- หน้าแรก
- ข้า สามีแต่งเข้าของจักรพรรดินี แท้จริงแล้วไร้เทียมทานในใต้หล้า
- บทที่ 81 ไม่มีปัญญาจ่ายก็ไสหัวไป
บทที่ 81 ไม่มีปัญญาจ่ายก็ไสหัวไป
บทที่ 81 ไม่มีปัญญาจ่ายก็ไสหัวไป
บทที่ 81 ไม่มีปัญญาจ่ายก็ไสหัวไป
น้ำเสียงของหลงจู๊เต็มไปด้วยความเย็นชาและดูถูกเหยียดหยาม บนใบหน้าถึงกับเผยให้เห็นถึงความรำคาญใจอย่างเห็นได้ชัด
นักปรุงโอสถจากอาณาจักรระดับสี่เล็กๆ แบบนี้ เขาไม่เห็นอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้จะบอกว่าสถานะของนักปรุงโอสถนั้นสูงส่ง แต่เบื้องหลังหอจุ้ยเซียนของพวกเขาก็คือราชวงศ์ อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับทางสมาคมนักปรุงโอสถอีกด้วย สำหรับกลุ่มของหลิ่วหว่านชิง ในสายตาของเขา ก็เป็นเพียงแค่มดปลวกตัวเล็กๆ เท่านั้น
และเมื่อหลิ่วหว่านชิงกับพวกได้ยินคำพูดนี้ ภายในใจก็เกิดเพลิงโทสะลุกโชนขึ้นมาทันที
หลิ่วหว่านชิงมองไปที่หลงจู๊จอมหน้าเงินคนนี้ และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากพูดขึ้น
"ทำให้พวกเราเข้าร่วมงานชุมนุมไม่ได้งั้นเหรอ? หึหึ หลงจู๊หอจุ้ยเซียนตัวเล็กๆ อย่างเจ้า เกรงว่าคงไม่มีน้ำยาขนาดนั้นกระมัง อีกอย่าง พูดให้ฟังดูดีหน่อยเจ้าก็คือหลงจู๊ของหอจุ้ยเซียน แต่พูดให้ฟังดูแย่ เจ้ามันก็แค่สุนัขรับใช้ตัวหนึ่งของหอจุ้ยเซียนเท่านั้นแหละ"
พอหลิ่วหว่านชิงเปิดปาก ผู้อาวุโสหลิวและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังก็พากันเอ่ยปากสนับสนุนทันที
"ใช่แล้ว อย่าคิดว่าเป็นหลงจู๊ของหอจุ้ยเซียนแห่งนี้แล้วจะทำอะไรตามอำเภอใจได้นะ"
"หึหึ นึกไม่ถึงเลยว่า หอจุ้ยเซียนแห่งนี้จะมีคนพาลต่ำช้าเช่นนี้ ดูท่าแคว้นเซวียนอู่ก็คงมีดีแค่นี้กระมัง"
"วันนี้ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็มักจะมีคนพาลต่ำช้าแอบแฝงอยู่เสมอ"
……
เมื่อหลงจู๊ได้ยินคำพูดเหล่านี้ ใบหน้าก็พลันแดงก่ำด้วยความโกรธ เขามองไปที่พวกหลิ่วหว่านชิง แล้วตะคอกใส่โดยตรง
"หุบปาก!"
เขาจ้องมองพวกหลิ่วหว่านชิงอย่างเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความเยือกเย็น "หึหึ ได้ อยากจะพักที่นี่ใช่ไหม มาเลย กฎของปีนี้คือมีเพียงนักปรุงโอสถที่เข้าร่วมการแข่งขันเท่านั้นที่พักได้ ส่วนคนอื่นๆ หากต้องการพัก แค่จ่ายเงินมาก็พอ"
"ห้องพักระดับมนุษย์ หนึ่งคนต่อหนึ่งคืน สองพันหินวิญญาณ ห้องพักระดับปฐพี หนึ่งคนต่อหนึ่งคืน ห้าพันหินวิญญาณ ส่วนห้องพักระดับนภา..."
เขาปรายตามองพวกหลิ่วหว่านชิงอย่างดูถูกเหยียดหยาม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "หนึ่งคนต่อหนึ่งคืน หนึ่งหมื่นหินวิญญาณ ซึ่งห้องพักระดับนภานี้ พวกเจ้าไม่มีปัญญาจ่ายหรอก และพวกเราก็ไม่ให้พวกเจ้าพักด้วย พวกเจ้ามันไม่มีคุณสมบัติพอที่จะพัก"
เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดนี้ ต่างก็ต้องตกตะลึงไปตามๆ กัน
นี่เป็นเพียงห้องพักระดับมนุษย์ที่ต่ำที่สุด แต่คืนหนึ่งกลับต้องใช้หินวิญญาณถึงสองพันก้อน!
เรื่องนี้ทำให้ทุกคนเผยสีหน้าลำบากใจออกมาทันที
หนึ่งคืนสองพันหินวิญญาณ มันแพงเกินไปจริงๆ พวกเขาในฐานะผู้อาวุโสของสำนักปรุงโอสถ เบี้ยหวัดหนึ่งเดือนก็ตกประมาณตัวเลขนี้เท่านั้น สรุปว่าแค่พักคืนเดียว กลับต้องใช้หินวิญญาณมากมายขนาดนี้!
แม้ว่าจะสามารถจ่ายได้ แต่ก็รู้สึกเจ็บปวดใจอยู่ไม่น้อย
และในขณะนี้ หลงจู๊ก็กวาดสายตามองผู้ติดตามของพวกหลิ่วหว่านชิง ก่อนที่สายตาจะตกลงบนร่างของหลิ่วหว่านชิงด้วยความเหยียดหยาม แสยะยิ้มเย็นแล้วเอ่ยขึ้น
"เอาหินวิญญาณมาสิ เอามาแล้วจะให้พวกเจ้าพัก"
เมื่อพูดจบ น้ำเสียงของเขาก็เย็นชาขึ้นอีกหลายส่วน จ้องมองพวกหลิ่วหว่านชิงอย่างดูถูก และแค่นเสียงเย็น
"ถ้าไม่มีปัญญาจ่าย ก็ไสหัวไปซะ!"
ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนและงดงามของหลิ่วหว่านชิงในยามนี้ ไม่เหลือเค้าความอ่อนโยนอีกต่อไป กลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและความไม่พอใจ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีร่องรอยของความโกรธเกรี้ยวเจือปนอยู่ด้วย
และในตอนนั้นเอง ก็มีชายวัยกลางคนสวมชุดยาวสีดำเดินลงมาจากชั้นบน
"โอ๊ะ ที่แท้ก็ผู้อำนวยการหลิ่วกับพวกท่านนี่เอง ข้าอยู่ข้างบนได้ยินเสียงเอะอะโวยวายอยู่ข้างล่าง ก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เป็นผู้อำนวยการหลิ่วของพวกเรานี่เอง"
ชายวัยกลางคนมองหลิ่วหว่านชิง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความสะใจและดูถูก รูปร่างหน้าตาของเขานั้นถือว่าดูดีทีเดียว ดูมีกลิ่นอายของความเป็นปัญญาชนอยู่บ้าง แต่ความเย็นชาในแววตานั้น กลับทำให้เขาดูเหมือนพวกคนพาลที่คอยลอบกัด
หลิ่วหว่านชิงเงยหน้าขึ้นมองชายวัยกลางคนที่พิงอยู่ตรงบันได แววตาของเธอฉายแววรังเกียจออกมาวูบหนึ่ง
ฉินเฟิงเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ ผู้อาวุโสหลิวที่อยู่ข้างๆ จึงอธิบายให้ฉินเฟิงฟังด้วยเสียงกระซิบ
"ตี้จวิน นี่คือนักปรุงโอสถจากอาณาจักรระดับสาม จักรวรรดิลั่วอวิ๋น นามว่าหลัวเจี๋ย เจ้านี่มีความแข็งแกร่งมาก ไม่เพียงแต่เป็นยอดฝีมือในขอบเขตเข้าสู่วิถีเท่านั้น แต่ยังเป็นถึงนักปรุงโอสถระดับเจ็ดอีกด้วย"
ฉินเฟิงได้ยินคำอธิบายของผู้อาวุโสหลิว แต่เพียงแค่ปรายตามอง ดูเหมือนจะไม่เก็บเอามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ส่วนหลัวเจี๋ยในตอนนี้มองหลิ่วหว่านชิงด้วยสายตารอชมเรื่องสนุก ก่อนจะปรายตามองคนที่ตามหลังเธอมา สายตายิ่งทวีความดูถูกเหยียดหยามมากขึ้นไปอีก
"โอ้โฮ ผู้อำนวยการหลิ่ว ครั้งนี้พาพวกนักปรุงโอสถระดับต่ำๆ มาร่วมแข่งขันอีกแล้วเหรอ? แคว้นฉู่ของพวกเจ้ามีเจ้าเป็นนักปรุงโอสถระดับหกอยู่แค่คนเดียว ต่อให้มาร่วมแข่งขัน อันดับก็คงจะออกมาดูไม่จืดแน่ๆ ยังไงก็ต้องอยู่รั้งท้ายจักรวรรดิลั่วอวิ๋นของพวกเราอยู่แล้ว"
"ข้าเคยบอกตั้งนานแล้ว ว่าเจ้าสู้ย้ายมาอยู่จักรวรรดิลั่วอวิ๋นของพวกเราไม่ได้หรอก"
หลิ่วหว่านชิงแค่นเสียงเย็น "พูดราวกับว่าจักรวรรดิลั่วอวิ๋นของพวกเจ้ามีนักปรุงโอสถระดับสูงมากมายอย่างนั้นแหละ นอกจากเจ้าแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครไปถึงระดับหกเลยสักคน นี่มันขาดช่วงไปแล้วนะ รอให้เจ้าตายไป ก็ไม่มีใครมารับช่วงต่อแล้ว"
"เจ้า!"
หลัวเจี๋ยถูกหลิ่วหว่านชิงตอกกลับจนหน้าแดงก่ำ
แต่เมื่อเห็นสภาพของพวกเธอในตอนนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
"หึหึ ข้าว่าผู้อำนวยการหลิ่วจัดการเรื่องตรงหน้าก่อนดีกว่ามั้ง หรือว่าจะไม่มีหินวิญญาณ ไม่มีปัญญาจ่ายค่าที่พักล่ะ?"
"ถ้าเป็นแบบนั้น จะให้ข้าให้ผู้อำนวยการหลิ่วหยิบยืมสักหน่อยไหมล่ะ?"
หลิ่วหว่านชิงไม่อยากจะเสวนากับเจ้านี่เลย ส่วนหลงจู๊ที่อยู่ด้านข้างเมื่อเห็นว่าพวกเธอยังไม่ควักหินวิญญาณออกมาเสียที ก็เร่งเร้าด้วยความรำคาญใจ
"ตกลงพวกเจ้าจะจ่ายได้หรือเปล่า ถ้าไม่มีปัญญาจ่าย ก็ไสหัวไป อย่ามาทำคนอื่นเสียเวลาเข้าพัก"
หลิ่วหว่านชิงมองใบหน้าที่น่าสะอิดสะเอียนของหลงจู๊ผู้นั้น อยากจะตบหน้ามันสักฉาดจริงๆ
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าครั้งนี้มาเพื่อเข้าร่วมงานชุมนุม อีกทั้งยังอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นเซวียนอู่ เธอจึงไม่อยากก่อเรื่องวุ่นวาย
ในขณะที่หลิ่วหว่านชิงกำลังเตรียมจะหยิบหินวิญญาณของตัวเองออกมาจ่ายล่วงหน้าไปก่อนนั้น ฉินเฟิงก็พูดขึ้นมา
"ไม่ต้องให้หินวิญญาณ"
เมื่อหลิ่วหว่านชิงได้ยินคำพูดนี้ของฉินเฟิง ก็มองไปที่เขาด้วยสีหน้างุนงง
เจ้านี่หมายความว่ายังไง?
ไม่ต้องให้หินวิญญาณ?
จะไม่พักที่นี่แล้วเหรอ?
ฉินเฟิงมีสีหน้าเรียบเฉย ส่วนหลงจู๊ที่อยู่ด้านข้างกลับแสยะยิ้มเย็น
"ไม่ให้หินวิญญาณ? หึหึ ขออภัยด้วย ถ้าอย่างนั้นยิ่งไม่ให้พวกเจ้าพัก"
เขาเอ่ยด้วยความรำคาญใจ "ข้าบอกแล้วไง ถ้าไม่มีปัญญาจ่ายหินวิญญาณ ก็รีบไสหัวไปซะ อย่ามาสร้างเรื่องวุ่นวายให้เสียเวลาที่นี่"
เมื่อฉินเฟิงได้ยินคำพูดนี้ เขาปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา จากนั้นก็โยนป้ายหยกชิ้นหนึ่งออกไป
"ห้องพักระดับนภาคนละหนึ่งห้อง"
หลงจู๊รับป้ายหยกมาตามสัญชาตญาณ บนใบหน้ายังคงมีความเหยียดหยามอยู่หลายส่วน กำลังจะอ้าปากบอกว่าป้ายหยกชิ้นนี้จะไปมีค่าสักกี่บาทเชียว แต่ในวินาทีที่เขามองเห็นป้ายหยกในมือ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด
เขาเงยหน้าขึ้นมองฉินเฟิงอย่างฉับพลัน สีหน้าลนลาน รีบลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินมาโค้งคำนับอยู่ตรงหน้าฉินเฟิงอย่างนอบน้อม
"ตะ...ใต้เท้า เป็นข้าน้อยที่มีตาหามีแววไม่ ไม่รู้ว่ามีแขกผู้มีเกียรติมาเยือน ขอใต้เท้าโปรดอภัยด้วย ข้าน้อยจะรีบจัดการให้ใต้เท้าและพวกเดี๋ยวนี้เลยขอรับ"
เขาคืนป้ายหยกให้ฉินเฟิงอย่างนอบน้อม
ฉินเฟิงเก็บป้ายหยกกลับมา ขี้เกียจแม้แต่จะปรายตามองเขา ทว่าบนหน้าผากของหลงจู๊กลับมีเม็ดเหงื่อผุดพรายไหลซึมออกมาแล้ว
ส่วนพวกหลิ่วหว่านชิง รวมถึงคนอื่นๆ รอบบริเวณ ตลอดจนหลัวเจี๋ยที่เห็นเหตุการณ์นี้ ต่างก็พากันยืนอึ้งงันไปตามๆ กัน
[จบแล้ว]