- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 401 ศึกตะลุมบอน
ตอนที่ 401 ศึกตะลุมบอน
ตอนที่ 401 ศึกตะลุมบอน
ตอนที่ 401 ศึกตะลุมบอน
คำสั่งอันคลุมเครือไม่ชัดเจนของซุนเย่าจู่นั้น ท่ามกลางสมรภูมิที่วุ่นวายอึกทึก ย่อมไม่ต่างอะไรกับยันต์เร่งฝีเท้าสู่ปรโลกที่ทำให้เส้นประสาทอันตึงเครียดอยู่แล้วของทหารค่ายพิทักษ์จวนบิดเป็นเกลียวจนยุ่งเหยิงไปหมด ทหารแถวหลังหันขวับไปมองอย่างงุนงง แสงคบเพลิงวูบวาบสาดส่องให้เห็นใบหน้าอันสับสนของเพื่อนร่วมรบ คนข้างหลังคือใคร ? นับข้าด้วยไหม ? ถ้าคนข้างหน้าข้านับเป็นคนข้างหลัง แล้วคนข้างหลังข้าล่ะจะนับเป็นด้านไหน ? บางคนหันหลังกลับโดยสัญชาตญาณ ชูหอกยาวขึ้นมา บางคนยังคงลังเล ชะเง้อคอพยายามมองให้ชัดถึงสัญญาณมือหรือธงรบของท่านแม่ทัพ ในชั่วพริบตานั้น ค่ายพิทักษ์จวนที่เดิมทีเป็นระเบียบเรียบร้อยก็พลันปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นมา
ทว่ากองทหารม้าภายใต้การนำของเจียงหู่ กลับเปรียบเสมือนลิ่มเหล็กที่ถูกเผาจนแดงฉาน พกพาอานุภาพดุจสายฟ้าฟาด พุ่งทะลวงเข้ามาอย่างโหดเหี้ยม !
พวกเขาไม่มีการแปรขบวนที่วิจิตรพิสดารใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงการพุ่งโจมตีแบบหน้ากระดานที่เรียบง่ายที่สุด ชูหอกยาวขนานกับพื้น อาศัยความเร็วของม้าศึก หมายจะทะลวงและบดขยี้ทุกร่างเนื้อที่ขวางหน้าให้แหลกเป็นจุณ !
"ตู้ม ! " เสียงปะทะดังกึกก้อง เสียงกระดูกแตกหัก และเสียงกรีดร้องโหยหวนก่อนตายอันสั้นกระชับ กลบเสียงการห้ำหั่นในแนวหน้าไปในชั่วพริบตา กองหลังของค่ายพิทักษ์จวนที่เพิ่งจะหันตัวกลับมาได้อย่างทุลักทุเลและมีรูปขบวนหลวมโพรก ราวกับแผ่นไม้บาง ๆ ที่เปราะบาง ถูกกระแสคลื่นเหล็กไหลสายนี้ฉีกกระชากอย่างง่ายดาย !
เจียงหู่ควบม้านำหน้า หอกยาวกว่าหนึ่งจั้ง ดุจอสรพิษพุ่งออกจากถ้ำ ชั่วพริบตาก็งัดทหารโล่สองนายลอยละลิ่ว พละกำลังอันมหาศาลทำให้ทั้งคนทั้งโล่บิดเบี้ยวเสียรูปทรงลอยกระเด็นไป กระแทกเข้ากับฝูงชนด้านหลัง ก่อให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ขึ้นไปอีก ทหารม้าที่อยู่ด้านหลังเขาควบตามมาติด ๆ กวาดล้างปีกหลังด้านข้างของค่ายพิทักษ์จวนอย่างดุดัน
"ยืนหยัดไว้ ! อย่าแตกแถว ! ทหารโล่ก้าวออกมา ! พลหอก..." ท่ามกลางฝูงชน นายทหารยศเซี่ยวเว่ย นายหนึ่งเบิกตากว้างจนแทบถลน แผดเสียงตะโกนแหบพร่า พยายามจะกอบกู้สถานการณ์ ทว่าเสียงของเขากลับถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว
การล่มสลายของทัพหลังนับเป็นหายนะ ความหวาดวิตกและงุนงงลุกลามราวกับโรคระบาด แพร่กระจายไปยังทัพกลาง หรือกระทั่งทัพหน้าอย่างบ้าคลั่ง ทหารค่ายพิทักษ์จวนในแนวหน้าที่กำลังปะทะเลือดเดือดกับคนของหลี่มูอยู่นั้น พอได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดผวาและเสียงปะทะที่ชวนให้เสียวฟันดังมาจากด้านหลัง หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะหันขวับไปมอง และเมื่อได้เห็นภาพนั้น พวกเขาก็ต้องอกสั่นขวัญแขวน ทัพหลังของตนถูกทหารม้าเหยียบย่ำจนแตกพ่ายไปแล้ว เลือดเนื้อสาดกระเซ็น แม่ทัพฝ่ายศัตรูที่ตัวใหญ่ทมึนดุจหอคอยเหล็กกำลังควงหอกยาวที่อาบชุ่มไปด้วยเลือดและเศษเนื้อ พุ่งทะลวงเข้ามาหาทัพกลางราวกับเทพปีศาจ !
แล้วท่านแม่ทัพที่บัญชาการพวกเขาอยู่... หายไปไหนแล้วล่ะ ? ซุนเย่าจู่อยู่ที่ไหน ?
ยามนี้ ซุนเย่าจู่ได้หลบหนีไปอยู่ตามตรอกเล็ก ๆ นอกวงล้อมสมรภูมิแล้ว การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันตรงหน้าทำให้สมองของเขาขาวโพลนไปหมด ในภาพจินตนาการของเขา ขอเพียงเขาออกคำสั่ง ทหารผ่านศึกที่เชี่ยวชาญการรบเหล่านี้ก็ควรจะเคลื่อนไหวได้อย่างใจนึก หันหลังกลับมาตั้งค่ายกล ใช้หอกยาวที่หนาแน่นดุจป่าผลักดัน หรือกระทั่งแทงทหารม้าเหล่านั้นให้ล้มคว่ำ แต่ความจริงกลับเป็น... การถูกเข่นฆ่าและล่มสลายอยู่ฝ่ายเดียว !
"ไอ้พวกสวะ ! ไอ้พวกไร้น้ำยาเอ๊ย ! ปากก็พร่ำบอกว่าตัวเองเป็นทหารผ่านศึกร้อยศพ แค่หันหลังตั้งค่ายกลยังทำไม่เป็นเลยงั้นรึ ? ! " ซุนเย่าจู่ทั้งตกใจทั้งโกรธ ใบหน้าแดงก่ำ ไม่ได้ตระหนักถึงความผิดพลาดของตัวเองเลยสักนิด เอาแต่ด่าทอลูกน้องอย่างสาดเสียเทเสีย
เมื่อเห็นฝ่ายตนเพลี่ยงพล้ำ เขาก็มีสีหน้าดุร้าย เงื้อแส้ม้าขึ้นมาฟาดใส่ทหารสองสามนายบริเวณนั้นที่ล่าถอยออกมาสองสามก้าวเพื่อหลบหลีกคมหอกของทหารม้าชั่วคราว
"ห้ามถอย มารดามันเถอะ ห้ามถอยเด็ดขาด ! หากใครขี้ขลาดตาขาวไม่ยอมพุ่งไปข้างหน้า ระวังข้าจะตัดหัวพวกเจ้า ลงโทษตามกฎอัยการศึก ! "
ในขณะที่ซุนเย่าจู่กำลังเดือดดาลและตะโกนสั่งการมั่วซั่วอยู่นั้น สถานการณ์การรบในแนวหน้าก็ดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็วอันเนื่องมาจากการล่มสลายของทัพหลัง ก่อนเริ่มศึก กองทัพฉางหนิงได้รับคำสั่งอันแม่นยำจากหลี่มูไปแล้ว ยามนี้ ค่ายกลยวนยางที่พวกเขาฝึกซ้อมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็ถูกเปิดใช้งานในชั่วพริบตา !
ค่ายกลหอกยาวที่เดิมทีเกาะกลุ่มกันแน่นหนากลับบานสะพรั่งดั่งดอกบัว แปรสภาพเป็นกลุ่มต่อสู้ขนาดเล็กที่ใช้หอกยาวและดาบสั้นสอดประสานกันอย่างรวดเร็ว ราวกับตะปูที่ปราดเปรียว ฝังลึกลงไปในกลุ่มทหารค่ายพิทักษ์จวนที่เริ่มหลุดรุ่ยและแตกสานซ่านเซ็นเพราะความโกลาหลของทัพหลัง หอกยาวแทงทะลวง ดาบสั้นตามสังหาร... ทหารฉางหนิงสอดประสานกันอย่างรู้ใจ ขวัญกำลังใจพุ่งทะยานดุจสายรุ้ง หันกลับมามองค่ายพิทักษ์จวน ทหารผ่านศึกผู้มากประสบการณ์เหล่านี้เดิมทีสามารถอาศัยความกล้าหาญส่วนตัวหรือการทำงานร่วมกันเป็นทีมเล็ก ๆ ในการต้านทานได้ ทว่ายามนี้ขวัญทหารกระเจิดกระเจิง ถูกโจมตีขนาบหน้าหลัง ซ้ำระบบบัญชาการยังพังพินาศอย่างสิ้นเชิง หลายคนทำได้เพียงต่อสู้ตามสัญชาตญาณ ถูกค่ายกลยวนยางตัดขาดออกจากกัน ถูกกองทัพฉางหนิงแยกกันล้อมกรอบและสังหารทีละคน ๆ
"พวกมันต้านไม่ไหวแล้ว ! " ทหารฉางหนิงคนหนึ่งฟันศัตรูตรงหน้าล้มลง มองดูแนวรับของศัตรูรอบ ๆ ที่พังทลายลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแผดเสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้น "นายร้อย ! ข้าจะเอาตำแหน่งนายร้อยโว้ย ! "
ผู้คนอีกมากมายตาแดงก่ำ พุ่งทะลวงเข้าห้ำหั่นไปยังทิศทางที่ซุนเย่าจู่อยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย ในสายตาของพวกเขา ซุนเย่าจู่ได้กลายร่างเป็นกองเงินขาวเจิดจ้าและชุดขุนนางตำแหน่งนายร้อยไปนานแล้ว !
กลางสมรภูมิ ในที่สุดซุนเย่าจู่ก็ตระหนักถึงอันตราย เขามองเห็นลูกน้องของตัวเองล้มตายราวกับต้นข้าวสาลีที่ถูกเก็บเกี่ยว มองเห็นทหารหาญแห่งกองทัพฉางหนิงที่ราวกับฝูงฉลามได้กลิ่นคาวเลือด ทะลวงฝ่าอุปสรรคชั้นแล้วชั้นเล่า พุ่งตรงมาหาตนอย่างบ้าคลั่ง ความละโมบและจิตสังหารในแววตาเหล่านั้น ทำให้กระทั่งม้าศึกใต้ร่างของเขายังส่งเสียงร้องด้วยความหวาดหวั่นและก้าวถอยหลัง
"ทุกคนฟังให้ดี คุ้มกันข้า ! เร็วเข้า ! ตั้งค่ายกลคุ้มกันข้า ! " น้ำเสียงของซุนเย่าจู่เจือไปด้วยความตื่นตระหนก เขารีบชักกระบี่ประจำกายออกมา ทว่ากลับไม่รู้ว่าจะชี้ไปทางไหนดี ทหารองครักษ์สองสามนายที่ยังพอนับว่าภักดีพยายามจะกระเถิบเข้าไปหาเขา แต่ไม่นานก็ถูกคลื่นมนุษย์อันเชี่ยวกรากซัดจนแตกกระเจิง
ส่วนในค่ายกลของค่ายพิทักษ์จวนนั้น ทหารผ่านศึกหลายคนอาศัยประสบการณ์การรบหลายปี เดิมทีกอบกู้สถานการณ์ให้กลับมาคงที่ได้อย่างยากลำบากแล้ว ค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับรูปแบบการต่อสู้ของกองทัพฉางหนิงได้ และเพิ่งจะเริ่มตั้งเค้าเตรียมเปิดฉากโต้กลับ ก็ต้องมาได้ยินคำสั่งใหม่ของซุนเย่าจู่เข้าอีก
คุ้มกันมันเนี่ยนะ ?
หลายคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สบตากันไปมา
"พวกเจ้าหูหนวกหรือไง ? รีบมาคุ้มกันข้าสิ หากข้าเป็นอะไรไป ท่านอ๋องกลับมาจะต้องฆ่าพวกเจ้าทิ้งทั้งหมดแน่ ! " ซุนเย่าจู่แผดเสียงตะโกนลั่น
ทหารค่ายพิทักษ์จวนได้ยินดังนั้น ทำได้เพียงสบถด่าในใจด้วยความสิ้นหวัง ล้มเลิกแผนการโต้กลับอีกครั้ง หันมาหดร่นวงล้อม ถอยร่นไปรวมตัวกันที่ตำแหน่งของซุนเย่าจู่
"กองทัพนี้ตกอยู่ในมือของไอ้โง่นี่ ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ! " หลี่มูทอดถอนใจ อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า พลังรบของค่ายพิทักษ์จวนนั้นแข็งแกร่งมากจริง ๆ ภายใต้การสนับสนุนของธงสีเลือด พละกำลังของกองทัพฉางหนิงถูกยกระดับขึ้นเกือบเท่าตัว ซ้ำยังได้รับการตีขนาบหน้าหลังจากการร่วมมือกันของทหารม้าและทหารราบ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ค่ายพิทักษ์จวนก็ยังคงเป็นเหมือนก้อนหินที่แข็งแกร่ง ยากที่จะถูกทำลายให้แตกสลายไปอย่างสิ้นเชิง หากไปอยู่ในมือของแม่ทัพที่ได้เรื่องกว่านี้ คืนนี้กองทัพฉางหนิงคงไม่แคล้วต้องเสียเปรียบเป็นแน่ แต่ตอนนี้ล่ะก็...
ทหารม้าของเจียงหู่หลังจากทะลวงทัพหลังและก่อกวนทัพกลางจนปั่นป่วนแล้ว เนื่องจากข้อจำกัดทางพื้นที่ จึงเริ่มพากันสละม้า แล้วประสานงานกับทหารราบของหลี่มู อาศัยจังหวะนี้ต้อนทหารค่ายพิทักษ์จวนที่เหลือรอดให้ถอยร่นไปทางทิศที่ซุนเย่าจู่อยู่
หลู่เซียวมองภาพนี้ด้วยความรู้สึกเย็นวาบไปทั้งมือและเท้า เขารู้ดีแก่ใจว่า การศึกในคืนนี้ที่ดำเนินมาถึงจุดนี้ได้ คำสั่งอันโง่เง่าของซุนเย่าจู่คือชนวนเหตุ แต่สาเหตุที่แท้จริงก็คือ กองทัพฉางหนิงกองนี้มันแข็งแกร่งจนเกินจริงไปแล้ว !
นี่ย่อมไม่เหมือนกับพวกไพร่เปื้อนโคลนที่เพิ่งจะผ่านศึกมาแค่ครั้งเดียว ! ทหารใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่กี่เดือน จะมีพละกำลังและความห้าวหาญเช่นนี้ได้อย่างไร ? หรือว่านี่คือกองทหารม้าหุ้มเกราะหนักที่เคยตีฮว๋าซานเยว่จนแตกพ่ายในตอนนั้น ? แต่รูปแบบชุดเกราะมันไม่เหมือนกันนี่นา ซ้ำม้าศึกก็ดูเหมือนจะแตกต่างออกไปด้วย...