- หน้าแรก
- เส้นทางมหาเศรษฐีระดับเทพ
- บทที่ 12 ห้องสวีทประธานาธิบดีสุดหรู
บทที่ 12 ห้องสวีทประธานาธิบดีสุดหรู
บทที่ 12 ห้องสวีทประธานาธิบดีสุดหรู
“คุณถังคะ นี่คือห้องสวีทประธานาธิบดีที่คุณจองไว้ค่ะ พื้นที่ทั้งหมด 328 ตารางเมตร ภายในห้องมีโซนทำงาน ห้องนอนใหญ่ ห้องนอนแขก ห้องแต่งตัว ห้องอาหารพร้อมบาร์ ห้องประชุมส่วนตัว ห้องน้ำสองห้อง อ่างอาบน้ำกระจกใสชมวิวแบบพาโนรามา และระเบียงชมวิวแบบเปิดโล่งค่ะ”
เจียงยวี่ถงช่วยยกกระเป๋าเข้ามาให้ถังอี้ในห้องด้วยตัวเอง พร้อมกับอธิบายโครงสร้างและการตกแต่งของห้องสวีทประธานาธิบดีคร่าวๆ
“คุณถังคะ ตอนนี้ได้เวลาอาหารกลางวันแล้วค่ะ ทางโรงแรมของเรามีทั้งอาหารจีน อาหารตะวันตก อาหารฝรั่งเศส อาหารญี่ปุ่น และอาหารแบบบุฟเฟต์ค่ะ”
“เชฟใหญ่แผนกอาหารตะวันตกและอาหารฝรั่งเศสเป็นเชฟระดับมิชลิน 3 ดาว ส่วนเชฟอาหารจีนและอาหารญี่ปุ่นก็เป็นเชฟฝีมือระดับท็อปเช่นกันค่ะ”
หลังจากจัดเก็บกระเป๋าให้เขาเรียบร้อย เจียงยวี่ถงก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ แล้วเอ่ยแนะนำอย่างสุภาพ
“งั้นขอลองอาหารจีนก่อนแล้วกัน คุณช่วยจัดกับข้าวสักสามอย่างกับซุปมาให้ผมก็พอ ผมเป็นคนมณฑลเสฉวน ชอบกินรสจัดๆ เผ็ดๆ ทำเสร็จแล้วรบกวนให้คนยกมาส่งที่ห้องด้วยนะ”
ถังอี้โยนกระเป๋าเป้ลงบนโซฟาอย่างไม่ใส่ใจ
“ได้ค่ะ ไม่ทราบว่าต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยไหมคะ?”
เจียงยวี่ถงจดบันทึกความต้องการของเขา แล้วถามอีกครั้ง
“เหล้าไม่เอาดีกว่า ขอเป็นโคล่าเย็นๆ สักแก้วก็พอ ตอนบ่ายผมมีธุระต้องไปจัดการ”
เขาเป็นแค่นักเรียน จะกินเหล้าไปทำไมล่ะ ไม่ใช่ลูกคุณหนูบ้านรวยจริงๆ สักหน่อย
“ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ อาหารจะนำมาเสิร์ฟในไม่ช้าค่ะ”
เมื่อจดรายละเอียดครบถ้วน เจียงยวี่ถงก็โค้งตัวให้อย่างสุภาพ แล้วหันหลังเดินไปที่ประตู
“เจสซี่ เดี๋ยวก่อน”
ตอนที่เธอเดินไปถึงประตู ถังอี้ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบเรียกเธอไว้
“คุณถังคะ มีอะไรให้รับใช้เพิ่มเติมไหมคะ?”
เจียงยวี่ถงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองเขาพร้อมรอยยิ้ม
ถังอี้หยิบกระเป๋าสตางค์ออกจากเป้ ดึงแบงก์ร้อยหยวนสองสามใบยื่นให้พลางยิ้มบางๆ “วันนี้ลำบากหน่อยนะ”
“ขอบคุณค่ะคุณถัง เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ให้บริการค่ะ”
รอยยิ้มของเจียงยวี่ถงหวานหยดย้อยยิ่งกว่าเดิม เธอรับเงินด้วยสองมืออย่างเป็นธรรมชาติ กล่าวขอบคุณและชื่นชม ก่อนจะเดินจากไป
เมื่อเดินออกมาจากห้องสวีทประธานาธิบดีของถังอี้ เจียงยวี่ถงก็คลี่ธนบัตรในมือดู มีประมาณเจ็ดแปดใบ
“คุณชายน้อยคนนี้ใจป้ำไม่เบาเลยนะ”
เธอเก็บทิปอย่างอารมณ์ดี แล้วรีบไปเตรียมอาหารให้เขาด้วยตัวเอง
“นี่น่ะเหรอห้องสวีทประธานาธิบดีในตำนาน ใหญ่โตหรูหราสมคำร่ำลือจริงๆ แฮะ”
คล้อยหลังเจียงยวี่ถง ถังอี้ก็สลัดรองเท้าทิ้ง เดินสำรวจรอบห้องอย่างตื่นเต้น ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงคิงไซส์สุดนุ่มเด้ง
มีเงินนี่มันโคตรดีเลยโว้ย พี่ชอบ!
ถังอี้นอนกางแขนกางขาอยู่บนเตียง เอามือรองท้ายทอย นั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าผิวปากอย่างสบายอารมณ์ ในใจเบิกบานสุดๆ
“จริงสิ ยังไม่ได้โทรหาทนายความเหอเลย”
นอนเล่นไปได้ไม่กี่นาที ถังอี้ก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ รีบลุกขึ้นนั่งบนเตียง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาทนายความเหอที่รับผิดชอบเรื่องพินัยกรรมของยายหวัง
“สวัสดีครับ ทนายความเหอ ผมถังอี้นะครับ ตอนนี้ผมมาถึงนครปักกิ่งแล้วครับ”
“บ่ายสองโมงเหรอครับ? ได้ครับ ไม่มีปัญหา งั้นเดี๋ยวผมจะนั่งแท็กซี่ไปหาเองดีกว่าครับ เอาอย่างนั้นเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยนะครับ ผมพักอยู่ที่โรงแรมฮิลตันครับ ตกลงครับ สวัสดีครับ”
วางสายแล้ว ถังอี้ก็อารมณ์ดียิ่งกว่าเดิม
อีกไม่นาน เขาจะได้เป็นเจ้าของบ้านในนครปักกิ่งแล้ว
หลังจากกินอาหารกลางวันที่ผู้ดูแลส่วนตัวระดับสูงนำมาเสิร์ฟถึงห้อง เขาก็อาบน้ำแล้วงีบหลับไปอย่างสบายอารมณ์
เวลาบ่ายสองโมงตรง ถังอี้ก็ลงมาเจอทนายความเหอที่หน้าโรงแรมฮิลตันตามนัด
ชายวัยกลางคนตรงหน้าดูภูมิฐานและเป็นมืออาชีพ ต่อให้อากาศจะร้อนอบอ้าวแค่ไหน เขาก็ยังสวมสูทผูกไทอย่างเรียบร้อยไร้ที่ติ
ถังอี้แอบเป็นห่วงแทนว่าเขาจะไม่ร้อนจนผื่นขึ้นหรือไง
จากการที่เขาขับรถยนต์ออดี้ A6L มา ก็พอบอกได้ว่าเขาเป็นทนายที่มีความสามารถและมีฐานะดีพอสมควร
ทักทายกันพอเป็นพิธี ถังอี้ก็ขึ้นไปนั่งบนรถของเขา
“ทนายความเหอ ตอนนี้เราจะไปดูบ้านของยายหวังกันก่อนใช่ไหมครับ?”
“ใช่ครับ”
“อ้อ ครับ”
...
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทนายความเหอดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“คุณถังครับ มีเรื่องนึงที่ผมคิดว่าควรแจ้งให้คุณทราบไว้ก่อน”
“เชิญครับ”
“ความจริงแล้วบ้านของยายหวังเป็นบ้านโบราณสี่ประสานหลังเล็กๆ ครับ เมื่อหลายสิบปีก่อน บ้านโบราณสี่ประสานในนครปักกิ่งหลังนึงมีคนอาศัยอยู่รวมกันหลายครอบครัว บางหลังก็เป็นสิบครอบครัวเลยทีเดียว แต่ต่อมาเมื่อสังคมและเมืองพัฒนาขึ้น สภาพการอยู่อาศัยแบบนั้นก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น”
“บ้านโบราณสี่ประสานของยายหวังมีห้องทั้งหมดสี่ห้อง สองห้องทางทิศใต้เป็นของยายหวัง ส่วนอีกสองห้องทางทิศตะวันออกเป็นของอีกครอบครัวนึงครับ”
ทนายความเหอกลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจสภาพความเป็นจริงของบ้านโบราณสี่ประสานในนครปักกิ่ง จึงอธิบายอย่างละเอียด
บ้านโบราณสี่ประสาน?
มีคนอยู่สองครอบครัว?
ถังอี้รู้สึกงงนิดหน่อย เขาเพิ่งจะเคยได้ยินเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรก
สิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือ บ้านโบราณสี่ประสานในนครปักกิ่งราคาแพงหูฉี่ระดับหลักสิบล้านหรืออาจจะถึงร้อยล้านหยวน
“เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณมากครับ ทนายความเหอ”
ถังอี้รีบประมวลผลข้อมูลที่ได้ยินเมื่อกี้อย่างรวดเร็ว
ห้องสองห้องที่เป็นส่วนของเขานั้น จะเก็บไว้หรือจะขาย เดี๋ยวค่อยไปดูสถานที่จริงแล้วค่อยตัดสินใจอีกที
แต่พอฟังทนายอธิบายคร่าวๆ ถังอี้ก็ค่อนข้างเอนเอียงไปทางขายเอาเงินสดมากกว่า
เพราะการอยู่ในบริเวณบ้านเดียวกันกับคนอื่น ยังไงก็คงมีความไม่สะดวกหลายอย่าง
“คืออย่างนี้นะครับ ยายหวังแกอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด สองปีที่ผ่านมานี้แกกลับไปพักฟื้นที่บ้านเกิดที่มณฑลเสฉวน บ้านที่นครปักกิ่งก็เลยถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ ได้เพื่อนบ้านคอยช่วยดูแลให้มาตลอด”
“พอดีเพื่อนบ้านทราบว่าคุณเป็นผู้รับมรดกบ้านของยายหวัง เขาก็เลยอยากจะพบคุณสักหน่อยน่ะครับ”
ทนายความเหอแอบเหลือบมองกระจกมองหลังเพื่อดูปฏิกิริยาของเขา
“อยากเจอผมเหรอ? ก็ได้ครับ ยังไงต่อไปก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านกัน เจอหน้ากันอยู่ทุกวัน ทำความรู้จักกันไว้ก็ดี”
ถังอี้ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
ในเมื่อเป็นเพื่อนบ้านกัน ไม่ว่าจะเก็บหรือจะขายบ้านหลังนี้ สุดท้ายก็ต้องเจอหน้ากันอยู่ดี
“อ้อ แล้วทางนั้นอยากจะนัดเจอเมื่อไหร่ล่ะครับ?”
นิ่งไปสักพัก ถังอี้ก็ถามขึ้นมาลอยๆ
“เอ่อ... พวกเขารอคุณอยู่ที่บ้านแล้วล่ะครับ”
เชี่ย!
ไอ้ทนายเวรนี่มึงเป็นสายลับใช่ไหม!
ถังอี้ถึงกับพูดไม่ออก
สรุปว่าพวกคุณจัดการทุกอย่างไว้หมดแล้วใช่ไหมเนี่ย จัดการเสร็จสรรพแล้วจะมาถามผมทำไมอีก!
ทนายความเหอคงจะรู้ตัวว่าทำตัวไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ ตลอดทางก็เลยได้แต่ขับรถเงียบๆ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรอีก
ทนายความเหอขับรถลัดเลาะไปตามถนน ผ่านไปครึ่งชั่วโมงกว่า ในที่สุดก็มาจอดหน้าตรอกเก่าๆ แห่งหนึ่ง
“ถึงแล้วเหรอครับ? ที่นี่คือที่ไหนครับเนี่ย?”
“ที่นี่คือตรอกเฮยจือมา หอกลองและระฆัง ณ ตรอกหนานหลัวกู่ ครับ ไปกันเถอะ บ้านของยายหวังอยู่ข้างหน้านี้เอง”
ทนายความเหอมองเขาอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะนาฬิกาเจเกอร์-เลอคูลทร์ บนข้อมือของเขา
“นี่น่ะเหรอบ้านโบราณสี่ประสานราคาหลายสิบล้านในตำนาน?”
ถังอี้มองดูบ้านโบราณสี่ประสานเก่าๆ ทรุดโทรมในตรอกนี้ด้วยความตื่นเต้น
ยายหวังนะยายหวัง ยายเล่นตลกกับผมซะแล้วสิ
ถึงถังอี้จะรู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะระบบ แต่ยังไงนี่ก็คือสิ่งที่ยายหวังทิ้งไว้ให้เขา
เดินลึกเข้าไปในตรอกประมาณร้อยกว่าเมตร ทนายความเหอก็เคาะประตูไม้เก่าๆ บานหนึ่ง
สงสัยคงไม่ได้ใช้งานมานาน ประตูก็เลยดูผุพังไปบ้าง
“ใครน่ะ?”
เสียงดุดันทรงพลังสไตล์สาวปักกิ่งแท้ๆ ดังทะลุออกมาจากในลานบ้าน
“ซวยแล้วกู”
ต่อให้ถังอี้จะโง่แค่ไหน แต่ฟังจากน้ำเสียงก็รู้แล้วว่ายัยนี่คงรับมือยากน่าดู
..........