- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 313 สารภาพความจริง
ตอนที่ 313 สารภาพความจริง
ตอนที่ 313 สารภาพความจริง
ตอนที่ 313 สารภาพความจริง
หมาป่าห้าตัวดร็อปกล่องสมบัติระดับเหล็กดำสามกล่อง นำมาหลอมรวมกันได้กล่องสมบัติระดับทองแดงหนึ่งกล่อง ผลลัพธ์นี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่หลี่มูคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้นัก หลังจากจัดการด้วยวิธีเดิม คือทิ้งซากหมาป่าทั้งห้าตัวให้พวกพรานป่าเอาไปจัดการต่อ เขาก็ปฏิเสธคำเชิญร่วมรับประทานอาหารของอีกฝ่าย แล้วลากตัวเหยาเฟิงให้รีบเดินทางไปยังเป้าหมายถัดไปทันที
ตลอดช่วงบ่ายหลังจากนั้น พวกเขาตระเวนไปอีกสี่ห้าแห่ง ซื้อและลงมือฆ่าสัตว์ป่าเป็น ๆ ไปทั้งหมดสิบสองตัว สัตว์ป่าเหล่านี้มีทั้งกวางป่า แพะภูเขา เสือดาว และอื่น ๆ ...
ก่อนพลบค่ำ หลี่มูกับเหยาเฟิงก็แวะพักค้างแรมในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ระหว่างที่อีกฝ่ายออกไปเก็บฟืนมาจุดไฟ เขาก็ลอบประเมินผลเก็บเกี่ยวของวันนี้เงียบ ๆ
ระดับทองคำหนึ่งกล่อง ระดับเงินหนึ่งกล่อง และระดับทองแดงสามกล่อง
"ใช้เงินไปไม่ถึงหนึ่งพันตำลึง แต่กลับได้กล่องสมบัติมาตั้งมากมาย คุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้มอีก" หลี่มูอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาด้วยความพึงพอใจ เขายิ่งตระหนักถึงความสำคัญของคำว่า "เงินทอง" มากขึ้นไปอีก เมื่อก่อนตอนจะหากล่องสมบัติแต่ละที ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงภัยเข้าป่าล่าสัตว์ แต่พอมีเงินแล้ว ก็สามารถครอบครองของพวกนี้ได้โดยไม่ต้องเสียเหงื่อเลยสักหยด
"หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป ภายในหนึ่งถึงสองเดือน การจะรวบรวมกล่องสมบัติระดับทองคำให้ได้สักยี่สิบกล่องก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไรแล้วล่ะ"
หลี่มูบิดขี้เกียจ ยามนี้เขามีช่องทางทำเงินอยู่ในมือมากมาย เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายรายวันของค่ายทหารในภูเขาต้าหลงแล้ว เงินที่ใช้กว้านซื้อสัตว์ป่าพวกนี้ ถือว่าเป็นแค่ขนหน้าแข้งร่วงเส้นเดียวเท่านั้น
จังหวะนั้นเอง เหยาเฟิงก็หอบฟืนแห้งเดินเข้ามา แล้วเริ่มก่อไฟในเตาอย่างคล่องแคล่ว
คืนนี้พวกเขาพักค้างแรมในบ้านเก่าไร้คนอยู่อาศัยหลังหนึ่ง ในยุคสมัยที่บ้านเมืองระส่ำระสายเช่นนี้ อัตราการเสียชีวิตของชาวบ้านนั้นสูงมาก ในหมู่บ้านจึงมีบ้านร้างว่างเปล่าอยู่หลายหลัง หลังจากจ่ายเงินไม่กี่สิบอีแปะให้ผู้ใหญ่บ้าน พวกเขาก็ได้รับสิทธิ์ให้เข้าพักอาศัยชั่วคราวได้
"น้องหลี่ ทหารองครักษ์ของเจ้าจะเดินทางมาถึงเมื่อไหร่กันแน่ ? " เหยาเฟิงเอ่ยถามด้วยความกังวลใจพลางเติมน้ำลงในหม้อ
หลี่มูได้ยินก็ตอบส่ง ๆ ไปว่า "ข้าสั่งให้พวกเขาเร่งเดินทางมาอย่างเต็มที่แล้ว น่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะ"
"เจ้าหาทางเร่งพวกเขาสักหน่อยเถอะ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลยจริง ๆ " เหยาเฟิงวางถังไม้ลง ชำเลืองมองความมืดมิดนอกหน้าต่าง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล
"หรือว่าคืนนี้พวกเราอย่าค้างที่นี่เลย อาศัยความมืดเร่งเดินทางเข้าเมืองกันดีกว่าไหม ? "
หลี่มูได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้น "เข้าเมืองรึ ? ป่านนี้ประตูเมืองคงปิดไปตั้งนานแล้ว ต่อให้พวกเรารีบเดินทางไป ก็คงเข้าเมืองไม่ได้อยู่ดี"
"ต่อให้ต้องนอนค้างนอกประตูเมืองก็ยังดีกว่า..." เหยาเฟิงเลียริมฝีปากที่แห้งผาก "อยู่ในสายตาของพวกทหารรักษาเมือง ถึงอย่างไรก็ปลอดภัยกว่าอยู่ที่นี่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มูก็ค่อย ๆ ขมวดคิ้ว "พี่เหยา นี่ท่านกำลังกังวลว่าพวกโจรภูเขากลุ่มเมื่อกลางวันจะฉวยโอกาสมาลอบโจมตีในตอนกลางคืนงั้นรึ?"
"..." เหยาเฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็กัดฟันเอ่ย "น้องหลี่ เจ้าเชื่อข้าสักครั้งเถอะ พวกเราหาทางที่รัดกุมกว่านี้หน่อยจะดีกว่า ต่อให้ไม่มีพวกโจรภูขากลุ่มนั้น ก็เกรงว่าอาจจะมี..."
"เรื่องรายละเอียดข้าบอกอะไรมากไม่ได้ ! เอาเป็นว่าที่ข้าพูดไปทั้งหมดก็เพื่อความหวังดีต่อตัวเจ้าจริง ๆ นะ ! "
สิ้นคำพูดนี้ บรรยากาศภายในห้องก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดขึ้นมาทันที ภายนอกหน้าต่าง มีเสียงนกแสกกรีดร้องดังก้องไปทั่ว ฟังดูราวกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญของวิญญาณเร่ร่อน ชวนให้ขนลุกซู่
หลี่มูลุกขึ้นยืน ก้าวเดินเข้าไปหาเหยาเฟิงทีละก้าว ๆ จู่ ๆ ก็ยื่นมือออกไปคว้าไหล่ของอีกฝ่ายไว้แน่นแล้วเอ่ยเสียงเย็น "พี่เหยา แท้จริงแล้วท่านมีความลับอะไรปิดบังข้าอยู่กันแน่ ? "
"ข้า..." เหยาเฟิงอึกอักพูดไม่ออก
"หรือว่าท่านรับคำสั่งจากใครมา ให้แสร้งทำเป็นหลอกข้าออกจากเมืองอันผิง เพื่อจะได้ร่วมมือกับคนพวกนั้นทั้งในและนอก ลอบเอาชีวิตข้างั้นรึ ? " จู่ ๆ หลี่มูก็ขึ้นเสียงดัง ตะคอกถามข้อสงสัยที่คาใจตนมาตลอดออกมา
พอได้ยินคำพูดนี้ เหยาเฟิงก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ถอยหลังกรูดไปหลายก้าวพลางโบกมือปฏิเสธพัลวัน "ไม่ ข้าไม่ได้ทำ ! "
"ไม่ได้ทำงั้นรึ ? " หลี่มูค่อย ๆ ชักดาบเหล็กกล้าออกจากฝักที่เอว สีหน้ามืดครึ้มและดุดันอำมหิตขึ้นเรื่อย ๆ ก้าวไล่ต้อนอีกฝ่ายด้วยกลิ่นอายที่แผ่ซ่านความกดดันอย่างหนักหน่วง "ท่านคิดว่าข้าเป็นไอ้โง่ไม่มีสมองรึไง ? ไอ้พวกโจรภูเขาที่มาดักปล้นเมื่อกลางวัน เกรงว่าคงจะรู้จักมักจี่กับท่านมาตั้งแต่แรกแล้วสินะ ! "
เหยาเฟิงถึงกับอึ้งไป ทว่าสีหน้าของเขากลับไม่ได้แสดงถึงความโกรธเกรี้ยวเหมือนคนที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี แต่กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเหมือนคนที่ถูกจับได้ไล่ทันเสียมากกว่า
"ข้ารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่แรกแล้ว พวกโจรนั่นปากก็พร่ำบอกว่าจะจับพวกเรากลับไปเรียกค่าไถ่ แต่พอเผชิญหน้ากันปุ๊บ กลับพุ่งเป้ามาเพื่อจะเอาชีวิตข้าทันที ลงมืออำมหิตโหดเหี้ยมกะเอาให้ตาย นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของพวกที่หวังแค่เงินทองเลยสักนิด" หลี่มูแค่นเสียงหัวเราะหยัน "อีกอย่าง ท่านเคยเห็นโจรภูเขาที่ไหนมันพกตั๋วเงินกันบ้าง ? "
โจรภูเขามักจะเป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ในหมายจับของทางการ ด้วยสถานะที่เปิดเผยไม่ได้นี้ พวกมันจึงมักจะไม่ใช้ตั๋วเงินที่ทั้งยุ่งยากและเสี่ยงต่อการเปิดเผยตัวตน แต่มักจะชอบพวกเงินสดหรือของมีค่าอย่างเครื่องประดับเพชรนิลจินดามากกว่า
เรื่องนี้ หลี่มูได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงตอนที่บุกกวาดล้างรังโจรภูเขาหัวพยัคฆ์ เขากวาดต้อนทรัพย์สินมีค่ารวมมูลค่ากว่าห้าหมื่นตำลึงมาจากรังของพวกมัน ทว่ากลับไม่พบตั๋วเงินเลยแม้แต่ใบเดียว
"และอีกอย่าง เชือกที่มัดหมาป่าที่ดิ้นหลุดออกมาเมื่อตอนกลางวัน ตรงรอยขาดมันมีรอยถูกคนแอบใช้มีดกรีดเอาไว้ โชคดีที่สายตาข้ายังเฉียบแหลมพอจะมองเห็นพิรุธ ไม่อย่างนั้นก็คงถูกตบตาหลอกเอาได้จริง ๆ "
หลี่มูยกดาบยาวในมือขึ้น ทาบคมดาบกดลงบนลำคอของเหยาเฟิงอย่างแรง จู่ ๆ ก็ตวาดลั่น "เมื่อตอนบ่าย ตอนที่ท่านพาข้าตระเวนกว้านซื้อสัตว์ป่าไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะไปที่ไหน ข้าก็สังเกตเห็นว่ามีคนกลุ่มเดียวกันคอยสะกดรอยตามพวกเราอยู่ตลอดเวลา"
"ต่อให้พวกมันจะเปลี่ยนเสื้อผ้าพรางตัว แต่คิดรึว่าจะตบตาข้าได้ ? "
เหยาเฟิงหายใจหอบถี่ เดิมทีเขาคิดว่าแผนการทุกอย่างแนบเนียนไร้ที่ติ นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย และถูกหลี่มูมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งมาตั้งนานแล้ว
"ที่ท่านคอยซักไซ้ถามข้าอยู่ตลอดว่ามีองครักษ์แฝงตัวมาด้วยหรือไม่ ก็เพื่อจะเช็กให้แน่ใจว่าตอนที่ลงมือฆ่าข้า จะมีก้างขวางคอหรือเปล่าใช่ไหมล่ะ ? "
หลี่มูหรี่ตาลง เรื่องราวแปลกประหลาดที่เขาพบเจอระหว่างเดินทางร่วมกับเหยาเฟิงในวันนี้ เขาจับสังเกตเห็นถึงความผิดปกติได้มาตั้งนานแล้ว ทว่าที่ทนเก็บงำไว้ไม่โวยวายออกมา ก็เพียงเพื่ออยากจะดูว่าอีกฝ่ายยังมีลูกไม้ตื้น ๆ อะไรให้งัดออกมาโชว์อีก
แต่ยามนี้เหยาเฟิงพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาเข้าเมืองอย่างสุดชีวิต ท่าทีร้อนรนจนแทบจะปิดบังไว้ไม่อยู่ ทำให้หลี่มูไม่อาจแสร้งทำเป็นโง่ไม่รู้เรื่องรู้ราวได้อีกต่อไป
"ให้ข้าเดาดูนะ การที่คืนนี้ท่านเร่งเร้าให้ข้าเข้าเมืองให้ได้ ก็เพราะกังวลว่าพรุ่งนี้หากทหารองครักษ์ของข้าเดินทางมาถึง พวกมันจะหาโอกาสลงมือได้ยากใช่ไหมล่ะ ดังนั้น... ระหว่างทางเข้าเมืองจึงต้องมีการวางกำลังดักซุ่มรอไว้อยู่แล้ว ขอเพียงข้าก้าวเท้าเข้าไปในวงล้อม ทหารที่ซุ่มอยู่ก็จะแห่กันออกมาสับข้าจนเละ"
หลี่มูขมวดคิ้วแน่น แววตาแฝงรังสีอำมหิต เน้นเสียงถามทีละคำ "ที่ข้าพูดมา ถูกต้องหรือไม่ ? "
ตุบ !
เหยาเฟิงเซถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น เขาหายใจหอบแรงขึ้นเรื่อย ๆ นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ในที่สุดก็กัดฟันเอ่ย "ไม่ถูก ! "
"ข้าถูกคนสั่งการมาจริง ๆ หลอกล่อให้เจ้าออกจากเมืองอันผิง แต่ไม่ได้ทำไปเพื่อจะฆ่าเจ้าหรอกนะ"
"โอ้ ? " เมื่อหลี่มูได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เขากลับไม่ได้รีบร้อนบันดาลโทสะหรือตั้งข้อสงสัย แต่กลับดึงม้านั่งตัวหนึ่งมานั่งลง เอ่ยเสียงขรึม "เห็นแก่ที่ท่านเคยเป็นสหายของเจียงหู่ ข้าจะให้โอกาสท่านอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่าง แต่จงจำไว้ว่าอย่าได้คิดจะโกหก หากข้าจับได้ว่ามีคำลวงแม้แต่ครึ่งคำ..." เขาตวัดดาบในมือ ฟันฉับลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ที่อยู่ด้านข้างจนขาดสะบั้นในพริบตา
"จุดจบก็จะเป็นเหมือนโต๊ะตัวนี้ ! "
โครม ! โต๊ะเก่าซอมซ่อที่ถูกฟันขาดเป็นสองท่อนร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
เหยาเฟิงลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อรวบรวมความกล้า จากนั้นจึงกัดฟันเปิดปากเล่า "เมื่อสามวันก่อน มีคนอ้างตัวว่าเป็นรองหัวหน้าพรรคฮวาจู๋มาหาข้า เสนอเงินให้ข้าสามพันตำลึง แลกกับการให้ข้าช่วยทำงานบางอย่างให้"
"เขาบอกว่ามีเรื่องบาดหมางกับเจ้าเล็กน้อย อยากจะจับเข่าคุยกันดี ๆ แต่เจ้าดื้อดึงไม่ยอมรับคำเชิญของพวกเขาเสียที ก็เลยอยากให้ข้าหาทางหลอกล่อเจ้าให้ออกจากเมืองอันผิง แล้วพวกเขาจะส่งคนมารับตัวเจ้าไป"
"เขาบอกว่าก็แค่อยากจะคุยเรื่องความร่วมมือและยุติความบาดหมาง ไม่มีอันตรายใด ๆ แน่นอน ต่อให้คุยกันไม่รู้เรื่อง ก็จะส่งตัวเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย"
น้ำเสียงของเหยาเฟิงค่อย ๆ แผ่วเบาและทุ้มต่ำลง "เจียงหู่เป็นสหายรักของข้า ซ้ำยังเคยให้เงินข้าลงทุนค้าขาย เดิมทีข้าไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เคยคิดจะแอบส่งข่าวเตือนพวกเจ้าด้วย ทว่า..."
"ช่วงเวลาที่ผ่านมาข้าทำการค้าขายขาดทุนย่อยยับจนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว หากหาเงินมาใช้หนี้ไม่ได้ ก็ต้องถูกเจ้าหนี้แจ้งความจับเข้าคุก"
หลี่มูขมวดคิ้วแน่น เขากำลังประเมินว่าคำพูดของอีกฝ่ายเป็นความจริงหรือคำโกหกกันแน่
เหยาเฟิงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเล่าต่อ "ข้าเพิ่งแต่งเมีย ที่บ้านก็ยังมีพ่อแม่แก่เฒ่าต้องดูแล ข้ากลัวพวกเจ้าหนี้จะบุกมาทวงหนี้ถึงบ้านจริง ๆ ด้วยความหน้ามืดตามัวชั่ววูบ ก็เลยจำใจต้องรับปากพวกมันไป"
"แต่ข้าไม่เคยคิดจะทำร้ายเจ้าเลยจริง ๆ นะ"
จู่ ๆ เขาก็เงยหน้าขึ้นมา ขึ้นเสียงดังฟังชัด "พวกโจรภูเขาที่มาดักปล้นเมื่อกลางวัน ความจริงแล้วก็คือคนของพรรคฮวาจู๋ปลอมตัวมานั่นแหละ ตอนแรกข้าก็นึกว่าพวกมันแค่จะมาจับตัวเจ้าไป แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าพอพวกมันลงมือปุ๊บ ก็กะจะเอาให้ตายเลย"
"ตอนนั้นข้าก็เริ่มเอะใจแล้ว ว่าตัวเองคงจะถูกหลอกเข้าให้แล้ว"
"แต่ข้าไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ ทำได้แค่พูดเตือนอ้อม ๆ ให้เจ้ากลับเมืองอันผิง หรือไม่ก็เรียกคนมาคุ้มกัน จนกระทั่งตอนที่หมาป่าตัวนั้นหลุดออกมาได้ ข้าก็ยิ่งสังหรณ์ใจไม่ดีแล้วว่า ข้าถูกพวกมันหลอกใช้เป็นเครื่องมืออย่างสมบูรณ์"
"พวกมันต้องการจะฆ่าเจ้าให้ตาย ! "
"ตลอดทั้งวันนี้ พวกมันได้ตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีองครักษ์ติดตามมาคุ้มครองเจ้าจริง ๆ "
เหยาเฟิงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เส้นเลือดดำที่ขมับปูดโปน
"ที่ข้าพยายามรบเร้าให้เจ้าเข้าเมือง ไม่ใช่เพื่อจะล่อเจ้าไปติดกับดักซุ่มโจมตีระหว่างทางหรอก แต่เป็นเพราะในเมืองมีทางการและทหารรักษาเมืองอยู่ พวกมันย่อมไม่กล้าลงมืออย่างอุกอาจ"
"ทว่าหากยังรั้งอยู่ที่นี่ พวกมันต้องยกโขยงกันมาหมดแน่ หากไม่รีบหนีไปตอนนี้ คืนนี้ก็จะเป็นวันตายของเจ้า ! "