- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 373 ขาดไปเพียงครึ่งประโยค
ตอนที่ 373 ขาดไปเพียงครึ่งประโยค
ตอนที่ 373 ขาดไปเพียงครึ่งประโยค
ตอนที่ 373 ขาดไปเพียงครึ่งประโยค
จวนเจิ้นหนานอ๋องมีทหารชั้นยอดใต้สังกัดหลายหมื่นนาย พลังรบเป็นเลิศ ทว่าในชายแดนใต้ นอกจากจวนอ๋องแล้ว กองบัญชาการทหารรักษาเมืองของทั้งสามมณฑลก็ต่างมีกำลังพลเกือบหมื่นนายเช่นกัน แม้พลังรบของทหารเหล่านี้จะเทียบไม่ได้กับทหารจวนอ๋อง ทว่าด้วยจำนวนที่มากมายมหาศาล ก็ทำให้ไม่อาจมองข้ามไปได้ ต่อให้เป็นผู้ที่แข็งแกร่งอย่างเจิ้นหนานอ๋อง ก็ไม่อาจมองข้ามกองทัพแคว้นฉีสองถึงสามหมื่นนายนี้ราวกับเป็นอากาศธาตุได้
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน หลังจากจวนอ๋องมีความคิดที่จะทำให้ชายแดนใต้กลายเป็นอาณาจักรส่วนตัว เจิ้นหนานอ๋องก็เริ่มส่งคนไปทาบทามเจ้าเมืองและแม่ทัพรักษาเมืองของทั้งสามมณฑลอย่างลับ ๆ หวังจะใช้เงินทองและตำแหน่งหน้าที่การงานมาซื้อตัวพวกเขาให้มารับใช้ตน เช่นนี้ ขุมกำลังของตนก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล ซ้ำยังสามารถยึดครองชายแดนใต้ไว้ในกำมือได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าที่ผ่านมา แม้เขาจะพยายามดึงตัวและติดสินบนสักเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นหลิวจี้หรือฮั่วอวิ๋นเฟิงก็ล้วนไม่ตอบตกลง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างชัดเจน ทำเพียงแค่หาข้ออ้างมาบ่ายเบี่ยงผัดผ่อนไปเรื่อย ๆ
เจิ้นหนานอ๋องรู้ดีว่าอีกฝ่ายจงใจทำเช่นนี้ ก็เพื่อโก่งค่าตัวให้สูงขึ้น เขามองทะลุถึงความคิดของอีกฝ่าย นี่คือการเจรจาต่อรอง และคู่เจรจาทั้งสองฝ่ายต่างก็มีไพ่ในมือ ฮั่วอวิ๋นเฟิงและหลิวจี้ล่วงรู้ถึงความทะเยอทะยานของจวนอ๋อง ในมือของพวกเขามีทั้งทหารและแม่ทัพ หากไม่ยอมร่วมหอลงโรงกับจวนอ๋อง พวกเขาก็สามารถอาศัยกองทัพในมือมาก่อกวนสร้างความวุ่นวายในชายแดนใต้ได้ แม้กองทัพใต้บังคับบัญชาของเจิ้นหนานอ๋องจะแข็งแกร่งเกรียงไกร ทว่าก็ไม่อาจบดขยี้กองทัพแคว้นฉีสองถึงสามหมื่นนายได้อย่างง่ายดาย และการทำศึกสายเลือดครั้งใหญ่ขนาดนั้น ย่อมต้องดึงดูดให้พวกคนเถื่อนฉวยโอกาสบุกเข้ามาอย่างแน่นอน
เพื่อรักษาภาพรวม เจิ้นหนานอ๋องจึงยอมเพิ่มข้อเสนอและเงื่อนไขให้สูงขึ้นหลายครั้ง โดยให้คำมั่นสัญญาว่าหลังจากที่พวกเขาสวามิภักดิ์ต่อจวนอ๋องแล้ว จะได้รับตำแหน่งและสวัสดิการที่สูงยิ่งกว่าตำแหน่ง 'ตูถ่ง' (ผู้บัญชาการทหาร) เสียอีก ทว่าจนกระทั่งก่อนหน้าวันนี้ ฮั่วอวิ๋นเฟิงก็ยังไม่ยอมตอบตกลง !
"ฮั่วอวิ๋นเฟิงและหลิวจี้มีนิสัยละโมบโลภมาก วัน ๆ เอาแต่คิดอยากจะได้ตำแหน่งที่อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่นในชายแดนใต้จากมือข้า"
สีหน้าของเจิ้นหนานอ๋องฉายแววผิดหวังออกมาบางเบา เอ่ยเสียงแผ่ว "เปิ่นหวาง ไม่ได้ใส่ใจหรอกนะว่าความทะเยอทะยานและตัณหาของพวกมันจะยิ่งใหญ่สักแค่ไหน ในความเป็นจริงแล้ว ขอเพียงพวกมันมีความสามารถคู่ควร ต่อให้ข้าจะมอบตำแหน่งนี้ให้พวกมัน แล้วมันจะทำไมล่ะ ? "
"หากคิดจะควบคุมเสือและเสือดาว ก็ต้องป้อนเลือดเนื้อให้พวกมันกินจนอิ่มหนำ ! "
"แต่ว่า... หลิวจี้และฮั่วอวิ๋นเฟิงอย่างมากที่สุดก็เป็นได้แค่หมาป่าจรจัดสองตัวเท่านั้น"
เจิ้นหนานอ๋องส่ายหน้า ทอดถอนใจเบา ๆ การที่หลิวจี้พ่ายแพ้ให้กับหลี่มู ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตัวมันเองไร้ความสามารถเพียงใด
ส่วนการกระทำของฮั่วอวิ๋นเฟิงกลับยิ่งน่ารังเกียจเหยียดหยาม หลังจากที่มันรู้ข่าว มันถึงกับไม่หยุดรอดูสถานการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น รีบส่งจดหมายมาที่จวนอ๋องทันที ร้อนรนที่จะขอสวามิภักดิ์รับใช้จวนอ๋องเสียเต็มประดา
การเล่นตัวโก่งราคาและการแสร้งทำเป็นหยิ่งยโสก่อนหน้านี้ทั้งหมด ได้มลายหายกลายเป็นความร้อนรนกระวนกระวายใจหลังจากที่เกิดความหวาดกลัวไปจนหมดสิ้นในวินาทีนี้ !
"ยังไม่ทันรบก็ขี้ขลาดตาขาวเสียแล้ว คนเช่นนี้หากเข้ามาร่วมกับจวนเจิ้นหนานอ๋องของข้า ก็ไม่ต่างอะไรกับขี้หนูเพียงเม็ดเดียว เปิ่นหวางยังต้องมานั่งกังวลอีกว่ามันจะทำให้น้ำแกงหม้ออร่อยของข้าต้องเน่าเสียไปด้วย" น้ำเสียงของเจิ้นหนานอ๋องราบเรียบ ทว่ากลับแฝงความหมายอันแน่วแน่เด็ดขาดไว้อย่างเต็มเปี่ยม
ผู้ติดตามที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย อาศัยอยู่ในชายแดนใต้มาหลายปี เขาย่อมต้องรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของขุนนางใหญ่ทั้งหลายในสามมณฑลเป็นอย่างดี ขุนนางบู๊และบุ๋นของแคว้นต้าฉีเหล่านี้ นอกจากฝีมือในการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเองจะยอดเยี่ยมแล้ว ด้านอื่น ๆ หากจะใช้คำว่า 'ไร้ประโยชน์สิ้นดี' มาบรรยาย ก็ดูเหมือนจะไม่เกินจริงไปนัก
"ท่านอ๋อง ท่านปฏิเสธฮั่วอวิ๋นเฟิงไปเช่นนี้ หากวันหน้าเขาอาศัยทหารใต้บังคับบัญชามาก่อความวุ่นวายในชายแดนใต้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ..." สีหน้าของผู้ติดตามฉายแววกังวล
เจิ้นหนานอ๋องได้ยินก็แค่นหัวเราะอย่างเหยียดหยาม "หลายปีมานี้แม้ฮั่วอวิ๋นเฟิงจะอยากโก่งค่าตัว แต่บรรดารองแม่ทัพและนายกองใต้บังคับบัญชาของเขากลับไม่ได้โลภมากเหมือนเขา มีคนจำนวนไม่น้อยที่รับเงินของจวนอ๋องไปแล้ว แซ่ฮั่วผู้นี้หากในวันข้างหน้ายอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวก็แล้วไปเถอะ แต่หากมันถูกความโลภบังตา คิดจะมาก่อเรื่องในยามที่พวกคนเถื่อนกำลังบุกรุกรานล่ะก็... ข้ารับรองเลยว่ามันจะต้องตายอย่างอนาถที่สุด"
หลายปีมานี้ การแทรกซึมและติดสินบนขุนนางน้อยใหญ่ในสามมณฑลแห่งชายแดนใต้ของจวนอ๋อง ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องไม่เคยหยุดพัก กองทัพนั้นคือศูนย์รวมของกลุ่มคน แม้ฮั่วอวิ๋นเฟิงจะเป็นแม่ทัพรักษาเมือง มีตำแหน่งขุนนางใหญ่โตที่สุด ทว่าคำสั่งของเขาก็จำต้องถูกส่งผ่านรองแม่ทัพ ผู้ช่วยแม่ทัพ และนายกอง ลดหลั่นกันไปทีละขั้น จึงจะไปถึงหูของเหล่าทหารได้ ขอเพียงติดสินบนแม่ทัพนายกองระดับกลางเหล่านี้ได้สำเร็จ ฮั่วอวิ๋นเฟิงก็จะถูกลิดรอนอำนาจจนเหลือแต่ตัวเปล่า
แม่ทัพฮั่วผู้เกิดในชาติตระกูลสูงส่งผู้นี้ ไม่ได้เหมือนกับหลี่มู ที่มักจะลงไปคลุกคลีและผูกใจกับเหล่าทหารระดับล่างสุดอยู่เสมอ ภาพลักษณ์ของเขาในใจของเหล่าทหาร เป็นเพียงสัญลักษณ์อันเลือนรางและยากจะเอื้อมถึงเท่านั้น ผู้ที่พวกเขาจะยอมเชื่อฟังและปฏิบัติตามอย่างแท้จริง มีเพียงหัวหน้าหมู่สิบคน หัวหน้าหมู่ห้าคน และบรรดานายกองที่ได้คลุกคลีกันบ่อยที่สุดในยามปกติเท่านั้น องครักษ์ทอดสายตามองด้วยความเคารพเลื่อมใส ลอบคิดในใจว่าท่านอ๋องก็สมกับเป็นท่านอ๋องจริง ๆ ช่างคิดอ่านได้อย่างรอบคอบรัดกุมนัก
ในจังหวะนั้นเอง ก็มีบ่าวรับใช้เดินเข้ามาจากนอกโถงใหญ่ เอ่ยรายงานเสียงเบา "ท่านอ๋อง คนของพรรคฮวาจู๋มารอขอเข้าเฝ้าอยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ"
"พรรคฮวาจู๋... ข้าเกือบจะลืมพวกมันไปแล้วเชียว" เจิ้นหนานอ๋องได้ยินก็นวดคลึงหว่างคิ้ว น้ำเสียงดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่มีต่อพรรคนี้
"เดิมทีข้าเพียงแค่อยากให้พวกมันไปลองหยั่งเชิงหลี่มูดูสักหน่อย ใครจะไปรู้ว่าไอ้โง่หม่าขุยกลับไปทำเรื่องซะใหญ่โต ยามนี้มันตายไปแล้ว ภายในพรรคก็ยังไม่มีใครขึ้นมาเป็นผู้นำอีก"
"ช่างเถอะ วันหน้าข้ายังต้องใช้ประโยชน์จากคนพวกนี้ ให้พวกมันเข้ามา"
เมื่อได้รับอนุญาต บ่าวรับใช้ก็รีบนำทางชายฉกรรจ์หลายคนเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เมื่อพวกเขามาถึงภายในโถงใหญ่ ก็คุกเข่าลงกับพื้นโดยตรง เอ่ยด้วยท่าทีนอบน้อมเคารพอย่างยิ่งว่า "ผู้น้อยขอถวายบังคมท่านอ๋อง ! "
"ลุกขึ้นเถอะ" เจิ้นหนานอ๋องเอามือไพล่หลังยืนอยู่หน้าต่าง ไม่ได้แม้แต่จะหันหน้ากลับมามองพลางเอ่ย "มีธุระอะไร ? "
ชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็คือหัวหน้าหอและผู้อาวุโสของพรรคฮวาจู๋นั่นเอง ยามนี้ชายที่เป็นผู้นำจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา "ท่านอ๋อง ที่พวกเรามาในครั้งนี้ก็เพื่อเรื่องเดียว ยามนี้หัวหน้าพรรคหม่าสิ้นบุญไปแล้ว พี่น้องในพรรคกำลังถกเถียงแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่กันไม่หยุดหย่อน เมื่อคืนพวกเราจัดให้มีการประชุมใหญ่ของพรรคขึ้น และมีมติว่าจะใช้..."
ชายผู้เป็นหัวหน้าเอ่ยปาก หวังจะรายงานเรื่องที่ทุกคนปรึกษาหารือกันเมื่อคืน เรื่องที่จะใช้วิธีลอบสังหารหลี่มูมาเป็นเกณฑ์คัดเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ให้เจิ้นหนานอ๋องรับรู้ หนึ่งก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเคารพที่มีต่อท่านอ๋อง สองก็เพื่อเป็นการหยั่งเชิงดูท่าทีที่จวนอ๋องมีต่อพรรคฮวาจู๋ในยามนี้ด้วย ทว่าคำพูดของเขากลับเพิ่งจะเอ่ยออกมาได้เพียงครึ่งประโยค นอกประตูก็พลันมีเสียงเป่านกหวีดดังกังวานกึกก้องขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงนี้ สีหน้าของเจิ้นหนานอ๋องและองครักษ์ในโถงใหญ่ต่างก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดตึงเครียดในชั่วพริบตา
เพราะนี่คือสัญญาณเตือนที่จะดังขึ้นเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินทางการทหารเท่านั้น !
พร้อมกับเสียงเป่านกหวีด ม้าเร็ว ผู้หนึ่งที่มีสีหน้าซีดเผือดก็พุ่งพรวดเข้ามาในโถงใหญ่ ในมือยังคงกำจดหมายลับชูขึ้นสูง "รายงาน ! ท่านอ๋อง เมื่อคืนนี้พวกคนเถื่อนระดมกองทัพนับพันนายปรากฏตัวขึ้นที่เทือกเขาฮูเอ๋อร์ และเปิดฉากบุกโจมตีแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงชั่วข้ามคืน ก็ตีหมู่บ้านและตำบลแตกไปถึงสิบเจ็ดแห่ง ! "
"กองทัพของเราเข้าปะทะอย่างดุเดือด บาดเจ็บล้มตายอย่างหนักพ่ะย่ะค่ะ ! "
สิ้นคำรายงานนี้ ก็ราวกับมีอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงมา เจิ้นหนานอ๋องก้าวเท้าไปข้างหน้าสองก้าว คว้าจดหมายในมืออีกฝ่ายมาเปิดอ่าน สายตากวาดมองข้อความอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด หว่างคิ้วกระตุกน้อย ๆ
"น้ำในทะเลสาบเย่ลั่วยังละลายไม่หมดเลยด้วยซ้ำ พวกคนเถื่อนกลับชิงลงมือบุกก่อนกำหนด"
"เด็ก ๆ ไปนำชุดเกราะและอาวุธของข้ามา สั่งให้ฮว่าซานเยว่และหวังชง ระดมกำลังทหารม้าสิบสองกองร้อย มุ่งหน้าไปสนับสนุนที่เทือกเขาฮูเอ๋อร์เดี๋ยวนี้ ! "
สถานการณ์ทางทหารร้อนรนดั่งไฟไหม้ !
เจิ้นหนานอ๋องทำศึกต่อกรกับพวกคนเถื่อนมาทั้งชีวิต ย่อมรู้ดีว่าศัตรูของตนนั้นดุร้ายและเจ้าเล่ห์เพทุบายเพียงใด เขาไม่กล้าชักช้าเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว ก้าวยาว ๆ เดินออกไปเพื่อจัดทัพและส่งขุนพล เตรียมตัวรุดหน้าไปบัญชาการรบที่แนวชายแดนด้วยตนเองทันที
ส่วนคนของพรรคฮวาจู๋ที่เพิ่งจะพูดได้เพียงครึ่งประโยค เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
พวกเขาอยากจะวิ่งตามไปพูดประโยคที่เหลือให้จบ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของทุกคนในจวนอ๋องที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตเคร่งเครียด และก้าวเดินอย่างเร่งรีบ ภายในใจก็บังเกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึง เกรงว่าหากทะเล่อทะล่าเข้าไปตอนนี้จะเป็นการกระตุกหนวดเสือเสียเปล่า ๆ ลังเลอยู่นาน ท้ายที่สุดพวกเขาก็ยังคงไม่กล้าเอื้อนเอ่ยเรื่องที่จะลอบสังหารหลี่มูออกมา และถูกบรรดาองครักษ์ของจวนอ๋องไล่ออกมานอกประตูใหญ่ ด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขายืนเกะกะขวางทาง