- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 376 เพลิงยามราตรี
ตอนที่ 376 เพลิงยามราตรี
ตอนที่ 376 เพลิงยามราตรี
ตอนที่ 376 เพลิงยามราตรี
ความมืดมิดยามราตรีค่อย ๆ ปกคลุมผืนปฐพี
หลังจากหลี่มูกินมื้อค่ำเสร็จ เขาก็เดินลาดตระเวนตรวจตราไปรอบ ๆ ค่ายทหารเพียงลำพัง สถานที่แห่งนี้เคยเป็นค่ายทหารรักษาการณ์มาก่อน หลังจากจัดการหลินเจี้ยนและเฉาหยางอี้ไปแล้ว กองทัพฉางหนิงก็ขยายพื้นที่และสร้างค่ายพักแรมขึ้นมาใหม่หลายสิบหลัง ภายในค่ายมีกองไฟลุกโชนสว่างไสว ทหารเวรยามเดินสับเปลี่ยนหมุนเวียนตรวจตราอยู่ด้านนอกค่ายพักแรมอย่างไม่ขาดสาย เมื่อพบเห็นหลี่มูก็รีบหยุดยืนทำความเคารพอย่างขึงขังทันที
"สองวันนี้เพิ่งรับทหารใหม่เข้ามาไม่น้อย ตอนเข้าเวรดึกก็ตั้งใจกันให้ดี อย่าปล่อยให้เกิดความวุ่นวายอะไรขึ้นมาได้ล่ะ" หลี่มูกดเสียงต่ำกำชับไปประโยคหนึ่ง ทหารใหม่เพิ่งเข้าค่าย ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดอาการไม่ปรับตัว พวกเขามาจากร้อยพ่อพันแม่ นิสัยใจคอย่อมแตกต่างกันไป ซ้ำยังไม่เคยผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำในกองทัพมาก่อน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจจะนำไปสู่การกระทบกระทั่งกันได้ ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุการณ์ชกต่อยวิวาทขึ้นมาหลายครั้งแล้ว
สำหรับสถานการณ์เช่นนี้ หลี่มูทำได้เพียงสั่งให้คนคอยคุมเข้มยิ่งขึ้น ถึงอย่างไรเมื่อกำลังพลใต้บังคับบัญชามีมากขึ้น เรื่องจุกจิกวุ่นวายก็ย่อมเพิ่มตามเป็นเงาตามตัว
เมื่อก่อนตอนที่เขาและหลี่ไฉ่เวยใช้ชีวิตพึ่งพิงกันและกันอยู่ที่หมู่บ้านซวงซี สิ่งที่ต้องขบคิดในแต่ละวันก็มีเพียงเรื่องปากท้อง ภายหลังเมื่อก่อตั้งทีมล่าสัตว์ขึ้นมา ปัญหาใหญ่ที่สุดที่อยู่ตรงหน้าก็มีเพียงผลงานจากการเข้าป่าล่าสัตว์เท่านั้น ทว่ามาจนถึงบัดนี้ ภายใต้บังคับบัญชาของเขามีกำลังพลถึงสามสี่พันนาย ตั้งตนเป็นใหญ่ครอบครองเมืองอันผิง ขุมกำลังอันแข็งแกร่งนี้ ต่อให้มองไปทั่วทั้งเมืองหงโจวก็ไม่มีใครเทียบเทียมได้
แต่ในขณะเดียวกัน นับตั้งแต่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน ก็มีปัญหามากมายนับไม่ถ้วนรอให้เขาไปจัดการแก้ไข ม้าศึกป่วย... เสบียงอาหารสำรองไม่พอ... ทหารได้รับบาดเจ็บตอนฝึก... เหล็กสำหรับตีอาวุธขาดแคลน... ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ หลี่มูแทบจะไม่มีเวลาส่วนตัวเป็นของตัวเองเลย กองทัพนำมาซึ่งพลังและอำนาจ ทว่าก็แลกมาด้วยภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอันหนักอึ้งเช่นกัน
"รับทราบขอรับ ! " หัวหน้าหมู่ห้าคน ที่นำทีมลาดตระเวนประสานมือคารวะ
หลี่มูโบกมือส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายไปลาดตระเวนต่อ จากนั้นก็ทอดสายตามองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นทิศทางของภูเขาต้าหลง เขาพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาอย่างเชื่องช้า พึมพำเสียงเบากับตัวเอง "เหมือนจะไม่ได้กลับค่ายนานแล้วแฮะ พรุ่งนี้พอรับสมัครทหารเสร็จ คงต้องกลับไปดูซะหน่อยแล้ว"
นับตั้งแต่เฉาหยางอี้ลอบโจมตีชุนอี้ฟางในคืนนั้น เขาก็ต้องแยกจากพวกหลี่ไฉ่เวยมาเป็นเวลาสิบกว่าวันแล้ว หลายวันก่อนตอนที่ทำศึกกับหลิวจี้ แม้ครอบครัวที่อยู่ในค่ายจะไม่ได้พูดอะไร ทว่าหลี่มูรู้ดีว่าพวกเขาย่อมต้องเป็นห่วงคนในครอบครัวที่ออกรบอย่างแน่นอน ยามนี้หลิวจี้พ่ายแพ้และตายไปแล้ว ในระยะเวลาสั้น ๆ เมืองอันผิงคงไม่ตกอยู่ในอันตรายใด ๆ เขาจึงคิดว่าจะพาเฉินหลิน เฮยจื่อ และพี่น้องคนอื่น ๆ กลับไปพบหน้าครอบครัวที่ค่าย เพื่อให้คนที่รออยู่ได้คลายความกังวลใจลงบ้าง
หลังจากลาดตระเวนรอบค่ายไปหลายรอบ หลี่มูก็เดินมาถึงค่ายพักแรมของทหารใหม่ นี่เป็นค่ายพักแรมขนาดสิบคน ภายในมีทหารเก่าห้านายและทหารใหม่ห้านาย
เมื่อหัวหน้าหมู่สิบคน ภายในห้องเห็นหลี่มูเดินเข้ามา ก็รีบผุดลุกขึ้นยืนเอ่ยถาม "ท่านแม่ทัพ มีอะไรจะสั่งการหรือขอรับ ? "
"ไม่มีอะไร ข้าก็แค่เดินดูเรื่อยเปื่อย..." หลี่มูกวาดสายตามองไปรอบห้อง สังเกตเห็นหลิวซานต้านคนที่ใช้มือเดียวยกแม่กุญแจหินเมื่อตอนกลางวันก็อยู่ในนี้ด้วย จึงก้าวเท้าเดินเข้าไปหาพลางเอ่ยถาม "เข้าค่ายทหารเป็นครั้งแรก รู้สึกยังไงบ้าง ปรับตัวได้ไหม ? "
หลิวซานต้านรีบลนลานลุกขึ้นจากเตียงเตา เอ่ยตะกุกตะกัก "ในค่ายทหารกินอิ่ม ที่หลับที่นอนก็ดีกว่าที่บ้านตั้งเยอะ มื้อเย็นข้าซัดข้าวสวยไปตั้งสามชามรวด... ตอนนี้ยังอิ่มตื้อจนนั่งไม่ลงเลยขอรับ ! "
"ฮ่า ๆ ! " คำพูดของเขาเรียกเสียงหัวเราะครืนจากบรรดาทหารเก่าในห้อง
เสียงหัวเราะนี้ไม่ได้แฝงเจตนาร้ายแต่อย่างใด เพราะทหารเก่าเหล่านี้เมื่อหลายเดือนก่อนก็เคยมีสภาพแบบเดียวกัน พวกเขามีจุดกำเนิดเหมือนกับอีกฝ่าย ย่อมเข้าใจดีว่าข้าวสวยร้อน ๆ นั้นมีเสน่ห์เย้ายวนใจชาวบ้านตาดำ ๆ มากเพียงใด !
เมื่อมองดูหลิวซานต้านและทหารใหม่คนอื่น ๆ พวกเขาก็หวนนึกถึงภาพตอนที่ตัวเองเพิ่งเกณฑ์ทหารใหม่ ๆ
"ปรับตัวได้ก็ดีแล้ว" หลี่มูพยักหน้า เอ่ยเสียงขรึม "ในกองทัพฉางหนิงของพวกเรา ล้วนเป็นพี่น้องที่มาจากครอบครัวยากจนข้นแค้น นิสัยซื่อตรง ไม่มีใครมีนิสัยเย่อหยิ่งจองหองหรือวางอำนาจบาตรใหญ่หรอก"
"พวกเจ้าก็ตั้งใจฝึกฝนและใช้ชีวิตร่วมกับพี่น้องในหมู่และสือจ่างให้ดี หากมีปัญหาอะไรก็ไปแจ้งกับรองแม่ทัพเจี่ย หรือท่านนายกองได้เลย แต่หากพวกเขาไม่อยู่ จะไปหาข้าที่ค่ายหลักโดยตรงเลยก็ได้ ! " พูดจบเขาก็ชี้มือไปยังทิศทางของกระโจมแม่ทัพหลักให้พวกเขาดู
เมื่อได้ฟัง หลิวซานต้านและทหารใหม่คนอื่นๆ ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้น รีบพยักหน้ารัว ๆ
หลี่มูตรวจดูข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องอีกรอบ ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่อาวุธข้างเตียงของทหารใหม่เหล่านั้น มันคือดาบเหน็บเอวหลายเล่ม กองทัพฉางหนิงส่วนใหญ่จะใช้หอกยาวคู่กับดาบสั้นหรือมีด ทว่าเนื่องจากการเกณฑ์ทหารครั้งนี้มีจำนวนคนมากเกินไป หอกยาวล็อตใหม่จึงยังตีไม่เสร็จ ดาบเหน็บเอวเหล่านี้บางส่วนจึงเป็นของที่ยึดมาจากทหารแคว้นฉีหลังจากที่ตีพวกมันจนแตกพ่ายไปเมื่อหลายวันก่อน
"เติมฟืนในเตาอีกสักสองสามท่อนเถอะ ดึกดื่นอากาศหนาวจัด ถ้าแข็งตายหรือป่วยไข้ไปมันจะได้ไม่คุ้มเสีย" ขณะที่หลี่มูกำลังจะเดินจากไป เขาก็ชี้ไปที่เตาไฟกลางห้อง พลางกำชับด้วยเสียงขรึม "กลางคืนก็อย่าลืมผลัดกันเข้าเวรยามด้วยล่ะ ระวังอย่าให้โดนพิษควันถ่าน"
สือจ่างประสานมือรับคำ
หลังจากสั่งเสียทุกอย่างเสร็จสรรพ หลี่มูก็เดินออกจากค่ายพักแรมหลังนั้น
เมื่อมองดูแผ่นหลังของเขา หลิวซานต้านก็เกาหัวพึมพำเสียงเบา "ท่านแม่ทัพของเราคนนี้ก็คุยง่ายดีแฮะ... ดีกับทหารอย่างพวกเราจริง ๆ "
"แน่นอนสิ ! " สือจ่างเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง "ไม่งั้นเจ้าคิดว่าทำไมพวกข้าถึงได้สู้ถวายหัวบนสมรภูมิรบขนาดนั้นล่ะ ก็เพื่อทดแทนบุญคุณน่ะสิ พวกบัณฑิตเขามีประโยคหนึ่งพูดว่ายังไงนะ... อ้อ ! หากเจ้านายปฏิบัติต่อข้าดั่งยอดคน ข้าก็จะขอพลีชีพทดแทนคุณดั่งยอดคน ! "
หลิวซานต้านไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ทำเพียงจ้องมองแผ่นหลังของหลี่มูที่ค่อย ๆ กลืนหายไปในความมืดมิดยามราตรี
……
ดึกสงัดลงเรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงเกราะตีบอกเวลาในเมืองอันผิงดังกังวาน เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามสาม (ประมาณเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง) แล้ว กองไฟภายในค่ายส่งเสียงปะทุดังเปรี๊ยะปร๊ะ ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของหน่วยลาดตระเวนยามวิกาลที่ยังคงดังกึกก้อง ในจังหวะนั้นเอง จากค่ายพักแรมหลังหนึ่งก็พลันมีเสียงด่าทอดังขึ้น พร้อมกับเสียงต่อสู้และเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวาย
"มารดามันเถอะ เงินข้าหายไปไหน ? ข้าเอาซ่อนไว้ใต้เสื้อผ้าแท้ ๆ ! เมื่อกี้มีแค่เจ้าที่ออกไปเยี่ยว เงินข้าต้องถูกเจ้าขโมยไปแน่ ! "
"ผายลม ! ข้าไม่ได้แตะต้องเลยสักนิด ไม่เชื่อเจ้าก็ค้นดูสิ ! "
"ขโมยเงินแล้วยังจะพกติดตัวอยู่อีกเรอะ ? เจ้าต้องเอามันไปซ่อนไว้แล้วแน่ ๆ ..."
"ข้าไม่ได้เอาไปจริง ๆ ! ถ้าไม่เชื่อเจ้าก็ลองไปถามพี่น้องที่เข้าเวรยามดูสิ ! เขาเป็นทหารเก่า ไม่มีทางเข้าข้างใครแน่ ! "
"ถามเขางั้นเรอะ ? ข้ายังคิดว่าพวกเจ้าสุมหัวกันขโมยเงินข้าไปเลยด้วยซ้ำ!"
"ไปตายซะ ! "
"ปัง ! "
พร้อมกับเสียงด่าทอที่ดุเดือดรุนแรง ภายในห้องราวกับเกิดการชกต่อยกันขึ้น หน่วยลาดตระเวนหลายทีมที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้ยินเสียง ก็รีบวิ่งมุ่งหน้าไปยังทิศทางนั้นทันที วินาทีต่อมา ราวกับว่าการชกต่อยได้เผลอไปเตะกระถางไฟจนล้มคว่ำ เปลวเพลิงก็พลันลุกโชนขึ้นภายในห้องพักแรมนั้นในชั่วพริบตา
"แย่แล้ว ไฟไหม้!"
หน่วยลาดตระเวนเห็นดังนั้นก็หน้าถอดสีด้วยความตกใจ รีบเป่าสัญญาณนกหวีด แผดเสียงตะโกนลั่น "ไฟไหม้ ! รีบตื่นมาดับไฟเร็ว ! "
ฤดูกาลในยามนี้อากาศแห้งแล้งเป็นอย่างมาก ซ้ำค่ายพักแรมเหล่านี้ล้วนสร้างขึ้นจากไม้ หากปล่อยให้ลุกลามไปได้ อีกไม่นานทั่วทั้งค่ายทหารจะต้องกลายเป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน !