เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 318 ล้อมชุนอี้ฟางยามวิกาล

ตอนที่ 318 ล้อมชุนอี้ฟางยามวิกาล

ตอนที่ 318 ล้อมชุนอี้ฟางยามวิกาล


ตอนที่ 318 ล้อมชุนอี้ฟางยามวิกาล

เมื่อเห็นว่านายอำเภอเฉาคล้อยตามแล้ว ท่านหม่าก็ลุกขึ้นยืนทันที ทั้งสองกระซิบกระซาบกันอีกสองสามประโยค ก่อนจะตกลงกำหนดเวลาลงมือ

"นอกจากนี้ ยังต้องรบกวนนายอำเภอเฉาเดินทางไปที่ค่ายทหารรักษาเมืองกับข้าสักครา เพื่อเข้าพบผู้บัญชาการทหารรักษาเมือง ถึงตอนนั้นคงต้องพึ่งพาท่านช่วยพูดจาหว่านล้อม ดึงตัวผู้บัญชาการผู้นั้นมาเป็นพวกเดียวกันให้จงได้"

ท่านหม่าสูดลมหายใจเข้าลึก เสนอข้อเรียกร้องของตนอีกครั้ง ยามนี้ภายในเมืองอันผิง จำนวนทหารรักษาเมืองและมือปราบในที่ว่าการนั้นมีพอ ๆ กัน ซ้ำหลินเจียนผู้เป็นแม่ทัพรักษาเมือง ก็เป็นคนของหลี่มูมาโดยตลอด ในเมื่อคิดจะลงมือกับชุนอี้ฟาง ก็จำต้องดึงตัวเขามาเป็นพวกเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

"ตกลง" นายอำเภอเฉาพยักหน้ารับ "ท่านหม่าโปรดวางใจ หลินเจียนผู้นั้นเป็นพวกเห็นแก่เงินอยู่แล้ว ข้ากับเขาทำงานร่วมกันในเมืองอันผิงมาหลายปี ย่อมรู้สันดานเขาดี"

"เดิมทีเขากับหลี่มูก็ไม่ลงรอยกัน ถึงขั้นเคยลงไม้ลงมือกันมาแล้ว ภายหลังไม่รู้ว่าไปตกลงอีท่าไหนถึงได้กลายมาเป็นพวกเดียวกัน แต่ในสายตาข้า ก็คงแค่อาศัยผลประโยชน์ร่วมกัน หน้าชื่นอกตรมเสียมากกว่า..."

"ขอเพียงท่านอ๋องยินดีจะรับเขาเข้าทำงาน เขาต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน ! "

ท่านหม่าได้ยินก็พยักหน้ารับ "ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าได้ชักช้าอยู่เลย พวกเราออกเดินทางกันเถอะ ! "

เพียงไม่นาน รถม้าคันหนึ่งก็แล่นออกจากจวนนายอำเภอ มุ่งหน้าไปทางค่ายทหารรักษาเมืองอย่างรวดเร็ว

……

ภายในชุนอี้ฟาง หลี่ไฉ่เวยกำลังนึ่งข้าวฟ่างอยู่กับหญิงวัยกลางคนสองสามคน จู่ ๆ นางก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ใบหน้าซีดเซียว ซวนเซจนเกือบล้มล้มลงไปกองกับพื้น

"น้องไฉ่เวย เป็นอะไรไป ? " คนข้าง ๆ ตาไว รีบคว้าแขนพยุงนางไว้พลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย "ให้ไปตามหมอมาดูอาการหน่อยไหม ? "

หลี่ไฉ่เวยนั่งลงบนบันไดหิน สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สองสามครั้ง เมื่อรู้สึกว่าอาการวิงเวียนค่อย ๆ ทุเลาลง ถึงได้ส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ คงเพราะช่วงนี้พักผ่อนไม่ค่อยพอ นั่งพักสักเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้วล่ะ"

ช่วงเวลาที่ผ่านมา หลี่มูเอาแต่วุ่นวายอยู่กับงานในภูเขาต้าหลง ภาระหน้าที่ทั้งหมดในชุนอี้ฟางจึงตกมาอยู่บนบ่าของหลี่ไฉ่เวย แม้จะอยู่ในฐานะเถ้าแก่เนี้ย ทว่านางกลับต้องทำงานหนักและแบกรับความกังวลใจมากกว่าใครเพื่อน

"งานที่เหลือก็มีไม่เยอะแล้ว ปล่อยให้พวกข้าจัดการเถอะ น้องไฉ่เวยไปนอนพักผ่อนเถอะนะ ! " พวกสตรีวัยกลางคนเห็นดังนั้น ก็ทั้งเกลี้ยกล่อมทั้งกึ่งบังคับ ลากตัวนางกลับเข้าไปในห้องนอน จากนั้นก็ปิดประตูลงกลอนเสร็จสรรพ ไม่ยอมให้นางออกมาช่วยงานอีก

เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ไฉ่เวยก็จำต้องล้มตัวลงนอน ทว่าเมื่อเอนกายลงบนเตียง นางกลับพลิกตัวไปมาข่มตาหลับไม่ลง อาการใจสั่นหวิวไม่เพียงแต่ไม่หายไป ทว่ากลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น มันไม่ใช่ความเจ็บป่วยทางร่างกาย แต่เป็นลางสังหรณ์บางอย่างที่ผุดขึ้นมาอย่างลี้ลับ นางรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น

"หรือว่าท่านพี่จะไปเจออันตรายอะไรเข้า ? "

ยามนี้เมืองอันผิงแทบจะแข็งแกร่งดุจแผ่นเหล็ก ทั้งศาลาว่าการอำเภอ ทหารรักษาเมือง และพรรคต่าง ๆ ในยุทธภพ ล้วนมีความสัมพันธ์อันดีกับหลี่มู นางจึงไม่คิดว่าตนเองจะตกอยู่ในอันตราย แต่กลับพุ่งความสงสัยไปที่พี่ชายของตนแทน

เวลาผ่านไปทุกนาทีทุกวินาที หลี่ไฉ่เวยนอนอยู่บนเตียง เพิ่งจะเริ่มรู้สึกง่วงงุน จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าม้าและเสียงย่ำเท้าสับสนวุ่นวายดังขึ้น ขับไล่ความง่วงงุนของนางให้มลายหายไปในพริบตา

ปัง ! ปัง ! ปัง !

ประตูใหญ่ของชุนอี้ฟางถูกเคาะอย่างแรง เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวและร้อนรน

"ใครกัน ? มาเคาะประตูอะไรดึกดื่นป่านนี้ น่ารำคาญชะมัด..." พวกสตรีในลานบ้านที่เพิ่งจะทำงานเสร็จและเตรียมตัวอาบน้ำเข้านอนบ่นกระปอดกระแปด ก่อนจะรีบวิ่งไปดึงดาลประตูออก

ทันทีที่ดาลประตูถูกดึงออก บานประตูทั้งสองข้างก็เปิดกว้าง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของพวกนางคือ กลุ่มมือปราบใบหน้าถมึงทึง ในมือถือคบเพลิงสว่างไสว

"พวกท่านจะทำอะไร ? " สตรีผู้นั้นเห็นดังนั้นก็ไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใด ถึงอย่างไรก็ทำงานอยู่ในชุนอี้ฟางมานาน ย่อมผ่านโลกมาไม่น้อย จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบใจเย็น

"ได้รับคำสั่งจากเบื้องบน ให้มาจับกุมตัวคนในชุนอี้ฟางให้หมด ! "

หัวหน้ามือปราบชูหมายจับในมือขึ้นแกว่งไปมาตรงหน้าทุกคน ก่อนจะบุกรุกเข้ามาอย่างป่าเถื่อน ส่วนด้านหลังของมัน มีมือปราบสีหน้าดุร้ายราวดุจหมาป่าและพยัคฆ์นับสิบคนพุ่งทะลักเข้ามาดุจกระแสน้ำ บุกถีบประตูห้องแต่ละห้องอย่างรุนแรง ลากตัวลูกเมียครอบครัวของทหารที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงออกมาอย่างหยาบคาย

"พวกท่านจะทำอะไร ? "

"ที่นี่ชุนอี้ฟางนะ ! "

"ปล่อยข้านะ..."

ชั่วพริบตานั้น เสียงทะเลาะเบาะแว้งและเสียงกรีดร้องก็ทำลายความเงียบสงัดของยามราตรีจนแหลกสลาย คนที่อาศัยอยู่ในชุนอี้ฟางส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนแก่ สตรี และเด็ก แม้พวกนางจะดิ้นรนต่อสู้สุดชีวิต ทว่าจะมีปัญญาไปสู้รบตบมือกับพวกมือปราบที่ดุร้ายปานนี้ได้อย่างไร ?

ยิ่งไปกว่านั้น ที่ด้านหลังของมือปราบพวกนี้ ถึงกับมีทหารรักษาเมืองสวมชุดเกราะอีกหลายสิบคนยืนคุมเชิงอยู่ด้วย !

แต่ละคนมีสีหน้าเหี้ยมโหด ดาบและหอกในมือสะท้อนแสงวาววับ แผ่รังสีอำมหิตฟุ้งกระจาย !

หลี่ไฉ่เวยได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็รีบสวมเสื้อผ้าเดินออกมา เมื่อเห็นมือปราบกำลังพังประตูจับคน ก็ตวาดเสียงกร้าวทันที "หยุดนะ ! "

หัวหน้ามือปราบหันขวับมาตามเสียง พอเห็นว่าเป็นหลี่ไฉ่เวยก็ชี้หน้าสั่งการ "นังนี่ก็เป็นผู้ต้องสงสัยที่ต้องจับกุม ใส่ตรวนมันซะ แล้วลากคอไปขังคุก ! " สิ้นเสียงคำสั่ง มือปราบสองสามคนก็แสดงสีหน้าดุร้ายกรูกันเข้ามาทันที

แม้หลี่ไฉ่เวยจะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทว่าเมื่อเห็นพวกมือปราบที่ปกติมักจะทำตัวนอบน้อมต่อพวกนางมาตลอดจู่ ๆ ก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ก็ตระหนักได้ทันทีว่าสถานการณ์วิกฤตแล้ว

ยามนี้ในชุนอี้ฟางไม่มีผู้ชายอยู่เลย หากกลุ่มสตรีและเด็กอย่างพวกนางขัดขืนด้วยกำลัง ย่อมไม่มีทางสู้ได้แน่

"หัวหน้าหลี่ พวกเราก็แค่คนทำมาค้าขาย ไม่ทราบว่าไปทำผิดกฎหมายข้อไหนเข้า ถึงได้แห่กันมาจับกุมยามวิกาลเช่นนี้ ? " หลี่ไฉ่เวยปั้นหน้าเรียบเฉย เดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าคนเหล่านั้น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่แข็งกร้าวแต่ก็ไม่อ่อนข้อ "เรื่องนี้ นายอำเภอเฉาทราบเรื่องหรือไม่ ? "

หัวหน้าหลี่ได้ยินก็แค่นเสียงเย็นชา เอ่ยว่า "เจ้าคิดจะเอาชื่อนายอำเภอเฉามาขู่ข้ารึ ? ขอบอกให้เอาบุญ คำสั่งจับพวกเจ้า ก็คือนายอำเภอเฉานั่นแหละที่เป็นคนออกคำสั่งด้วยตัวเอง ! "

พอได้ยินเช่นนั้น ไม่เพียงแต่หลี่ไฉ่เวยเท่านั้น แม้แต่คนอื่น ๆ ในชุนอี้ฟางก็รู้สึกใจหายวาบ ทั้งนายอำเภอเฉาและหลินเจียน ล้วนถูกหลี่มูสยบจนกลายเป็นพวกเดียวกันไปแล้ว ยามนี้จู่ ๆ กลับพลิกหน้าหักหลัง มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่ ? สมองของหลี่ไฉ่เวยหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว

ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว หรือว่าท่านพี่จะเกิดเรื่องร้ายขึ้นมาจริง ๆ ?

ไม่อย่างนั้นขุนนางหญ้าลู่ลมสองคนนี้ จะกล้าลงมือกับชุนอี้ฟางได้อย่างไร ?

เมื่อคิดได้ดังนี้ ลมหายใจของหลี่ไฉ่เวยก็เริ่มหอบถี่ กระทั่งฝ่ามือก็เริ่มสั่นเทาเล็กน้อย ทว่าเมื่อเห็นสายตาของครอบครัวลูกเมียทหารทั่วทั้งลานบ้านต่างจับจ้องมาที่นาง นางก็นึกถึงคำสั่งสอนของหลี่มูในวันวาน รู้ดีว่ายามนี้นางคือเสาหลักของทุกคน จะแสดงความอ่อนแอขี้ขลาดออกมาให้ใครเห็นไม่ได้เด็ดขาด

"หัวหน้าหลี่ ท่านกับข้าก็ถือว่าคนกันเอง... พอจะแย้มพรายให้ข้ารู้สักหน่อยได้หรือไม่ ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ? " หลี่ไฉ่เวยเดินเข้าไปใกล้ ยัดก้อนเงินก้อนหนึ่งใส่มืออีกฝ่ายอย่างแนบเนียน

หัวหน้าหลี่บีบก้อนเงินในมือ สีหน้าเย็นชาไร้ความปรานีเมื่อครู่ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม มันซุกก้อนเงินเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว ก่อนจะลดเสียงต่ำลงกระซิบ "รายละเอียดลึก ๆ ข้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่ข้าได้ยินจากพ่อบ้านของนายอำเภอเฉาว่า คืนนี้มีแขกจากเมืองฉีโจวสองคนมาเยือนที่จวน หลังจากคุยกันยาวเหยียด... ใต้เท้านายอำเภอก็สั่งให้ข้ามาจับพวกเจ้า"

"เจ้านายของแขกสองคนนั้น... แซ่เซียว ! "

พอได้ยินแซ่นี้ ภาพของคุณชายเซียวก็ผุดขึ้นมาในหัวของหลี่ไฉ่เวยทันที เซียว... จวนอ๋อง... ตอนนั้นหลี่มูจับตัวฮว่าซานเยว่ไว้ แล้วขูดรีดเงินจากอีกฝ่ายมาตั้งแปดหมื่นตำลึงอย่างหน้าด้าน ๆ ...

นางกระจ่างแจ้งถึงเรื่องราวทั้งหมดในทันที นี่ต้องเป็นการแก้แค้นของจวนเจิ้นหนานอ๋อง สำหรับเงินแปดหมื่นตำลึงก้อนนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

แม้นายอำเภอเฉาและหลินเจียนจะมีความสัมพันธ์อันดีกับหลี่มู ทว่าพวกเขาก็ไม่ใช่พี่น้องร่วมสาบานที่พร้อมตายแทนกันได้อย่างเจียงหู่หรือเจี่ยชวน ที่คนทั้งสองสนิทชิดเชื้อกับหลี่มู ก็แค่เพราะถูกหลี่มูกุมจุดอ่อนไว้ ซ้ำยังหวังจะอาศัยเขาเพื่อไต่เต้าหาความก้าวหน้า ยามนี้เมื่อจวนเจิ้นหนานอ๋องออกคำสั่งกับพวกเขาโดยตรง มีหรือที่พวกเขาจะกล้าปฏิเสธผู้เป็นถึงอ๋อง ?

"ข้าเข้าใจแล้ว..." เมื่อรู้ว่าใครเป็นตัวการบงการอยู่เบื้องหลังเรื่องราวในคืนนี้ หัวใจของหลี่ไฉ่เวยก็ดิ่งวูบลงสู่ก้นเหว แม้หลี่มูในยามนี้จะพอมีขุมกำลังอยู่บ้าง ทว่าหากนำไปเทียบกับยักษ์ใหญ่อย่างจวนเจิ้นหนานอ๋อง ก็ยังห่างชั้นกันเกินไป ความแตกต่างของทั้งสองฝ่ายราวกับหนอนแมลงเมื่อเทียบกับพญาอินทรี

"หัวหน้าหลี่ รบกวนท่านช่วยส่งข่าวไปที่ภูเขาต้าหลงให้หน่อยได้หรือไม่ ข้ายินดีจะมอบเงินให้... หนึ่งพันตำลึง" หลี่ไฉ่เวยกระซิบเสียงเบา

ทว่าหัวหน้าหลี่กลับส่ายหน้าดิก "แม่นางหลี่กำลังทำให้ข้าลำบากใจนะ เงินน่ะใคร ๆ ก็อยากได้ แต่ก็ต้องดูด้วยว่าจะมีชีวิตรอดไปใช้มันไหม คืนนี้นายอำเภอเฉาออกคำสั่งเด็ดขาด หากใครทำงานพลาด ต้องหัวหลุดจากบ่าสถานเดียว"

"การที่ข้ายอมแย้มพรายให้เจ้าฟัง ก็ถือว่าเอาชีวิตไปเสี่ยงมากพอแล้ว ! " หัวหน้าหลี่ไม่ได้ถูกเงินทองบังตา เขารู้ดีว่าเรื่องราวในคืนนี้ เป็นการห้ำหั่นกันระหว่าง 'ฮ่องเต้น้อย' แห่งชายแดนใต้กับหลี่มู คนต้อยต่ำอย่างเขา หากคิดจะฉวยโอกาสตักตวงผลประโยชน์ตอนชุลมุนล่ะก็ พลาดพลั้งขึ้นมาอาจจะศพไม่สวยได้

เมื่อถูกปฏิเสธ หลี่ไฉ่เวยก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรนัก ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ใหญ่โตเกินกว่าที่มือปราบคนหนึ่งจะกล้ารับผิดชอบไหว วินาทีนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากประตูด้านหลังของชุนอี้ฟาง เห็นเพียงเงาดำสายหนึ่งพุ่งพรวดออกมา เบี่ยงซ้ายหลบขวาท่ามกลางวงล้อมของมือปราบ ทะลวงฝ่าออกไปอย่างคล่องแคล่วราวกับปลาไหล

"ตัวอะไรน่ะ ? "

"ดำทะมึนเชียว รีบจับมันเร็วเข้า ! " ทุกคนชูคบเพลิงส่องไปข้างหน้า อาศัยแสงไฟถึงได้เห็นชัด ๆ ว่าเงาดำนั่น คือสุนัขล่าเนื้อตัวใหญ่สีดำขลับทั้งตัว

"หือ หมาตัวนึงหรอกรึ ? "

"นั่นมันหมาล่าเนื้อของหลี่มูนี่นา... รู้สึกจะชื่อ สยงผีอะไรนี่แหละ ! "

มือปราบสองสามคนพุ่งเข้าไปหมายจะตะครุบ ทว่าสยงผีกลับว่องไวปราดเปรียวเป็นอย่างยิ่ง ชั่วพริบตาก็ทะลวงฝ่าวงล้อมหนีเตลิดไปได้ เมื่อเห็นมันวิ่งหายกลืนไปกับความมืดมิดยามราตรี พวกมือปราบก็สบถด่าอย่างหัวเสีย "ไอ้หมาบ้าเอ๊ย วิ่งไวชะมัด ! "

"ช่างเถอะๆ ก็แค่หมาตัวเดียว ปล่อยมันไปเถอะ ! "

เมื่อได้ยินบทสนทนาของคนเหล่านั้น หลี่ไฉ่เวยก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

บางทีคนอื่นอาจจะมองว่าสยงผีก็แค่หมาล่าเนื้อธรรมดา ทว่าในฐานะคนที่ใกล้ชิดกับหลี่มูที่สุด นางย่อมรู้ดีว่าหมาตัวนี้แสนรู้แค่ไหน สติปัญญาของมันเทียบเท่ากับเด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองขวบเลยทีเดียว คืนนี้ชุนอี้ฟางถูกปิดล้อม ไม่มีใครสามารถเล็ดลอดออกไปได้ ทว่าขอเพียงสยงผีหนีรอดไปได้ มันก็จะต้องหาทางไปส่งข่าวให้เจียงหู่และคนอื่น ๆ ในภูเขาต้าหลงได้อย่างแน่นอน

จบบทที่ ตอนที่ 318 ล้อมชุนอี้ฟางยามวิกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว