เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ความสงสัยของซูซีเยว่

บทที่ 4 ความสงสัยของซูซีเยว่

บทที่ 4 ความสงสัยของซูซีเยว่


บทที่ 4 ความสงสัยของซูซีเยว่

เมืองหลวง พระราชวัง

ฉินเฟิงถือหวดสุราในมือ เดินกลับไปยังตำหนักเฟิ่งชี ทหารยาม นางกำนัล และขันทีที่เดินผ่านไปมา ล้วนแสร้งทำความเคารพฉินเฟิง พอฉินเฟิงเดินลับตาไป ก็ชี้ไม้ชี้มือวิจารณ์ฉินเฟิง แอบบ่นพึมพำ

"จริงๆ เล้ย องค์จักรพรรดินีเป็นถึงธิดาสวรรค์แห่งแคว้นฉู่ของเรา ทำไมถึงไปแต่งงานกับไอ้สวะแบบนี้นะ"

"นั่นสิๆ ไม่รู้ว่าองค์ไท่ช่างหวงทรงคิดอะไรอยู่ ถึงได้ให้องค์จักรพรรดินีแต่งงานกับมัน"

"พวกเจ้าพูดผิดแล้ว ไม่ใช่องค์จักรพรรดินีแต่งงานกับเขา เขาแต่งเข้าบ้านองค์จักรพรรดินีต่างหาก ก็แค่บุตรเขยสวะคนนึง"

……

พวกทหารยาม นางกำนัล และขันทีที่ใจกล้าหน่อย ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา ตั้งแต่ฉินเฟิงแต่งงานกับองค์จักรพรรดินี คนในวังก็วิพากษ์วิจารณ์เรื่องบุตรเขยสวะคนนี้กันให้แซด ทุกคนล้วนแต่ดูถูกฉินเฟิงที่เป็นสวะ ยิ่งรู้สึกว่าองค์จักรพรรดินีผู้เพียบพร้อมขนาดนี้ กลับต้องมามีสามีเป็นสวะ ช่างน่าสงสารองค์จักรพรรดินีเสียจริง

สำหรับเรื่องพวกนี้ ฉินเฟิงดูเหมือนจะไม่สนใจเลย ระหว่างทางเดินกลับตำหนัก เจอคนที่ทำความเคารพอย่างเสียไม่ได้ ฉินเฟิงก็ขี้เกียจจะตอบรับ ดูเหมือนในสายตาเขา จะมีแค่เหล้าในมือเท่านั้น

เมื่อเดินเข้ามาในลานหน้าตำหนักเฟิ่งชี มีนางกำนัลกำลังดูแลดอกไม้ใบหญ้าอยู่ในลาน ตำหนักเฟิ่งชีกว้างขวางมาก เนื่องจากซูซีเยว่ชอบดอกไม้ จึงปลูกดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ไว้ที่ลานด้านนอก

เมื่อเห็นฉินเฟิง พวกนางกำนัลและขันทีก็ทำความเคารพอย่างเสียไม่ได้

ที่หัวมุม มีเสียงเตะต่อยและเสียงด่าทอดังมา

"ไอ้หมาบ้า เพิ่งเข้าวังมาก็กล้าเถียง วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้แกจำใส่สมองเอาไว้!"

ขันทีสามห้าคนกำลังรุมเตะต่อยขันทีน้อยอายุราวสิบห้าสิบหกปีที่นอนคู้ตัวอยู่บนพื้น ทุกคนต่างก็รุมเตะขันทีน้อยอย่างเมามัน ขันทีน้อยนอนคู้ตัวเอามือกุมหัวแน่น ใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์นั้นแฝงไปด้วยความดื้อรั้น

ขันทีน้อยที่อยู่บนพื้นเห็นฉินเฟิง ยังไม่ทันได้พูดอะไร หนึ่งในขันทีที่รุมเตะเขาก็เหลือบไปเห็นฉินเฟิง แววตาฉายแววประหลาดใจ ก่อนจะรีบทำความเคารพ

"ตี้จวิน (พระสวามี)"

บนใบหน้าของพวกเขาแฝงไปด้วยความไม่เต็มใจ ถึงขนาดมีความดูถูกเหยียดหยาม แต่ด้วยฐานะ จึงจำต้องทำความเคารพ

ฉินเฟิงไม่ได้สนใจ ดื่มเหล้าไปอึกหนึ่งแล้วก้าวเดินจากไป พวกขันทีโค้งตัวส่ง ทว่าในตอนนั้นเอง ขันทีน้อยที่อยู่บนพื้นก็กัดฟันลุกขึ้น กำหมัดแน่นพุ่งเข้าใส่ขันทีตัวใหญ่ที่เป็นหัวโจก

ขันทีที่เป็นหัวโจกไม่คิดว่าต่อหน้าฉินเฟิง ขันทีน้อยนี่จะกล้าเสียมารยาท กล้าขัดขืน จึงโดนต่อยจนล้มลงไปกองกับพื้น ขันทีน้อยรีบขึ้นคร่อมทับ รัวหมัดใส่ไม่ยั้ง แม้ว่าหลายหมัดจะถูกป้องกันไว้ได้ แต่ใบหน้าของขันทีใหญ่ก็บวมปูดฟกช้ำไปหมด

ขันทีคนอื่นๆ ตั้งสติได้ ก็รีบเข้าไปห้าม

ฉินเฟิงได้ยินเสียงความวุ่นวาย จึงหันกลับไปมองขันทีน้อยที่ถูกขันทีหลายคนจับกดลงกับพื้นอีกครั้ง ในแววตาของเขายังคงมีความดื้อรั้นและไม่ยอมแพ้

"ไอ้หมาบ้า!"

ขันทีใหญ่เตะเข้าที่ท้องของขันทีน้อยอย่างแรง ร่างของขันทีน้อยคู้ตัวเข้าหากันทันที

ฉินเฟิงเพียงแค่ปรายตามอง ดื่มเหล้าอีกอึก แล้วก็เดินจากไป ด้านหลังมีเพียงเสียงทุบตีและเสียงด่าทอดังมา แต่กลับไม่ได้ยินเสียงขันทีน้อยร้องโอดครวญขอความเมตตาเลยแม้แต่น้อย

เมื่อมาถึงภายในตำหนักเฟิ่งชี ซูซีเยว่ก็นั่งอยู่ที่โต๊ะแล้ว กำลังรับประทานอาหารเย็นอย่างสง่างาม บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสและผลไม้ปราณ

"ตี้จวิน"

เหล่านางกำนัลพากันทำความเคารพ ฉินเฟิงไม่สนใจ นั่งลงที่โต๊ะ หาของแกล้มเหล้ามากิน

ซูซีเยว่สวมชุดคลุมลายหงส์ นั่งอยู่ตรงนั้นราวกับนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นเก้า หรือราวกับบัวหิมะบนยอดเขาเทียนซาน ช่างเย็นชาและสูงศักดิ์ ผิวพรรณดุจหยกขาวเนียน เส้นผมสีดำขลับราวกับน้ำตก ใบหน้าอันงดงามนั้นไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

แต่ทว่าในวินาทีที่ฉินเฟิงปรากฏตัว เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงกลับมาพร้อมกับกลิ่นเหล้าคลุ้งไปทั้งตัว แถมยังมีกลิ่นแป้งหอมจากสถานเริงรมย์ติดมาด้วย คิ้วเรียวสวยของนางก็ขมวดเข้าหากันทันที

"ฉินเฟิง! เจ้าเอาคำพูดของข้าไปทิ้งไว้ที่ไหน? ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าเอากลิ่นสกปรกพวกนั้นจากข้างนอกกลับมาที่บ้าน!"

เสียงของซูซีเยว่เย็นชามาก สามีของนางวันๆ เอาแต่ออกไปดื่มเหล้าหาความสำราญ เข้าออกหอเยว่เสวี่ย สถานเริงรมย์ชื่อดังในเมืองหลวง ไม่ยอมช่วยนางจัดการงานราชการก็แล้วไปเถอะ แต่ทุกครั้งที่กลับมาบนตัวก็มีแต่กลิ่นเหล้าและกลิ่นแป้งหอม นางเห็นแล้วก็รู้สึกหงุดหงิด

ช่วงแรกที่แต่งงานกัน นางพยายามเกลี้ยกล่อมตัวเองว่า ในเมื่อเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ไม่ได้ ก็ลองพยายามยอมรับดู หลังจากแต่งงานกัน นางก็เคยคิดอยากจะทำความรู้จักฉินเฟิงให้ดีขึ้น ค่อยๆ ยอมรับเขา

แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา การกระทำของฉินเฟิงทำให้นางผิดหวังอย่างมาก

แม้กระทั่งตอนนี้ นางเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเสด็จพ่อถึงต้องบังคับให้นางแต่งงานกับคนพิการที่ไม่คิดจะเอาถ่านแบบนี้ด้วย?

เหล่านางกำนัลที่อยู่ด้านข้างได้ยินองค์จักรพรรดินีทรงกริ้ว ก็เอาแต่ก้มหน้าไม่กล้าปริปาก แต่ฉินเฟิงกลับก้มหน้าก้มตากินต่อไป

ซูซีเยว่รู้สึกหงุดหงิด วางตะเกียบลง แล้วหันหลังเดินจากไป

ซูซีเยว่นั่งอยู่ในศาลาในสวน พอนึกถึงท่าทางที่ใช้ชีวิตเลื่อนลอยของฉินเฟิง ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที

และในเวลานั้นเอง ร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นในศาลา

เมื่อซูซีเยว่เห็นว่าผู้มาเยือนคือเสด็จพ่อที่ไม่ได้พบหน้ากันมานาน นางก็เอ่ยปากเรียกเสด็จพ่อ เหล่านางกำนัลที่อยู่ข้างๆ ก็พากันทำความเคารพ

ซูเทียนหมิงโบกมือส่งสัญญาณให้นางกำนัลถอยออกไป เขามองดูลูกสาวของตนเอง ก็เดาได้ทันทีว่าคงทะเลาะกับฉินเฟิงมาอีกแน่ๆ

"เป็นอะไรไปล่ะ? ทะเลาะกับเสี่ยวเฟิงอีกแล้วล่ะสิ?"

ซูซีเยว่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก "เสด็จพ่อ ลูกไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมตอนนั้นเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ถึงได้หมั้นหมายลูกกับเขา แต่งงานกันมาตั้งนานแล้ว ตอนแรกลูกก็คิดว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่เขาทำให้ลูกผิดหวังมากเพคะ"

เมื่อเห็นดังนั้น ซูเทียนหมิงก็ถอนหายใจ ตบไหล่ลูกสาวเบาๆ แล้วเอ่ยปลอบใจ

"ซีเยว่ การแต่งงานครั้งนี้ เป็นการตกลงกันระหว่างพ่อกับแม่ของเจ้า และแม่ของเสี่ยวเฟิง แม่ของเขามีบุญคุณต่อพ่อ ต่อตระกูลซูของเรา และเขาก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าเห็นในตอนนี้ สักวันหนึ่ง พ่อเชื่อว่าเขาจะก้าวผ่านมันไปได้ ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะได้เห็นเขาในอีกมุมหนึ่ง มุมที่เจิดจรัสของเขา"

"หากวันใดวันหนึ่งพ่อไมู่แล้ว เขาจะเป็นคนที่เจ้าพึ่งพาได้มากที่สุด และจะเป็นที่พึ่งพาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลซูของเรา"

ซูซีเยว่แค่นเสียงเย็น "เขางั้นหรือเพคะ? อาศัยสภาพสวะแบบนั้นเนี่ยนะ?"

"วันๆ เอาแต่ใช้ชีวิตเลื่อนลอย นอกจากออกไปดื่มเหล้าหาความสำราญแล้ว ลูกมองไม่เห็นเลยว่าเขาจะมีอะไรดี"

ซูเทียนหมิงยิ้ม "ซีเยว่ เชื่อพ่อเถอะ ใช้ชีวิตคู่กับเสี่ยวเฟิงให้ดี เขาเป็นเด็กที่น่าสงสาร รอจนถึงวันนั้น เจ้าจะเข้าใจเอง เจ้าเป็นภรรยาของเขา ไม่ว่าคนภายนอกจะพูดถึงเขายังไง เจ้าก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเขา"

"พวกเจ้าคุยกันให้เยอะๆ หน่อย ถ้าเป็นไปได้ เจ้าก็ลองมอบหมายงานอะไรให้เขาทำดูสิ พ่อว่าเสี่ยวเฟิงก็คงไม่ปฏิเสธหรอก"

ซูซีเยว่มองดูเสด็จพ่อที่แสดงความมั่นใจในตัวฉินเฟิงอย่างเต็มเปี่ยม ดวงตาคู่สวยก็ทอประกายวูบวาบ

……

ตกกลางคืน

ดวงดาวทอแสงระยิบระยับอยู่เต็มท้องฟ้า ภายในตำหนักเฟิ่งชี ฉินเฟิงและซูซีเยว่อยู่ร่วมห้องเดียวกันแต่ไม่ได้นอนเตียงเดียวกัน ตรงกลางระหว่างทั้งสองคนมีฉากกั้นขวางอยู่ ทั้งสองคนนอนแยกกันคนละเตียง

เมื่อซูซีเยว่จัดการกับฎีกาเสร็จและบำเพ็ญเพียรต่ออีกสักพัก พอเดินกลับมาที่ห้องนอน ฉินเฟิงก็นอนหลับไปบนเตียงแล้ว

ซูซีเยว่เดินมาหลังฉากกั้น มองดูฉินเฟิงที่นอนอยู่บนเตียง คำพูดที่เสด็จพ่อบอกเมื่อช่วงเย็นก็ผุดขึ้นมาในหัว

มองดูใบหน้าของฉินเฟิง แม้จะมีหนวดเคราเฟิ้ม ไม่ดูแลตัวเอง แต่ก็ยังพอมองเห็นเค้าโครงความหล่อเหลาของเขาได้

"ไม่... อย่านะ!"

"หนีไป... รีบหนีไป!"

แต่ในตอนนั้นเอง ฉินเฟิงก็มีเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผาก คิ้วขมวดแน่น ราวกับกำลังฝันร้าย

เมื่อเห็นดังนั้น ซูซีเยว่ก็รีบเดินเข้าไปใกล้ๆ หลังจากแต่งงานกับฉินเฟิง นางก็พบว่าฉินเฟิงมักจะฝันร้ายอยู่บ่อยๆ บางครั้งถึงขั้นสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายเลยทีเดียว

มองดูฉินเฟิงที่แม้แต่ตอนหลับฝันก็ยังมีสีหน้าเจ็บปวด ระหว่างคิ้วแฝงไปด้วยความโศกเศร้า ซูซีเยว่ก็อดสงสัยไม่ได้

เขาไปเจอเรื่องอะไรมากันแน่ ถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้?

สภาพของเขาในตอนนี้ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?

ซูซีเยว่มองดูท่าทางเจ็บปวดของฉินเฟิง แม้จะหลับอยู่แต่ก็ยังขมวดคิ้วแน่น บนหน้าผากมีเหงื่อซึมออกมา นางเอื้อมมือไปจุดธูปสงบจิต แล้ววางไว้ข้างๆ ฉินเฟิง นั่งเฝ้าอยู่สักพัก เมื่อเห็นว่าคิ้วของฉินเฟิงค่อยๆ คลายออก ซูซีเยว่ถึงได้หันหลังกลับไปนอนพักผ่อนที่เตียงของตัวเอง

และในตอนนั้นเอง ฉินเฟิงก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาเป็นประกายวูบวาบ...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 4 ความสงสัยของซูซีเยว่

คัดลอกลิงก์แล้ว