เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 346 บดขยี้

ตอนที่ 346 บดขยี้

ตอนที่ 346 บดขยี้


ตอนที่ 346 บดขยี้

"ใต้เท้าหลิว สถานการณ์ไม่สู้ดีแล้ว" เจ้าเมืองเฉินหว่างคิ้วกระตุก แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเคยได้ยินจากข่าวลือและปากของเพื่อนขุนนางมาบ้างว่าหลี่มูนั้นตอแยยาก แต่จนกระทั่งได้มาเห็นกับตาในตอนนี้ ถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายมันชั่วร้ายพิสดารขนาดไหน !

"ไอ้ตัว... พาหนะที่มันขี่อยู่นั่นประหลาดนัก ถึงกับขู่ม้าศึกของเราจนขวัญหนีดีฝ่อไม่กล้าพุ่งทะยานเลย" ตอนที่เจ้าเมืองเฉินเอ่ยถึงว่านหลี่อวิ๋น เขาชะงักไปเล็กน้อย ไม่ได้ใช้คำว่า "ม้า" แต่ใช้คำว่า "พาหนะ" แทน เพราะเขาเป็นขุนนางมาตั้งหลายปี ยังไม่เคยเห็นตัวอะไรที่ดุร้ายน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้มาก่อน !

รูปร่างใหญ่โตมโหฬาร ท่าทางน่าเกรงขาม ไม่เพียงแต่ทำให้ม้าศึกที่ผ่านสนามรบมาอย่างโชกโชนของฝ่ายตนกลัวจนฉี่ราดได้เท่านั้น แต่มันยังช่วยเจ้านายฆ่าศัตรูได้อีก กัดหัวทหารคนหนึ่งแหลกคาปากในการงับเพียงครั้งเดียว นี่มันใช่ม้าที่ไหนกัน ? บนโลกนี้มีม้าที่โหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้ด้วยหรือ ?

"ช่วงที่ผ่านมามีข่าวลือหนาหูว่าหลี่มูใช้วิชาปีศาจได้ หรือว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริง ? " ยามนี้จิตใจของหลิวจี้ก็เริ่มว้าวุ่นแล้วเช่นกัน เขาขมวดคิ้วแน่น ท่ามกลางสภาพอากาศที่มีลมหนาวพัดปะทะใบหน้า บนหน้าผากของเขากลับมีหยาดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดซึมออกมา การที่เขายกทัพมาเกือบหมื่นนายในครั้งนี้ เดิมทีคิดว่าจะสามารถตีเมืองอันผิงให้แตกได้ในคราวเดียว เพื่อถอนเสี้ยนหนามตำใจอย่างหลี่มูออกไป ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าศึกแรกก็ต้องมาเจอกับตอเข้าให้แล้ว !

ในสนามรบ แม้ทหารราบและทหารม้าของแคว้นฉีจะมีจำนวนมากกว่าฝ่ายหลี่มูถึงสองสามเท่า ทว่ากลับไม่สามารถแบ่งแยกสมรภูมิรบได้สำเร็จ และไม่สามารถตีขบวนทัพของพวกหลี่มูให้แตกกระเจิงได้เลย ในทางกลับกัน กลับเป็นฝ่ายถูกตีจนต้องถอยร่นอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งขุนพลทัพหน้าร่างกำยำที่ชื่อว่าเจียงหู่ใต้บังคับบัญชาของหลี่มู ยามนี้ถึงกับถือหอกยาวขนาดมหึมาพุ่งทะลวงฟาดฟันซ้ายขวาไปทั่วสมรภูมิ นำทหารม้ากองทัพฉางหนิงนับร้อยนายบุกทะลวงราวกับเข้าสู่ดินแดนที่ไร้ผู้คน ทหารที่ขวางหน้าเขา ล้วนล้มระเนระนาดราวกับหั่นผักปลา เมื่ออยู่ต่อหน้าหอกยาวของเจียงหู่ เกราะหนังเก่า ๆ สับปะรังเคที่ทหารแคว้นฉีสวมใส่อยู่ แทบจะป้องกันอะไรไม่ได้เลย ถูกฉีกกระชากขาดวิ่นในชั่วพริบตา

"นี่น่ะหรือกองทัพหลวงของแคว้นต้าฉี ? ฮ่า ๆ ที่แท้ก็เป็นแค่พวกไร้น้ำยา พวกขี้ขลาดตาขาว ! "

"เมื่อก่อนพวกเราจ่ายภาษีตั้งมากมาย ที่แท้ก็เอาไปเลี้ยงดูพวกสวะพรรค์นี้นี่เอง"

"วัน ๆ เอาแต่ขี่คอข่มเหงรังแกชาวบ้าน พอต้องมาลงสนามรบจริง ๆ ก็เผยธาตุแท้ออกมาจนได้..."

ทหารม้าที่อยู่เบื้องหลังเจียงหู่ต่างก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น ความกระวนกระวายและความหวาดกลัวในใจของพวกเขายามนี้มลายหายไปจนสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิมเลือดลมสูบฉีดอย่างรุนแรง บรรยากาศในสนามรบเป็นสิ่งที่ทำให้คนเราตื่นตัวและคึกคักได้ง่ายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นภาพที่ตัวเองกวัดแกว่งอาวุธแทงทะลุร่างศัตรู เลือดสด ๆ สาดกระเซ็น เมื่อได้เห็นสหายรอบกายต่างกำลังส่งเสียงคำรามเข่นฆ่าศัตรู ไม่ว่ายามปกติคนผู้นั้นจะใจดีหรือขี้ขลาดเพียงใด ในวินาทีนี้ก็ล้วนแปรเปลี่ยนเป็นดุดันบ้าคลั่ง ไม่รู้จักความหวาดกลัว !

ทหารม้ากองทัพฉางหนิงควบตะบึงม้าอย่างบ้าคลั่ง เข้าห้ำหั่นกับทหารแคว้นฉี เสียงอาวุธโลหะปะทะกันดังกังวานไม่ขาดสาย เสียงกรีดร้องและเสียงคำรามดังกึกก้องสะท้านฟ้า

"พวกเจ้าล้อมมันไว้ให้หมด ใครกล้าถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะสับหัวพวกเจ้าทิ้งซะ ! "

ท่ามกลางวงล้อมการต่อสู้ นายกองร้อยของแคว้นฉีนายหนึ่งเมื่อเห็นทหารฝ่ายตนพากันถอยร่นอย่างต่อเนื่อง ก็รีบชูและตวัดดาบยาวในมือ ฟันลูกน้องที่พยายามจะวิ่งหนีจนล้มลงทันที ในฐานะทหารผ่านศึกที่ผ่านการทำสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน เขาย่อมรู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่าทัพแตกพ่ายดั่งภูเขาถล่มเป็นอย่างดี ในสนามรบ หากเกิดมีทหารหนีทัพขึ้นมา มันจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ปากต่อปากส่งต่อกันไปสิบคนร้อยคน และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมในสงครามถึงต้องมี "หน่วยคุมทัพ" ดำรงอยู่

การปะทะกันในครั้งนี้เกิดจากการลอบโจมตีอย่างกะทันหันของหลี่มู บวกรวมกับการที่หลิวจี้หลงคิดไปเองว่าสามารถอาศัยความได้เปรียบด้านจำนวนคนมากดดันอีกฝ่ายได้ จึงไม่ได้จัดตั้งหน่วยคุมทัพเอาไว้ ยามนี้สถานการณ์ในสนามรบของกองทัพแคว้นฉีกำลังเสียเปรียบ หากเกิดการหนีทัพขนานใหญ่ขึ้นมาจริง ๆ ... เกรงว่าวันนี้คงต้องจบสิ้นล่มสลายทั้งกองทัพแน่ !

นายกองร้อยผู้นี้ลงดาบฟันทหารที่คิดจะหันหลังวิ่งหนีไปหลายคน ถึงสามารถควบคุมสถานการณ์รบเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด ทว่าไม่นานนัก ปัญหาใหม่ก็ปรากฏขึ้น ทหารแคว้นฉีที่รวบรวมความกล้าฮึดสู้ขึ้นมาใหม่ภายใต้คำขู่เอาชีวิตของนายกองร้อย พุ่งเข้าปะทะห้ำหั่นระยะประชิดกับทหารราบกองทัพฉางหนิง แม้ในตอนแรกจะดูมีขวัญกำลังใจฮึกเหิมอยู่บ้าง ทว่าหลังจากผ่านไปไม่กี่สิบอึดใจ ทหารแคว้นฉีก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่า อาวุธของพวกตนที่ฟันลงบนร่างศัตรู กลับไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนใด ๆ ได้เลย !

กองทัพฉางหนิง ไม่ว่าจะเป็นทหารม้าหรือทหารราบ ตั้งแต่นายกองร้อยไปจนถึงพลทหารระดับต่ำสุด ทั่วทั้งร่างล้วนสวมใส่ชุดเกราะที่ใหม่เอี่ยมเงางาม ป้องกันอย่างมิดชิดรัดกุม กระทั่งข้อเท้า หัวเข่า และตามข้อต่อต่าง ๆ ก็ยังมีสนับเข่าและสนับศอกที่ทำจากเหล็กกล้า ! ดาบและกระบี่ธรรมดา ๆ เมื่อฟันลงบนร่างของพวกเขา นอกจากจะทำให้เกิดประกายไฟกระเด็นออกมาสองสามดวงแล้ว ก็ไม่อาจสร้างบาดแผลใด ๆ ได้เลย แต่ในทางกลับกัน เมื่อหันมามองทหารแคว้นฉีเหล่านี้

นอกจากนายทหารระดับนายกองร้อยขึ้นไปที่จะมีชุดเกราะเหล็กสวมใส่ คนอื่น ๆ ล้วนต้องทนใส่ชุดเกราะหนัง เกราะฝ้ายที่เก่าซอมซ่อ หรือกระทั่งไม่มีเครื่องป้องกันใด ๆ เลย กองทัพฉางหนิงฟาดฟันกับพวกเขา เพียงแค่ฟันฉับเดียวก็สามารถแทงทะลุร่างของพวกมันได้ในคราวเดียว !

"ใต้เท้า ! ศัตรูมันสวมเกราะเหล็ก ดาบของพวกเราฟันไม่เข้าเลยขอรับ ! "

"ทำไมอาวุธของพวกมันถึงได้คมกริบขนาดนี้ ? "

"ปลายหอกของข้าบิ่นหมดแล้ว..."

ทหารแคว้นฉีแผดเสียงร้องตะโกนด้วยความสิ้นหวัง หากพูดถึงพละกำลัง พลังรบ และประสบการณ์บนสนามรบ พวกเขาไม่ได้ด้อยไปกว่ากองทัพฉางหนิงเลย หรืออาจจะเหนือกว่าอยู่หลายส่วนด้วยซ้ำ ทว่าความแตกต่างทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ กลับกลายเป็นช่องว่างอันใหญ่หลวงที่ยากจะก้าวข้ามไปได้

นับตั้งแต่หลี่มูเริ่มทำการค้ามา เขาก็นำความมั่งคั่งที่หามาได้ส่วนใหญ่ ทุ่มเทให้กับการสร้างกองทัพนี้ทั้งหมด ชุดเกราะ ดาบประจำกาย หอกยาว คันธนู...

พูดได้ไม่เกินจริงเลยว่า แค่ค่าใช้จ่ายในการสั่งทำชุดเกราะและอาวุธนับพันชุดให้กองทัพฉางหนิงเพียงอย่างเดียว ก็ผลาญเงินไปเกือบหนึ่งแสนตำลึงแล้ว และระดับการใช้จ่ายมหาศาลเช่นนี้ หากนำไปเทียบกับกองทัพอื่น ๆ ของแคว้นฉี มันก็ไม่ต่างอะไรกับนิทานหลอกเด็กเลย

เนื่องจากขุนนางบู๊ของต้าฉีถูกกดขี่ข่มเหงมาโดยตลอด ดังนั้นงบประมาณทางทหารในแต่ละปีจึงมีไม่มากนัก บวกรวมกับบรรดาแม่ทัพนายกองเหล่านี้พากันหักหัวคิวและโกงกินเบี้ยหวัด สุดท้ายแล้วเบี้ยหวัดรายเดือนที่ตกถึงมือทหารจริง ๆ จึงมีอยู่น้อยนิดจนน่าสงสาร ส่วนอาวุธและยุทโธปกรณ์น่ะหรือ พวกแม่ทัพสูบเลือดทหารพวกนี้ ย่อมไม่มีทางยอมควักเงินจากกระเป๋าตัวเองมาเปลี่ยนให้หรอก ทหารของกองบัญชาการทหารเมืองหงโจวเหล่านี้ อาวุธส่วนใหญ่ที่ใช้ก็ยังคงเป็นอาวุธเก่าคร่ำครึเมื่อสิบปีก่อน เกราะหนังหรือเกราะฝ้ายชุดหนึ่งถูกส่งต่อผ่านมือคนมานับไม่ถ้วน ปะแล้วปะอีกจนเต็มไปด้วยรอยปะชุนมาตั้งนานแล้ว "..."

เมื่อเห็นภาพนี้ หลิวจี้และเจ้าเมืองเฉินที่นั่งบัญชาการอยู่แนวหลังนอกสมรภูมิ ก็ไม่สามารถนั่งติดเก้าอี้ได้อีกต่อไป พวกเขารู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างคนมีชุดเกราะกับคนไม่มีชุดเกราะเป็นอย่างดี แม้ทหารฝ่ายตนจะมีจำนวนมากกว่า ทว่าการโจมตีที่ฟาดฟันลงบนร่างของเหล่าทหารกองทัพฉางหนิง กลับไม่สามารถเจาะทะลวงการป้องกันได้เลย หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานกองทัพของพวกตนคงถูกเข่นฆ่าจนหมดสิ้นแน่ !

"หลี่มูผู้นี้มือเติบ กล้าทุ่มเงินสร้างขุมกำลังขึ้นมาจริง ๆ ถึงกับให้ทหารใต้บังคับบัญชาสวมใส่ชุดเกราะกันทุกคนเลยเชียวรึ ! " หลิวจี้กำหมัดแน่น หว่างคิ้วกระตุกไม่หยุด เค้นคำพูดที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและอิจฉาริษยาออกมาจากไรฟัน "มันช่างกล้าทุ่มเงินจริง ๆ เป็นข้าเองที่ประเมินมันต่ำไป"

หลิวจี้มองดูสภาพการรบอันแสนอนาถบนสมรภูมิ รู้สึกเพียงว่าแข้งขาเย็นเฉียบขึ้นมาดื้อ ๆ นี่เป็นศึกแรกระหว่างเขากับหลี่มู ดูท่าคงต้องจบลงด้วยความพ่ายแพ้ยับเยินและต้องถอยทัพกลับไปเสียแล้ว !

เจ้าเมืองเฉินหน้าเขียวปัด ไม่เอ่ยคำพูดใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ

"หลิวจี้ เอาชีวิตของเจ้ามา ! "

วินาทีนั้นเอง ท่ามกลางวงล้อมการต่อสู้อันชุลมุนวุ่นวายเบื้องหน้า จู่ ๆ ก็มีเสียงตวาดกร้าวดังขึ้น เห็นเพียงเจียงหู่ที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด นำทหารม้าสิบกว่านายเจาะทะลวงขบวนทัพแคว้นฉี พุ่งตรงเข้ามาหมายจะปลิดชีพสองขุนนางใหญ่แห่งเมืองหงโจวแล้ว !

จบบทที่ ตอนที่ 346 บดขยี้

คัดลอกลิงก์แล้ว