- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 316 การมาเยือนยามวิกาล
ตอนที่ 316 การมาเยือนยามวิกาล
ตอนที่ 316 การมาเยือนยามวิกาล
ตอนที่ 316 การมาเยือนยามวิกาล
"พรรคฮวาจู๋ตามรังควานไม่เลิกรา ทว่าพวกมันก็เป็นได้แค่ผีสางชั้นผู้น้อย จวนเจิ้นหนานอ๋องต่างหากที่เป็นพญามัจจุราชผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง..."
หลี่มูขมวดคิ้วมุ่นเป็นปม ตัวเขาอยู่ในเมืองอันผิง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตสามเมืองชายแดนใต้ การจะหลบเลี่ยงจวนเจิ้นหนานอ๋องนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เดิมทีเขายังแอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่าอีกฝ่ายอาจจะยังไม่ลงมือกับเขาในระยะเวลาอันใกล้นี้ ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่าสถานการณ์จะพลิกผันรวดเร็วปานนี้
"ในเมื่อหลบไม่พ้น หนีไม่รอด เช่นนั้นก็ทำได้เพียงหาวิธีจัดการกับเรื่องนี้" หลี่มูรู้ดีว่าหากอีกฝ่ายเริ่มลงมือแล้ว ย่อมไม่มีทางหยุดยั้งอย่างแน่นอน ดังคำโบราณที่ว่า ไม่กลัวโจรขโมย แต่กลัวโจรหมายหัว หากเขาต้องการจะขยับขยายกองกำลังในเมืองอันผิงให้ยิ่งใหญ่ ก็ย่อมไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงมาคอยระแวดระวังขุมกำลังขนาดใหญ่ที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับเขาอยู่ตลอดเวลา ทว่าด้วยกำลังรบในปัจจุบัน การจะไปปะทะแตกหักกับจวนเจิ้นหนานอ๋องตรง ๆ ย่อมไม่ต่างอะไรกับคนโง่เขลาเพ้อฝัน
หลายปีมานี้จวนอ๋องซ่องสุมกำลังพลมาโดยตลอด มีทหารในสังกัดมากถึงสามสี่หมื่นนาย ผนวกกับขุมกำลังยุทธภพที่เพิ่งรวบรวมมาได้ในช่วงนี้ ต่อให้ทหารหนึ่งพันกว่านายของเขาในภูเขาต้าหลงจะเก่งกาจขนาดสู้แบบหนึ่งต่อสิบได้ ก็ยังไม่พอให้พวกมันอุ่นเครื่องด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ทหารใต้บังคับบัญชาของจวนอ๋องล้วนประจำการอยู่ชายแดนมาอย่างยาวนาน ผ่านการสู้รบกับพวกคนเถื่อนมานับปี ย่อมต้องห้าวหาญและดุดันกว่าทหารในภูเขาต้าหลงเป็นไหน ๆ หากเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง ก็มีแต่รนหาที่ตาย
"หรือจะใช้ป้ายเทวะท่องพันลี้ลอบเข้าไปในเมืองฉีโจวอีกรอบ แล้วจับตัวเซียวอวี๋กลับมาเป็นตัวประกันอีกสักรอบดี ? " หลี่มูลูบคาง วิธีนี้แม้มันจะดูหน้าด้านไร้ยางอายไปสักหน่อย แต่มันใช้งานได้ผลชะงัดนัก เขาครุ่นคิดเงียบ ๆ จมดิ่งลงไปในห้วงความคิด
……
ในขณะเดียวกัน ภายในเมืองอันผิง ยามราตรีที่ปกคลุมเมืองอันผิงช่างดูสงบสุข นายอำเภอเฉาเอนกายพักผ่อนอยู่ในคฤหาสน์ของตน กำลังให้สตรีรับใช้สองคนช่วยปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเข้านอน ทว่าจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงสอบถามเบา ๆ ของบ่าวรับใช้
"นายท่านขอรับ มีคนสองคนมาขอพบที่หน้าประตู อ้างว่าเป็นสหายของท่าน และต้องการพบท่านเดี๋ยวนี้ขอรับ"
"สหายรึ ? " นายอำเภอเฉาเลิกคิ้ว "ชื่อแซ่อะไร ? "
"พวกเขาไม่ยอมบอกขอรับ บอกเพียงแค่ว่าเดินทางมาจากเมืองฉีโจว รับคำสั่งมาจากจวนสกุลเซียว" น้ำเสียงของบ่าวรับใช้ยิ่งแผ่วเบาลง
เซียว ? เมืองฉีโจว ?
ทันทีที่ได้ยินสองคำนี้ ประกายความคิดบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นในหัวของนายอำเภอเฉา เซียวคือราชสกุล ส่วนเมืองฉีโจวก็คือที่ตั้งของจวนเจิ้นหนานอ๋อง หรือว่าผู้มาเยือนจะเป็นคนของท่านอ๋องผู้นั้น ?
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็ไม่กล้าชักช้า รีบลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยแล้วสั่งการ "รีบเชิญพวกเขาเข้ามา แล้วไปชงชาชั้นดีมาต้อนรับด้วย"
ผ่านไปไม่นาน ชายสวมเสื้อคลุมสีดำสองคนก็ปรากฏตัวขึ้นภายใต้การนำทางของบ่าวรับใช้ เมื่อเข้ามาในห้อง คนที่เป็นหัวหน้าก็ประสานมือคารวะ
"นายอำเภอเฉา เสียมารยาทแล้ว"
นายอำเภอเฉาเห็นว่าอีกฝ่ายเข้ามาในห้องแล้วยังไม่ยอมถอดหมวกคลุมศีรษะออก ซ่อนใบหน้าไว้ในเงามืด ก็รู้สึกขัดใจอยู่บ้าง ทว่าเมื่อนึกถึงฐานะของอีกฝ่าย เขาก็ยังคงข่มความหงุดหงิดเอาไว้แล้วเอ่ยถาม "ไม่ทราบว่าใต้เท้าทั้งสองมาเยือนยามวิกาลเช่นนี้ มีธุระอันใดให้ข้าน้อยรับใช้หรือ ? "
ชายผู้เป็นหัวหน้าปรายตามองบ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านข้างเล็กน้อย เอ่ยเสียงแหบพร่า "เรื่องนี้เป็นความลับขั้นสุดยอด รบกวนใต้เท้าช่วยไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปก่อน เพื่อป้องกันความลับรั่วไหล"
บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านข้างชะงักไป
นายอำเภอเฉาขมวดคิ้วมุ่น จู่ ๆ เขาก็แค่นเสียงเย็นชาตวาดลั่น "บังอาจนัก ! บุกรุกเข้ามาในจวนขุนนางยามดึกดื่นค่อนคืน ซ้ำยังไม่ยอมบอกจุดประสงค์ แถมยังบังคับให้ข้าไล่คนคุ้มกันออกไปอีก หรือว่าพวกเจ้าคิดจะลอบสังหารข้า ? เด็ก ๆ จับตัวพวกมันไปขังคุกเดี๋ยวนี้ ! "
เมื่อได้ยินเสียงตวาด บ่าวรับใช้และมือปราบในจวนก็กรูกันเข้ามาทันที
"ช้าก่อน ! "
วินาทีนั้นเอง ชายผู้เป็นหัวหน้าก็ยกมือขึ้น ล้วงป้ายคำสั่งออกมาจากอกเสื้อแล้วแกว่งไปมาตรงหน้านายอำเภอเฉา "ใต้เท้าจำของสิ่งนี้ได้หรือไม่ ? "
นายอำเภอเฉาหรี่ตามอง เห็นเพียงป้ายคำสั่งรูปลูกศรสีทองแดงอร่าม สลักลวดลายเถาเถี่ยไว้บนนั้น และที่ตรงกลางก็มีตัวอักษร "เซียว" สลักไว้อย่างชัดเจน
"ลวดลายเถาเถี่ย ป้ายอักษรเซียว ที่แท้พวกท่านก็คือคนของจวนเจิ้นหนานอ๋องจริง ๆ ! "
นายอำเภอเฉาในฐานะขุนนางปกครองเมือง ย่อมต้องรู้จักตราสัญลักษณ์ของ 'ฮ่องเต้น้อย' แห่งสามเมืองชายแดนใต้นี้เป็นอย่างดี ป้ายคำสั่งลูกศรเถาเถี่ยชิ้นนี้เป็นของเฉพาะสำหรับจวนเจิ้นหนานอ๋องเท่านั้น แน่นอนว่าไม่มีใครหน้าไหนกล้าปลอมแปลงขึ้นมาเด็ดขาด ที่เขาแกล้งบันดาลโทสะเมื่อครู่ ก็แค่เพื่อหยั่งเชิงทดสอบฐานะของคนทั้งสองเท่านั้น
ยามนี้เมื่อป้ายคำสั่งปรากฏอยู่ตรงหน้า เขาก็มั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายคือคนของจวนอ๋องจริง ๆ จึงเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ รีบไล่พวกบ่าวรับใช้และมือปราบที่แห่กันเข้ามาออกไปให้หมด จากนั้นก็ปิดประตูอย่างนอบน้อม เชื้อเชิญให้คนทั้งสองนั่งลง
"ไม่ทราบว่าใต้เท้าทั้งสองมีเรื่องอันใดให้ข้าน้อยรับใช้หรือขอรับ ? "
เมื่อภายในห้องเหลือเพียงพวกเขาสามคน นายอำเภอเฉาก็รีบรินชาให้ทันที บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ เอ่ยถามจุดประสงค์การมาเยือนของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง
พรึ่บ !
เมื่อเห็นว่าไม่มีคนนอกอยู่แล้ว ทั้งสองคนถึงได้ถอดหมวกคลุมศีรษะออก เห็นเพียงใบหน้าของคนที่หยิบป้ายคำสั่งออกมาเมื่อครู่...
แท้จริงแล้วก็คือ ท่านหม่า หัวหน้าพรรคฮวาจู๋นั่นเอง !
ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นชายหนุ่ม รูปร่างสูงใหญ่กำยำ แววตาแฝงจิตสังหารอำมหิต เห็นได้ชัดว่ารับหน้าที่เป็นองครักษ์ผู้คุ้มกัน
"ข้าคือหม่าขุย หัวหน้าพรรคฮวาจู๋แห่งเมืองฉีโจว หลายปีมานี้ คอยรับใช้และทำตามคำสั่งของจวนเจิ้นหนานอ๋องมาโดยตลอด" ท่านหม่าไม่ได้ปิดบังฐานะของตน เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"เมื่อไม่นานมานี้ ท่านอ๋องมีคำสั่งให้ข้ารวบรวมขุมกำลังยุทธภพในสามเมืองชายแดนใต้มาไว้ในกำมือ ยามนี้เมืองฉีโจวและปิงโจวล้วนจัดการเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงเมืองหงโจวแห่งนี้เท่านั้น"
นายอำเภอเฉาเคยได้ยินข่าวคราวเรื่องนี้มาบ้างแล้ว เขาเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ทำไมถึงเหลือแค่เมืองหงโจวล่ะขอรับ ? "
"ก็เมืองหงโจวของพวกเจ้าน่ะ มันมีกระดูกชิ้นโตที่เคี้ยวยากสุด ๆ อยู่น่ะสิ" ท่านหม่ามองเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
นายอำเภอเฉาได้ยินก็หัวเราะร่วน เอ่ยว่า "ข้านึกว่าเรื่องอะไรเสียอีก ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง... ท่านหม่าอย่าได้กังวลไป การจะรวบรวมขุมกำลังในเมืองหงโจวไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยมิใช่หรือ ? "
"ก็ใต้เท้าหลี่มูแห่งเมืองอันผิงของเราน่ะ เป็นองครักษ์เงาของจวนอ๋องไม่ใช่หรือขอรับ ที่ผ่านมาเขาก็ซ่องสุมกำลังทหารและฝึกฝนวรยุทธ์อยู่ในภูเขาต้าหลง คาดว่าก็คงเพื่อการนี้นั่นแหละ ? "
ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง ยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ พลางเอ่ยต่อ "ใต้เท้าหลี่มูผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยนะขอรับ เขาแทบจะกวาดล้างพวกโจรภูเขาและพรรคอันธพาลรอบ ๆ เมืองอันผิงจนราบคาบไปหมดแล้ว ตอนนี้ชาวบ้านต่างก็พากันแซ่ซ้องสรรเสริญในความดีความชอบของเขา หากมีเขาลงมือล่ะก็ ต่อให้เมืองหงโจวจะมีกระดูกชิ้นโตแค่ไหน ก็คงถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด..."
"หุบปาก ! " นายอำเภอเฉายังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกท่านหม่าตวาดขัดจังหวะด้วยความเกรี้ยวกราด นายอำเภอเฉาถึงกับชะงักอึ้งไป
"องครักษ์เงาบ้าบออะไรกัน ! " ท่านหม่าขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกึก ๆ เส้นเลือดดำที่ขมับปูดโปน ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว
"ไอ้หลี่มูนี่มันบังอาจนัก ถึงกับกล้าเอาชื่อจวนอ๋องไปแอบอ้างหลอกลวงชาวบ้านเชียวรึ ! "
"หลอกลวงรึ ? " กล้ามเนื้อบนใบหน้าของนายอำเภอเฉากระตุกริก
"ถูกต้อง ! ไอ้กระดูกชิ้นโตที่ข้าเพิ่งพูดถึง ก็คือมันนั่นแหละ ! " แววตาของท่านหม่ามืดครึ้ม "ไอ้เด็กเปรตนั่นบุกไปอาละวาดที่เมืองฉีโจว ซ้ำยังขัดแย้งกับผู้บัญชาการฮว่าซานเยว่ของจวนอ๋อง ข่มขู่รีดไถเงินจากท่านอ๋องไปตั้งแปดหมื่นตำลึง มันกลายเป็นเสี้ยนหนามตำใจของท่านอ๋องมาตั้งนานแล้ว"
"ที่ข้ามาในวันนี้ ก็เพื่อจะถอนรากถอนโคนขุมกำลังของมันให้สิ้นซาก กวาดล้างให้ราบเป็นหน้ากลอง ! "