- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 336 ผลดีของการสร้างชื่อเสียง
ตอนที่ 336 ผลดีของการสร้างชื่อเสียง
ตอนที่ 336 ผลดีของการสร้างชื่อเสียง
ตอนที่ 336 ผลดีของการสร้างชื่อเสียง
ภายในเมืองอันผิง หลังจากหลี่มูส่งคนเข้ายึดครองเมืองแห่งนี้อย่างเบ็ดเสร็จ เขาก็สั่งให้จัดการเก็บกวาดซากศพและคราบเลือดที่หลงเหลือจากการปะทะกันระหว่างพรรคเฉาปังและพวกมือปราบเมื่อคืนจนสะอาดหมดจด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ชาวบ้านเกิดความตื่นตระหนก
ส่วนพวกทหารรักษาเมืองและมือปราบที่รอดชีวิตมาได้เมื่อคืน หลี่มูไม่ได้เลือกที่จะประหารชีวิตพวกเขาทั้งหมด แต่จับไปขังไว้ในคุกชั่วคราว คนพวกนี้ไม่ได้มีความแค้นฝังลึกอะไรกับเขา เป็นเพียงผู้ที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ยามนี้นายอำเภอเฉาและหลินเจียนก็ตายไปแล้ว พวกเขาไม่อาจสร้างภัยคุกคามใด ๆ ได้อีก จะฆ่าทิ้งเพื่อระบายอารมณ์ มิสู้ส่งตัวไปเป็นทาสแรงงานที่ภูเขาต้าหลงในวันข้างหน้า ยังจะพอทำประโยชน์ได้บ้าง
"เฮ้... ทหารที่ลาดตระเวนอยู่บนถนน ทำไมถึงดูไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยล่ะ ? "
"นี่ไม่ใช่มือปราบของศาลาว่าการอำเภอแล้วก็ไม่ใช่ทหารรักษาเมืองด้วย..."
"นี่สหายทั้งสอง เมื่อคืนเมืองอันผิงแทบจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอยู่แล้ว พวกท่านยังไม่รู้อะไรอีกรึ ? จะบอกให้เอาบุญนะ นี่คือทหารของเถ้าแก่หลี่มู ไอ้คนที่แซ่เฉากับแซ่หลินน่ะ ม่องเท่งไปหมดแล้ว ต่อไปเมืองอันผิงนี้อยู่ใต้การปกครองของเถ้าแก่หลี่แล้ว ! "
"อะไรนะ ? นี่มันกบฏแผ่นดินไม่ใช่รึ..."
"ชู่ว เบาเสียงหน่อย ! หากทหารสวมเกราะพวกนั้นได้ยินเข้าล่ะก็ จบเห่แน่ ! "
ตามตรอกซอกซอยในเมือง มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านจับกลุ่มรวมตัวกัน พวกเขามองดูกองทัพฉางหนิงที่สวมชุดเกราะถืออาวุธเดินลาดตระเวนไปทั่วเมือง ภายในใจก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวาย จับกลุ่มคุยกันสามคนห้าคน แสดงความกังวลต่อชะตากรรมในอนาคต พวกเขาเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ ในจุดต่ำสุดของสังคม ไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวายนี้ได้ การชิงไหวชิงพริบเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างผู้ยิ่งใหญ่ สำหรับพวกเขาแล้วอาจหมายถึงภัยพิบัติระดับล้างผลาญชีวิต
"เป็นแบบนี้แล้ว ราชสำนักต้องส่งกองทัพมาปราบปรามแน่ ๆ พอเกิดสงครามขึ้น คนที่ต้องรับเคราะห์ก็คือชาวบ้านตาดำ ๆ อย่างพวกเรานี่แหละ เฮ้อ..."
"โลกนี้มันช่างวุ่นวายเสียจริง แค่อยากจะใช้ชีวิตสงบสุขสักสองสามวัน ทำไมมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้นะ ? "
สีหน้าของพวกเขาหนักอึ้ง น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความสิ้นหวังอย่างสุดซึ้ง ไม่มีใครปรารถนาให้สงครามมาเยือน เพราะสิ่งที่จะตามมา ย่อมหนีไม่พ้นความอดอยาก ความตาย โรคระบาด และความเจ็บปวด
หลี่มูขี่ม้าศึกเดินผ่านไปตามถนนใหญ่ เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นบรรดาพ่อค้าและเพื่อนบ้านที่เคยคุ้นเคยกันดีในอดีต ยามนี้กลับกำลังมองเขาด้วยสายตาหวาดกลัวจนตัวสั่น ซ้ำยังโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย และค้อมเอวลงอย่างไม่รู้ตัว พวกเขากำลังหวาดกลัว ในยุคสงคราม พ่อค้าและชาวบ้านคือเป้าหมายหลักในการขูดรีดและปล้นสะดมของเหล่าขุนศึก ยามนี้หลี่มูยึดครองเมืองอันผิงได้แล้ว ก้าวต่อไปย่อมต้องต้องการความมั่งคั่ง เขาจะต้องส่งทหารไปกวาดล้างค้นหาทรัพย์สินทั่วเมือง หากใครไม่ยอมจ่ายเงินแต่โดยดี ก็จะถูกบั่นคอ... ตนเองจะต้องกลายเป็นปลาบนเขียงของหลี่มู ถูกกัดกินจนไม่เหลือซาก... นี่คือสิ่งที่บรรดาพ่อค้าและชาวบ้านกำลังคิดอยู่ในใจขณะนี้
"ทุกท่าน ! " เมื่อเห็นภาพนี้ เขาก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะดึงสายบังเหียนหยุดม้า แล้วเอ่ยเสียงก้องกังวานไปเบื้องหน้า "ขอทุกท่านอย่าได้ตื่นตระหนกไป แม้ข้าจะยึดครองเมืองอันผิงแล้ว ทว่ากฎหมายทุกอย่างในเมืองยังคงบังคับใช้ตามเดิมทุกประการ ! "
"ข้าได้ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดแล้ว ว่าห้ามผู้ใต้บังคับบัญชาระรานชาวบ้านเด็ดขาด"
"หากในช่วงเวลานี้มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนกฎหมาย ทุกท่านสามารถมาร้องเรียนได้ทันที หากตรวจสอบพบว่าเป็นความจริง ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร ข้าจะไม่ละเว้นอย่างเด็ดขาด ! "
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนถึงได้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก อาศัยอยู่ในเมืองอันผิงร่วมกันมาหลายเดือน พวกเขาย่อมเข้าใจนิสัยของหลี่มูเป็นอย่างดี หากพูดคำไหนก็คือคำนั้น ไม่เคยกลืนน้ำลายตัวเอง !
"ทุกท่านจงเปิดประตูทำมาค้าขายกันตามปกติเถอะ เรื่องความสงบเรียบร้อยจะมีคนคอยรับผิดชอบดูแล หากพบเจอพวกโจรหรืออันธพาล... ก็สามารถแจ้งทหารที่ลาดตระเวนได้เลย"
หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึก เขาตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เมืองอันผิงเป็นรากฐานในการพัฒนาขุมกำลังของตน ย่อมต้องรักษาสภาพแวดล้อมการดำรงชีวิตภายในเมืองแห่งนี้เอาไว้
ในบรรดาเมืองทั้งสิบกว่าแห่งรอบเมืองหงโจว เมืองอันผิงนับว่าเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและมีเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูที่สุด ขอเพียงหลี่มูสามารถคว้าชัยชนะในศึกที่กำลังจะมาเยือนได้ และสถาปนาตนเองเป็นเจ้าเมืองอันผิงในใจของทุกคนได้อย่างแท้จริง เมื่อนั้น ในอนาคตชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็จะกลายเป็นราษฎรและทรัพยากรของเขาทั้งหมด
"มีคำพูดของท่าน พวกเราก็เบาใจแล้วขอรับ" พ่อค้าหลายคนเผยรอยยิ้มออกมาบนใบหน้า
พูดกันตามตรง ชื่อเสียงของหลี่มูในเมืองอันผิงและอำเภอใกล้เคียงนั้นถือว่าดีมากเลยทีเดียว เมื่อหลายวันก่อนเขานำกองทัพออกกวาดล้างพวกโจรภูเขาและอันธพาลอย่างต่อเนื่อง ช่วยระบายความแค้นให้แก่ชาวบ้านที่ถูกกดขี่ข่มเหงมานาน ช่วงเวลาที่ผ่านมา พ่อค้าในอำเภอโดยรอบไม่น้อยที่ได้ยินเรื่องนี้ ถึงขั้นยอมละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนย้ายมาตั้งรกรากที่อันผิง เมื่อนำไปเทียบกับราชสำนักต้าฉีที่โง่เขลาไร้ความสามารถ การให้หลี่มูขึ้นเป็นเจ้าเมืองอันผิง ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด !
"เถ้าแก่หลี่... ไม่สิ ใต้เท้าหลี่ ! "
จังหวะนั้นเอง ชายฉกรรจ์สองสามคนก็เดินออกมาจากฝูงชน ประสานมือคารวะพลางเอ่ย "พวกข้าน้อยเป็นช่างก่อสร้าง ไม่มีทักษะอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ยังมีเรี่ยวแรงอยู่ หากราชสำนักส่งกองทัพมาจัดการกับท่านจริง ๆ ... พวกข้ายินดีจะเข้าร่วมกับกองทัพของท่าน ทำหน้าที่เป็นทัพหน้าให้ท่านเองขอรับ ! "
"ใช่แล้ว ! "
"พวกขุนนางต้าฉีไม่ว่าจะตำแหน่งใหญ่หรือเล็ก มันก็เป็นพวกสารเลวเดรัจฉานทั้งนั้น ข้าไม่อยากอยู่ใต้การปกครองของพวกเขามาตั้งนานแล้ว"
ชายฉกรรจ์เหล่านั้นมีสีหน้าขึงขัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ภายใต้การปกครองของต้าฉี ภาษีหยุมหยิมและภาษีขูดรีดนั้นมีมากมาย ซ้ำยังถูกขุนนางแต่ละระดับบวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดเมื่อตกมาถึงมือชาวบ้าน มันก็กลายเป็นตัวเลขที่สูงลิบลิ่วจนน่าตกใจ ชาวนาบางคนก้มหน้าสู้ดินเงยหน้าสู้ฟ้า ปลูกพืชทำนามาทั้งปี แต่ผลสุดท้ายกลับพบว่ารายได้ทั้งปี ยังไม่พอจ่ายภาษีต่าง ๆ ให้ราชสำนักด้วยซ้ำ... ส่วนอาชีพอื่น ๆ ก็ไม่อาจหลีกหนีวัฏจักรนี้พ้น อย่างเช่นช่างก่อสร้างเหล่านี้ รับจ้างสร้างบ้าน แบกอิฐหามเสาทำงานหนักหลายเดือน กว่าจะแลกมาได้เงินสักหนึ่งหรือสองเฉียน ทว่าหลังจากถูกขุนนางหักหัวคิวรีดไถไปเป็นทอด ๆ ท้ายที่สุดเงินที่ตกถึงมืออาจจะเหลือเพียงไม่กี่ร้อยอีแปะ พูดได้ไม่เกินจริงเลยว่า... พวกเขาทำงานหนักมาทั้งชีวิต แต่จุดจบกลับกลายเป็นว่า กระทั่งคนในครอบครัวล้มป่วย ก็ยังไม่มีปัญญาแม้แต่จะซื้อยามารักษาได้ !
แม้แนวคิดเรื่องพระราชอำนาจสูงสุดของฮ่องเต้จะฝังรากลึกอยู่ในความคิดของคนส่วนใหญ่ ทว่าก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่เกิดความโกรธแค้นและไม่พอใจต่อราชสำนักอันเน่าเฟะนี้ ยามนี้เมื่อเห็นหลี่มูตั้งตนเป็นศัตรูกับราชสำนักอย่างเปิดเผย ความโกรธแค้นที่ถูกกดทับไว้ในใจมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็มีโอกาสได้ระเบิดออกมาเสียที
"เกิดมาในยุคสงคราม แรกเริ่มเดิมทีข้า หลี่ผู้นี้ก็แค่อยากจะเป็นราษฎรที่เชื่อฟัง ทว่าภายหลังข้าถึงได้ตระหนักว่า ภายใต้การปกครองของราชสำนักเช่นนี้ จุดจบของราษฎรที่เชื่อฟัง มีเพียงเส้นทางเดียวคือถูกกดขี่ขูดรีดจนตาย"
หลี่มูพยักหน้าให้ชายฉกรรจ์เหล่านั้น พลางเอ่ย "สิ่งที่ข้ากระทำในเมืองอันผิงวันนี้ หนึ่งก็เพื่อแก้แค้นส่วนตัว สองก็เพื่อเปลี่ยนชะตาชีวิต เพื่อที่วันหน้าจะได้ไม่ต้องถูกใครรังแกอีก ! "
"ในเมื่อพวกเจ้ามีความกล้าหาญและน้ำใจถึงเพียงนี้ ข้าย่อมไม่มีทางปฏิเสธอย่างแน่นอน ! "
พร้อมกับข่าวคราวภายในเมืองอันผิงที่แพร่สะพัดออกไป กองทัพใหญ่ของราชสำนักและจวนอ๋องจะต้องยกทัพมาประชิดเมืองในเร็ว ๆ นี้แน่นอน ในสถานการณ์เช่นนี้ คนที่ยินดีจะสวามิภักดิ์และร่วมต่อต้านไปพร้อมกับเขา ย่อมยิ่งมีมากก็ยิ่งดี ชายฉกรรจ์เหล่านั้นเมื่อได้รับอนุญาตก็มีสีหน้ายินดี รีบโค้งคำนับกล่าวขอบคุณยกใหญ่
……
และในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น ก็มีชายฉกรรจ์อีกหลายคนเดินทางมาหาด้วยตัวเอง เพื่อแสดงความจำนงว่ายินดีจะสนับสนุนหลี่มูและต้องการจะเป็นทหารของเขา ในบรรดาคนเหล่านี้ กระทั่งยังมีชาวบ้านจากอำเภอซื่อสุ่ย อำเภอชิงสุ่ย และอำเภอเหรินเจ๋อ รวมถึงเมืองใกล้เคียงอื่น ๆ ด้วย !
จากการนับคร่าว ๆ กลับมีจำนวนมากถึงหกร้อยกว่าคน !
เมื่อเห็นภาพนี้ มุมปากของหลี่มูก็เผยรอยยิ้มออกมาจากใจจริง เขารู้ดีว่าแผนการ "สร้างชื่อเสียง" ของตนในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ผลแล้ว เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มเช่นนี้ เพียงแค่เขาชูแขนเปล่งเสียงเรียกเพียงครั้งเดียว เกรงว่าการจะรวบรวมกองทัพขนาดหลายพันนาย ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย !