เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 371 วิถีแห่งคนเถื่อน

ตอนที่ 371 วิถีแห่งคนเถื่อน

ตอนที่ 371 วิถีแห่งคนเถื่อน


ตอนที่ 371 วิถีแห่งคนเถื่อน

"มารดามันเถอะ เพิ่งจะชนะศึกมาแค่ครั้งเดียวก็คิดจะยึดเมืองหงโจวแล้ว หากปล่อยให้เจ้าชนะสักสามสี่ศึก... เจ้าคงไม่กำเริบเสิบสานถึงขั้นไปโค่นล้มฮ่องเต้สกุลเซียว แล้วบุกเมืองหลวงไปนั่งบัลลังก์มังกรเองเลยรึไง ! " เจี่ยชวนได้ยินก็ด่ากลั้วหัวเราะ ฝูงชนเบื้องล่างพากันหัวเราะครืน

"เป็นฮ่องเต้แล้วมันมีอะไรไม่ดีเล่า ? ข้ากลับคิดว่าฮ่องเต้สกุลเซียวผู้นั้นโง่เขลาไร้ความสามารถ สมควรจะไสหัวลงจากบัลลังก์ไปตั้งนานแล้ว พวกเราก็ควรจะซ่องสุมกำลังพลต่อไป วันหน้าก็บุกเข้าเมืองหลวง ให้ท่านแม่ทัพของพวกเราได้สวมชุดชุดมังกร เป็นโอรสสวรรค์องค์ใหม่ไปเลย" ทหารนายนั้นแย้งอย่างไม่ยอมแพ้

"พวกเราจะได้พลอยมีลาภยศสรรเสริญไปด้วยไง ! "

"ใช่ ! "

"ท่านแม่ทัพของพวกเราเก่งกาจกว่าฮ่องเต้สกุลเซียวตั้งเยอะ ! "

"ยามนี้ลัทธิโพกผ้าเหลืองก็กำลังก่อกบฏอยู่พอดี มิสู้พวกเราร่วมมือกับพวกมัน กวาดล้างราชสำนักที่เน่าเฟะนี้ไปซะเลย..."

อารมณ์ของเหล่าทหารก็ฮึกเหิมพลุ่งพล่านเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อมองดูสายตาที่เต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ เทิดทูน และคาดหวังของทุกคน หลี่มูก็รู้สึกได้ถึงความฮึกเหิมที่พวยพุ่งขึ้นมาในใจเช่นกัน แย่งชิงใต้หล้า เป็นฮ่องเต้... ลองถามดูเถิดว่าลูกผู้ชายเลือดเดือดคนไหนที่ตกอยู่ในกลียุคแล้วจะไม่มีความคิดเช่นนี้บ้าง ?

ทว่าเพียงครู่ต่อมา เขาก็สูดลมหายใจที่เจือความหนาวเย็นเข้าไปลึก ๆ บังคับให้เลือดในกายที่กำลังเดือดพล่านเย็นลง เอ่ยเสียงขรึม "การเป็นคนทำอะไร สิ่งที่ต้องห้ามที่สุดคือการใจร้อนหวังผลเลิศ โบราณว่าไว้ ช้าก่อนจึงจะสำเร็จ ! "

"ยามนี้แม้พวกเราจะเอาชนะทหารหลวงของเมืองหงโจวได้ แต่จวนเจิ้นหนานอ๋องและอีกสองมณฑลก็ยังมีขุมกำลังที่แข็งแกร่ง ต่อให้คิดจะกลืนกินเมืองหงโจว ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป"

ยามนี้กำลังพลใต้บังคับบัญชาของหลี่มูมีเพียงสองพันกว่านายเท่านั้น กำลังทหารแค่นี้แต่คิดจะยึดครองอำเภอทั้งสิบกว่าแห่งของเมืองหงโจว ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือการฝันกลางวันชัด ๆ !

และที่สำคัญที่สุดก็คือ... แม้ก่อนหน้านี้จะไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด จวนเจิ้นหนานอ๋องถึงไม่ยอมลงมือกับตน ทว่าหลี่มูรู้ดีว่า ขอเพียงตนเริ่มส่งกองทัพไปแย่งชิงหัวเมืองอื่น ๆ ของเมืองหงโจว อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางนิ่งเฉยต่อไปอย่างแน่นอน

ถึงอย่างไรเซียวอวี๋ก็เคยบอกไว้ตั้งนานแล้ว ว่าเจิ้นหนานอ๋องมีความคิดที่จะสร้างมณฑลทั้งสามแห่งชายแดนใต้ ให้กลายเป็นอาณาจักรอิสระของตนเอง หลิวจี้ หรือ หลี่มู ในสายตาของเจิ้นหนานอ๋อง ล้วนเป็นตัวหมากที่ต้องเลือกเอาว่าจะปราบปรามให้ยอมจำนน หรือกวาดล้างทิ้งไป

การที่จวนอ๋องไม่ลงมือในศึกเมืองอันผิง อาจจะเป็นเพราะมีความคิดที่อยากจะปล่อยให้นกปากซ่อมกับหอยกาบต่อสู้กัน แล้วตัวเองเป็นชาวประมงคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่เงียบ ๆ

จวนเจิ้นหนานอ๋องอาจจะไม่ได้ใส่ใจความพ่ายแพ้ของหลิวจี้ และอาจจะไม่ได้สนใจเมืองอันผิงเล็ก ๆ แห่งนี้มากนัก... แต่หากหลี่มูต้องการจะขยายอิทธิพลต่อไป และยึดครองเมืองหงโจวทั้งหมด นั่นย่อมเป็นการไปแตะเกล็ดย้อนของเจิ้นหนานอ๋องอย่างไม่ต้องสงสัย ใครมันจะไปยอมให้ดินแดนของตัวเองถูกคนอื่นแย่งชิงไปถึงหนึ่งในสามกันเล่า ?

"ข้าจะคอยเปิดรับสมัครทหารใหม่ต่อไป ส่วนหน้าที่ของพวกเจ้าก็คือรีบใช้เวลาที่เหลือไปฝึกฝนขบวนรบ วิชายิงธนูบนหลังม้า และทักษะการต่อสู้ ยามนี้ทั่วทั้งต้าฉีกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ วันหน้าย่อมไม่ขาดโอกาสให้พวกเจ้าได้ออกรบสร้างความดีความชอบแน่" หลี่มูเอ่ยต่อไป: "ทุกท่าน จงจำคำพูดประโยคนี้เอาไว้... ฮ่องเต้ ขุนนาง แม่ทัพ อำมาตย์ ล้วนกำหนดมาแต่กำเนิดหรือไร ! "

"ใครกล้าพูดล่ะว่าพลทหารเลวที่ยืนอยู่ตรงนี้ในวันนี้ วันหน้าจะไม่อาจกลายเป็นแม่ทัพแนวหน้าที่บัญชาการทหารนับหมื่นนับแสนได้ ? "

คำพูดสั้น ๆ เพียงไม่กี่ประโยคดังก้องไปทั่วลานฝึก เหล่าทหารรู้สึกเพียงว่าเลือดในกายเดือดพล่าน กระทั่งสายลมยามเช้าที่หอบเอาความหนาวเหน็บพัดมาโดนตัวก็ยังไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด

หลังจากพิธีปูนบำเหน็จสิ้นสุดลง เหล่าทหารก็แยกย้ายกันกลับค่ายภายใต้การนำของบรรดานายกองร้อย บ้างก็ซ่อมแซมอาวุธและชุดเกราะ บ้างก็เริ่มฝึกฝนการแทงและการยิงธนู ต่างคนต่างก็ยุ่งอยู่กับหน้าที่ของตน

ส่วนหลี่มูก็เรียกตัวเจี่ยชวนมา สั่งการว่า: "เหล่าเจี่ย ปล่อยข่าวออกไปว่าเราจะเปิดรับสมัครคนเพิ่ม ข้าต้องการรวบรวมคนให้ได้ห้าพันคนในเวลาที่สั้นที่สุด ! "

เมื่อได้ยินดังนั้น เจี่ยชวนก็เลิกคิ้วขึ้น กดเสียงต่ำเอ่ยถาม: "พี่หลี่ ท่านสนใจเมืองหงโจวจริง ๆ รึ อยากจะตีอำเภอรอบ ๆ ให้แตกหมดเลยใช่ไหม ? "

เมืองหงโจวถือเป็นมณฑลที่ยากจนและแร้นแค้นที่สุดในบรรดาสามมณฑลแห่งชายแดนใต้ ประชากรก็มีน้อยที่สุด หากดันทุรังบุกยึดในยามที่กำลังยังไม่แข็งแกร่งพอ นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้ว ยังจะเป็นการผลาญกำลังของตัวเองจนเกินพอดีอีกต่างหาก การตียึดหัวเมือง ไม่ใช่แค่การกำจัดทหารรักษาเมืองแล้วให้คนของตัวเองเข้าไปยึดครองก็จบ การดูแลความสงบเรียบร้อย การควบคุมเศรษฐกิจ การรักษาความมั่นคง การปลอบขวัญราษฎร... หากจัดการกับงานที่จุกจิกและซับซ้อนเหล่านี้ได้ไม่ดี สถานการณ์ก็จะพังทลายและควบคุมไม่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

"ข้าก็มีความคิดนี้อยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา" หลี่มูได้ยินก็ส่ายหน้าพลางเอ่ย "ในกองทัพของเราไม่มีบุคลากรที่มีความสามารถในการปกครองบ้านเมือง หากดันทุรังยึดมา ท้ายที่สุดก็ทำได้แค่บริหารงานราชการท้องถิ่นจนพังเละเทะ แล้วก็เหลือทิ้งไว้แค่เมืองร้างไม่กี่เมืองเท่านั้นแหละ"

แม้ยามนี้ใต้บังคับบัญชาของเขาจะมีพี่น้องอยู่ไม่น้อย ทว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกคนหยาบที่ถนัดแต่การจับดาบทะลวงฟันบนสมรภูมิรบ บุคลากรที่สามารถวางแผนจัดการทุกอย่างและคอยดูแลงานเบื้องหลังได้นั้น กลับมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เป้าหมายในการรับสมัครทหารของกองทัพฉางหนิงก็คือพวกชายฉกรรจ์ที่เกิดในครอบครัวยากจนมาโดยตลอด คนเหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ในชนชั้นล่างสุดของสังคม หลายคนกระทั่งหนังสือยังไม่เคยเรียน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโอกาสที่จะได้สัมผัสหรือเรียนรู้วิชาการปกครองประเทศหรือการค้าขายเลย

แม้ว่าตอนอยู่ที่ค่ายภูเขาต้าหลง เวลาว่างท่านหวงเหวินอี้จะคอยสอนให้ทหารเหล่านี้รู้จักตัวหนังสือ ทว่าจนถึงป่านนี้คนส่วนใหญ่ก็เพิ่งจะเรียนรู้วิธีเขียนชื่อของตัวเองได้เท่านั้น

"ไม่ตีเมืองหงโจว แล้วที่รับทหารเพิ่มก็เพื่อ..." เจี่ยชวนชะงักไป เลิกคิ้วถาม "รับมือพวกคนเถื่อนรึ ? "

หลี่มูพยักหน้าเบา ๆ เขายกมือขึ้นชูไปในอากาศ สายลมยามเช้าที่พัดโชยมายังคงหนาวเหน็บ ทว่าก็ไม่ได้เย็นยะเยือกบาดกระดูกเหมือนดั่งคมมีดเมื่อเดือนก่อนอีกแล้ว อากาศกำลังค่อย ๆ อบอุ่นขึ้น

ทหารคนเถื่อนที่อยู่ตามแนวชายแดนพวกนั้น อาจจะยกทัพบุกเข้ามาในชายแดนใต้ได้ทุกเมื่อ

หลี่มูรู้ดีว่า ศัตรูที่เขาเคยเผชิญหน้ามาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นกองคาราวานอาชาเหล็ก หลิวจี้ หรือพวกใต้เท้าต่ง ล้วนไม่ดุร้ายและน่าสะพรึงกลัวเท่าพวกคนเถื่อนเลย ชนเผ่าต่างชาติเหล่านั้น ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้สร้างหายนะที่ยากจะจินตนาการได้ให้กับแคว้นฉี พวกมันก็คือฝูงหมาป่าที่แท้จริง

"เหล่าเจี่ย เจ้าเป็นทหารชายแดนมาหลายปี พลังรบของพวกทหารคนเถื่อนพวกนี้ตกลงมันเป็นยังไงกันแน่ ? " หลี่มูเอ่ยถาม

"พวกคนเถื่อนไม่ว่าจะเป็นวิชายิงธนูบนหลังม้าหรือรูปร่าง ก็ล้วนเหนือกว่าชาวแคว้นฉีของพวกเรา ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คงเป็นเพราะเทคโนโลยีการถลุงโลหะของพวกมันแย่เกินไป การจะหาเหล็กมาใช้ก็ยากลำบาก ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วพวกมันจึงไม่สวมชุดเกราะ และอาวุธก็ไม่แข็งแกร่งทนทานเท่าของพวกเรา ! " เจี่ยชวนกล่าวตามความเป็นจริง

"แล้วอุปนิสัย... หรือวิถีชีวิตของพวกมันล่ะ ? " หลี่มูถามต่อ

เจี่ยชวนได้ยินก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เขาราวกับกำลังหวนนึกถึงอะไรบางอย่าง ค่อย ๆ ถกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวบนแขนซ้าย พลางเอ่ย "พวกคนเถื่อนใช้ชีวิตอยู่บนทุ่งหญ้า ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง เด็ก หรือคนแก่ก็ล้วนขี่ม้าเก่งกาจเป็นอย่างยิ่ง แถมยังดุร้ายกันทุกคน..."

"รอยแผลเป็นบนแขนข้าเนี่ย ก็ได้มาตอนที่ไปล้อมจับทหารสอดแนมคนเถื่อนคนหนึ่งพร้อมกับพี่น้องทหารชายแดนอีกสองคน พวกเราใช้หอกยาวแทงมันไปตั้งสี่ห้าแผล พอมันตกม้าก็นอนนิ่งจมกองเลือดไปตั้งนาน ข้าก็นึกว่ามันตายสนิทแล้ว พอเตรียมจะเข้าไปตัดหัวกลับไปนับเป็นความดีความชอบ ไอ้เด็กนี่ก็พุ่งพรวดขึ้นมาสวนกลับแล้วเอามีดฟันข้าเข้าให้"

"หากไม่ใช่เพราะข้าหลบไว ดาบนั้นก็คงสับเข้าที่คอข้าไปแล้ว"

หลี่มูได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้น ทว่าก็ไม่เอ่ยปากพูดอะไร เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก

เจี่ยชวนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นยิ้มขมขื่นพลางเอ่ย: "ทหารสอดแนมคนเถื่อนคนนั้น... เพิ่งจะอายุแค่สิบสองปีเท่านั้น"

จบบทที่ ตอนที่ 371 วิถีแห่งคนเถื่อน

คัดลอกลิงก์แล้ว