- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 333 รุ่งสาง
ตอนที่ 333 รุ่งสาง
ตอนที่ 333 รุ่งสาง
ตอนที่ 333 รุ่งสาง
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องขับไล่ความมืดมิด เจี่ยชวนและเจียงหู่หลังจากจัดการภารกิจที่หลี่มูมอบหมายให้เสร็จสิ้น ก็เดินทางมาพบเขาที่ชุนอี้ฟาง
"พี่หลี่ ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ? ก่อนหน้านี้ตอนอยู่นอกเมืองข้าบังเอิญเจอหัวหน้าพรรคฟ่าน เขาคุยกับข้าแค่สองสามประโยค ข้าก็ต้องรีบเร่งเดินทางเลยไม่ได้ซักไซ้อะไรให้มากความ รู้แค่ว่าหลินเจียนกับนายอำเภอเฉาพลิกหน้าหักหลัง นำคนมาบุกจับครอบครัวของพวกเรา..."
เจี่ยชวนรู้ว่าระหว่างหลี่มูกับพรรคฮวาจู๋มีความแค้นต่อกัน ทว่าเขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดสองขุนนางใหญ่แห่งเมืองอันผิง ถึงได้ยอมร่วมมือกับอีกฝ่าย แล้วลุกขึ้นมาลอบกัดหักหลังกันกะทันหันแบบนี้
"พรรคฮวาจู๋เอาเรื่องที่ข้าเคยจับฮว่าซานเยว่เป็นตัวประกัน แล้วรีดไถเงินค่าไถ่แปดหมื่นตำลึงจากจวนเจิ้นหนานอ๋องไปบอกพวกเขา ไอ้พวกหญ้าลู่ลม สองคนนี้อยากจะปีนป่ายขึ้นไปเกาะกิ่งไม้สูงอย่างจวนอ๋อง ก็เลยยอมทำตัวเป็นพวกทรยศ"
หลี่มูอธิบายสถานการณ์ในยามนี้ให้พี่น้องทั้งสองฟังอย่างรวบรัด
แม้ในอดีตเขาจะเคยปั้นน้ำเป็นตัว สร้างภูมิหลังยิ่งใหญ่เพื่อข่มขวัญผู้คนและคุมสถานการณ์ให้อยู่ ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนสนิทระดับมือขวาอย่างเจี่ยชวนและเจียงหู่ เขาย่อมไม่จำเป็นต้องเสแสร้งแกล้งทำอะไรอีก
ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน พี่น้องสิบกว่าคนที่เข้าร่วมทีมล่าสัตว์มาตั้งแต่แรกเริ่ม ล้วนมองเห็นกันและกันเป็นดั่งคนในครอบครัวไปนานแล้ว ความผูกพันนี้จะไม่มีวันแปรเปลี่ยนไป เพียงเพราะหลี่มูมีภูมิหลังหรืออำนาจบารมีที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าหรือไม่ก็ตาม
"หึ ! ดูท่าจวนเจิ้นหนานอ๋องคงอยากจะกำจัดพวกเราให้พ้นหูพ้นตาเร็ว ๆ สินะ รู้อย่างนี้ ตอนนั้นไม่น่าปล่อยนังหนูเซียวอวี๋นั่นกลับไปเลย"
เจียงหู่หว่างคิ้วกระตุกริก ๆ ชกกำปั้นเข้าที่เสาหน้าประตูอย่างแรง
"ถ้าตอนนั้นเราจับนางไว้เป็นตัวประกัน ดูสิว่าทั้งพรรคฮวาจู๋แล้วก็ไอ้แก่เจิ้นหนานอ๋องนั่น ใครมันจะกล้าผลีผลามทำอะไรพวกเรา ! "
"ใครมันจะไปล่วงรู้สถานการณ์ในอนาคตได้ล่ะ ? อีกอย่าง ด้วยนิสัยของพี่หลี่ ย่อมไม่มีทางทำเรื่องพรรค์นั้นหรอก" เจี่ยชวนทอดถอนใจ เอ่ยเสียงเรียบ
การจับตัวเซียวอวี๋เป็นตัวประกัน แม้จะสามารถทำให้จวนเจิ้นหนานอ๋องพะวักพะวนไม่กล้าลงมือในระยะเวลาสั้น ๆ ได้ ทว่ามันย่อมไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างแน่นอน
ในฐานะผู้ปกครองสูงสุดแห่งสามเมืองชายแดนใต้ เจิ้นหนานอ๋องย่อมไม่อนุญาตให้ตนเองต้องตกอยู่ภายใต้การข่มขู่และถูกลิดรอนอำนาจด้วยเหตุผลเช่นนี้เป็นเวลานาน ๆ นานวันเข้า บารมีของตัวเขาเองก็จะถูกบั่นทอนลงอย่างหนัก
สำหรับผู้ปกครองที่มีความทะเยอทะยานแล้ว ฐานะของคำว่า "ท่านอ๋อง" ย่อมต้องมีความสำคัญเหนือกว่าคำว่า "บิดา" เสมอ ในยามจำเป็น ต่อให้เจิ้นหนานอ๋องต้องจำใจสละเซียวอวี๋ทิ้ง เขาก็ต้องส่งกองทัพมากวาดล้างหลี่มูอยู่ดี ซ้ำวิธีการก็จะยิ่งเหี้ยมโหดอำมหิต ไม่เหลือทางรอดให้เลยแม้แต่น้อย
"ตอนนี้ทั้งนายอำเภอเฉา หลินเจียน แล้วก็ท่านหม่าหัวหน้าพรรคฮวาจู๋ ล้วนถูกข้าฆ่าตายหมดแล้ว อีกไม่นาน ข่าวนี้ก็คงแพร่สะพัดไปทั่วทั้งชายแดนใต้ ถึงตอนนั้นไม่ใช่แค่จวนเจิ้นหนานอ๋องหรอก แต่กระทั่งเมืองหงโจวและทหารรักษาเมืองก็คงไม่ปล่อยพวกเราเอาไว้แน่ พวกเขาต้องส่งกองทัพมาปราบปรามเราอย่างแน่นอน"
หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยด้วยความจริงจังสุดขีด "จำนวนศัตรูที่พวกเราต้องเผชิญหน้า อาจจะมีมากถึงหลายหมื่นนาย ! "
ใต้สังกัดของจวนเจิ้นหนานอ๋องมีผู้บัญชาการทหารอยู่ถึง 12 คน และภายในอาณาเขตเมืองหงโจวก็มีอำเภออยู่นับสิบแห่ง แต่ละอำเภอมีทหารและมือปราบอยู่อำเภอละหลายร้อยคน หากบวกรวมกับกองกำลังรักษาเมืองเข้าไปด้วย ตัวเลขรวมกันย่อมเป็นจำนวนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง หลายหมื่นนาย...
เมื่อได้ยินตัวเลขนี้ สีหน้าของเจี่ยชวนและเจียงหู่ก็พลันแปรเปลี่ยนไป กองกำลังในภูเขาต้าหลงแม้จะผ่านการฝึกฝนในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนกำลังรบรุดหน้าไปอย่างก้าวกระโดด ทว่าก็ยังคงมีช่องว่างห่างไกลจากคำว่าทหารชั้นยอดที่แท้จริงอยู่อีกมาก ต่อให้ทุกคนจะสวมชุดเกราะและมีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบมือ ทว่าหากต้องมาเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าตนเองหลายสิบเท่า เกรงว่าคงไม่มีโอกาสชนะเลยแม้แต่ครึ่งส่วน
"หากอาศัยกำลังพลเพียงแค่นี้ของพวกเรา ไปดิ้นรนต่อสู้กับคนเป็นหมื่น ข้าเกรงว่าเราคงทำได้แค่หลบซ่อนตัวอยู่ในภูเขาต้าหลง อาศัยความได้เปรียบทางชัยภูมิในการยื้อเวลาสู้รบกับพวกเขาเท่านั้น เมืองอันผิงแห่งนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ พวกเราคงจะรักษาไว้ไม่ได้แน่"
หลังจากวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันอย่างใจเย็น เจี่ยชวนก็เสนอวิธีรับมือที่รัดกุมและปลอดภัยที่สุดออกมาทันที
ด้วยความมุมานะในช่วงเวลาที่ผ่านมา ภูเขาต้าหลงทั้งลูกได้ถูกสร้างให้กลายเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งและยากแก่การบุกทะลวงแล้ว เส้นทางภูเขาอันคดเคี้ยวขรุขระไม่อาจรองรับให้กองทัพขนาดใหญ่เดินทัพผ่านเข้ามาได้พร้อม ๆ กัน ซ้ำยังมีทั้งแม่น้ำและลำธารคอยกีดขวาง ขอเพียงรื้อสะพานแขวนทิ้ง แล้วให้คนของหลี่มูทั้งหมดถอยร่นกลับเข้าไปในค่ายทหาร ต่อให้ศัตรูจะแห่กันมามากแค่ไหน ก็ทำได้เพียงยืนมองตาปริบ ๆ หมดหนทางที่จะทำอะไรได้
"เมืองอันผิงอยู่ใกล้กับภูเขาต้าหลงมากเกินไป หากยอมยกให้พวกเขาไปง่าย ๆ ปล่อยให้คนของจวนเจิ้นหนานอ๋องเข้ามายึดครอง แล้วคอยก่อกวนพวกเราอยู่เรื่อย ๆ พวกเราก็จะไม่มีวันสงบสุข"
ทว่าหลี่มูกลับส่ายหน้า เห็นได้ชัดว่าภายในใจของเขามีการตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
"ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจค้าขายของพวกเราก็อยู่ในเมืองนี้ทั้งหมด หากสูญเสียช่องทางทำเงินนี้ไป ข้าเกรงว่าวันหน้าเราคงไม่มีแม้แต่เงินจะมาจุนเจือค่าใช้จ่ายรายวันของกองทัพด้วยซ้ำ"
การถอยไปตั้งรับที่ภูเขาต้าหลงแม้จะรักษาความปลอดภัยไว้ได้ ทว่าในมุมมองของหลี่มู นั่นคือทางเลือกสุดท้ายและเป็นทางออกเดียวในยามที่ไร้ซึ่งทางเลือกอื่นใดแล้วเท่านั้น
แม้ภูเขาต้าหลงจะถูกสร้างให้เป็นปราการธรรมชาติ กองทัพของเจิ้นหนานอ๋องและศาลาว่าการย่อมบุกเข้าไปไม่ได้ ทว่าฝ่ายตนก็ไม่สามารถออกมาได้เช่นเดียวกัน
หากมองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับป้อมปราการที่ยากจะตีแตก ไม่ใช่การใช้กำลังบุกทะลวง แต่เป็นการโอบล้อม !
แม้ภายในภูเขาต้าหลงจะมีการบุกเบิกพื้นที่ทำกิน สามารถปลูกพืชผักเพื่อประทังชีวิตแบบพึ่งพาตนเองได้ ทว่าของใช้จำเป็นอย่างเช่นยารักษาโรคหรือเสื้อผ้าแพรพรรณ ล้วนต้องพึ่งพาการซื้อหาจากภายนอกทั้งสิ้น ค่ายทหารในหุบเขาถูกจำกัดด้วยสภาพภูมิประเทศ ถึงอย่างไรพื้นที่ก็ยังคับแคบเกินไป ไม่มีทางที่จะผลิตทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการได้ทั้งหมด
"ข้าตัดสินใจแล้ว ว่าจะใช้เมืองอันผิงเป็นฐานที่มั่น เพื่อเปิดศึกชี้ชะตากับกองทัพของจวนเจิ้นหนานอ๋องและเมืองหงโจวสักตั้ง"
น้ำเสียงของหลี่มูแผ่วเบา ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมากลับดังกึกก้องสะท้านสะเทือนราวกับอสนีบาต
แม้เจี่ยชวนและเจียงหู่จะตกตะลึง ทว่าพวกเขาก็ตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปที่หลี่มู เฝ้ารอคอยคำสั่งต่อไปของเขา ร่วมเป็นร่วมตายเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาเนิ่นนาน พวกเขาย่อมรู้จักนิสัยใจคอของหลี่มูดี ว่าอีกฝ่ายไม่เคยลงมือทำสิ่งใดโดยที่ไม่มีความมั่นใจ
"เมืองอันผิงตั้งอยู่ติดกับสี่อำเภอ มีทั้งเส้นทางภูเขา ถนนชนบท และพื้นที่รกร้างที่สามารถเดินทัพผ่านได้มากมาย พวกเรามีทหารอยู่แค่พันกว่านาย การจะแบ่งกำลังไปคุ้มกันเส้นทางเหล่านี้ทั้งหมด ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย พวกเราทำได้เพียงปล่อยให้กองทัพศัตรูบุกเข้ามาในเมืองอันผิง แล้วค่อยเปิดฉากปะทะกับพวกเขา"
หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึกพลางเอ่ย "มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็จะไม่ปิดบังพวกเจ้าอีก กองทหารม้าเกราะเงินที่พวกเจ้าเคยเห็นในอดีต ก็คือผู้ช่วยที่ข้าเชิญมานั่นแหละ"
"ข้ายังสามารถเชิญพวกเขามาช่วยได้อีกสองครั้ง เมื่อการต่อสู้เปิดฉากขึ้น ข้าจะสั่งให้พวกเขาเป็นทัพหน้า บุกทะลวงสังหารและเด็ดหัวแม่ทัพศัตรูให้จงได้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเจี่ยชวนและเจียงหู่ก็พลันเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที ในฐานะผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ศึกชี้ชะตากับใต้เท้าต่งในวันวาน ความประทับใจที่พวกเขามีต่อกองทัพเป้ยกุยนั้นเรียกได้ว่าฝังรากลึก พูดได้ไม่เกินจริงเลยว่า ความห้าวหาญและดุดันของกองทหารม้ากลุ่มนี้ สามารถจัดให้อยู่ในอันดับหนึ่งของกองทัพทั้งหมดที่พวกเขาเคยพบเห็นมาในชีวิตเลยทีเดียว !
กระทั่งเจี่ยชวน ทหารผ่านศึกที่เคยรับใช้ชาติในกองทัพชายแดนมานานหลายปี ก็ยังต้องยอมรับว่าต่อให้เป็นกองทัพไพ่ตายของต้าฉีหรือกองทัพชั้นยอดของพวกคนเถื่อน ก็ยังมีช่องว่างความห่างชั้นกับกองทหารม้ากลุ่มนี้อยู่อย่างเห็นได้ชัด !
"หากได้พวกเขามาช่วยล่ะก็ โอกาสชนะของพวกเราก็เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วนเลยนะ ! " เจี่ยชวนกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น เขาเกิดและเติบโตมาในกองทัพ ย่อมรู้ดีที่สุดว่าปัจจัยสำคัญชี้ขาดผลแพ้ชนะในสงคราม ไม่ใช่จำนวนคนแต่อย่างใด ตั้งแต่อดีตโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างของการใช้กำลังน้อยเอาชนะกองทัพใหญ่มีให้เห็นนับไม่ถ้วน ต่อให้ฝูงแกะจะมีจำนวนมหาศาลแค่ไหน ก็ไม่มีทางเอาชนะฝูงพยัคฆ์ร้ายได้หรอก !