งลงได้ไม่นาน เธอก็มองเห็นหวังพั่งจื่อเดินตรงมาแต่ไกล ในมือถือของบางอย่างพร้อมกับชะเง้อมองไปรอบๆ เมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับหลินชิงอิน ดวงตาคู่นั้นก็ทอประกายวาบ ก่อนจะรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาอย่างดีใจ
"ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องพกกระดาษแข็งแผ่นนี้มา มันทำลายภาพลักษณ์ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเธอหมดเลยรู้ไหม!" หวังพั่งจื่อพูดพลางคลี่ม้วนกระดาษในมือออกอย่างตื่นเต้น "ฉันให้ปรมาจารย์อักษรวิจิตรเป็นคนตวัดพู่กันเขียนสิ่งนี้ขึ้นมาเลยนะ อย่าได้ดูถูกตัวอักษรไม่กี่คำนี้เชียว มันผลาญเงินฉันไปตั้ง 5,000 หยวน!"
หลินชิงอินจ้องมองข้อความที่เขียนว่า ‘ดูดวง’ และ ‘ค่าครู 1,000 หยวน รับเฉพาะเงินสด’ บนม้วนกระดาษ เธอรู้สึกเหมือนค้นพบช่องทางทำเงินที่รวดเร็วกว่าการทำนายทายทักเสียแล้ว ลายมือของเธอเองยังสวยกว่านี้ตั้งเป็นร้อยเท่า!
เมื่อมองดูใบหน้าอันภาคภูมิใจของหวังพั่งจื่อ หลินชิงอินก็แทบจะอดใจไม่ไหวอยากจะตบเขาให้กระเด็น ไอ้คนผลาญเงินเก่งคนนี้มีชีวิตที่สุขสบายได้ก็เพราะบุญบารมีของบรรพบุรุษหนุนนำเท่านั้น หากต้องพึ่งพาลำแข้งตัวเอง ป่านนี้เขาคงอดตายไปนานแล้ว!
หลินชิงอินนั่งขัดสมาธิลงบนผืนหญ้าใต้ต้นไม้เก่าแก่ ทว่าหวังพั่งจื่อนั้นตัวใหญ่เกินกว่าจะนั่งท่าเดียวกันได้ เขาจึงทำได้เพียงนั่งเหยียดขาอยู่ด้านข้าง ท่าทางดูงุ่มง่ามและเก้ๆ กังๆ อย่างบอกไม่ถูก
"หนังสือเล่มนั้นนายท่องจำไปได้ถึงไหนแล้ว?" หลินชิงอินเขี่ยก้อนกรวดเล็กๆ ใกล้มือเล่น หลังจากสัมผัสได้ว่าอุณหภูมิกำลังพอเหมาะ เธอก็เงยหน้าขึ้นมองหวังพั่งจื่อ "ลองท่องให้ฉันฟังหน่อยสิ"
ใบหน้าของหวังพั่งจื่อแดงก่ำด้วยความอับอาย ครั้งนี้เขาทุ่มเทความพยายามมากยิ่งกว่าตอนเรียนเสียอีก แต่สมองของเขามันไม่ให้เอาเสียเลย ใช้เวลาตั้ง 2 วันท่องจำไปได้แค่ครึ่งหน้ากระดาษเท่านั้น
หวังพั่งจื่อยกมือขึ้นลูบหน้า ก่อนจะเริ่มท่องเนื้อหาในหนังสืออย่างตะกุกตะกัก ทว่าท่องไปได้เพียง 2 ประโยค เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง "โอ๊ย!" แหลมปรี๊ดดังมาจากบริเวณใกล้เคียง หวังพั่งจื่อสะดุ้งสุดตัว กว่าจะตั้งสติได้เขาก็แทบจะร้องไห้ออกมา ประโยคต่อไปมันคืออะไรกันนะ?
"เด็กผู้หญิงคนนี้แหละ!" คุณป้าหลี่ พลเมืองดีผู้กระตือรือร้น รีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาอย่างตื่นเต้น "เธอคือคนที่ดูดวงให้ตำรวจหนุ่มคนนั้นเมื่อวันก่อนไงล่ะ!"
ย้อนกลับไปในวันนั้น หม่าหมิงอวี่ได้เดินทางไปโรงพยาบาลพร้อมกับเพื่อนร่วมงานเพื่อส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร หลังจากกระบวนการเสร็จสิ้น แพทย์ได้ยื่นใบสั่งยาพร้อมแจ้งว่าได้เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจวิเคราะห์แล้ว และให้เขาไปชำระค่าตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติม ทันทีที่ได้ยิน หม่าหมิงอวี่ก็ใจหายวาบ และก็เป็นอย่างที่คิด 2 วันต่อมาหลังจากผลตรวจชิ้นเนื้อออกมา เขาถูกส่งตัวไปรับการตรวจอย่างละเอียดอีกหลายรายการ ในที่สุดแพทย์ก็แจ้งข่าวร้ายว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะแรกเริ่ม พร้อมกับออกใบสั่งแอดมิทเข้าโรงพยาบาลให้เขาทันที
คุณป้าหลี่จดจำเรื่องนี้ฝังใจ ทุกเช้าหลังจากมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะ เธอจะแวะไปที่สถานีตำรวจเพื่อสอบถามอาการของหม่าหมิงอวี่ ทันทีที่ทราบข่าวว่าเขาต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร