เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 311 ตั๋วเงินสามร้อยตำลึง

ตอนที่ 311 ตั๋วเงินสามร้อยตำลึง

ตอนที่ 311 ตั๋วเงินสามร้อยตำลึง


ตอนที่ 311 ตั๋วเงินสามร้อยตำลึง

เสียงปืนที่แผดคำรามขึ้นอย่างกะทันหัน สะกดสถานการณ์อันวุ่นวายให้สงบลงในพริบตา พวกโจรภูเขาที่กำลังฮึกเหิมคึกคะนอง พอเห็นพรรคพวกของตนร่วงหล่นจากหลังม้า ม่านตาก็หดเกร็งวูบ ต้องรีบรั้งสายบังเหียนหยุดการพุ่งทะยานของม้าที่ควบอยู่อย่างกะทันหัน

"นี่... นี่มันอาวุธบ้าอะไรกัน ? " หัวหน้าใหญ่ของกลุ่มโจรภูเขามองดูลูกน้องที่ล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับรูโหว่ชุ่มเลือดอันน่าสยดสยองบนหน้าอก สีหน้าของมันตกตะลึงจนถึงขีดสุด กระทั่งมือและเท้ายังเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย สายตาของมันจับจ้องไปยังหลี่มูที่ยังคงรักษาท่วงท่ายิงปืนเอาไว้ พูดให้ถูกคือ จับจ้องไปที่ปืนคาบศิลาในมือของเขาต่างหาก

มันไม่เคยเห็นอาวุธชนิดนี้มาก่อน อาวุธที่สามารถแผดเสียงคำรามดังกึกก้อง ซ้ำยังสามารถปลิดชีพชายฉกรรจ์ร่างกำยำได้ในชั่วพริบตาที่เผชิญหน้า ต่อให้เป็นหน้าไม้ที่อานุภาพร้ายแรงที่สุดในยุคนี้ ก็ไม่มีทางมีพลานุภาพถึงเพียงนี้เป็นแน่ !

"เข้ามาสิ... ดาหน้ากันเข้ามาอีกสิ" หลี่มูกำด้ามปืนแน่น มุมปากเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน เขากระดิกนิ้วท้าทายพวกมันพลางเอ่ย "ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าหนังพวกเจ้าจะเหนียว หรือว่าปืนไฟในมือข้าจะร้ายกาจกว่ากัน ! "

นับตั้งแต่สุ่มได้ปืนคาบศิลากระบอกนี้มา มันก็กลายเป็นสุดยอดอาวุธคู่กายที่หลี่มูพกติดตัวตลอดเวลา ไม่ต้องเอ่ยถึงพลานุภาพทำลายล้าง ลำพังแค่เสียงคำรามกึกก้องยามเหนี่ยวไก ก็มากพอจะข่มขวัญผู้คนจนหัวหดได้แล้ว ตั้งแต่ตอนที่บุกไปถล่มพรรคฮวาจู๋ในเมืองฉีโจว ทุกครั้งที่ปืนคาบศิลาถูกงัดออกมาใช้ ล้วนสามารถสะกดสถานการณ์ให้ราบคาบได้เสมอ สาเหตุหลักก็เพราะคนในยุคสมัยนี้ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับอาวุธพรรค์นี้มาก่อน

พวกเขาไม่รู้หรอกว่ายิงเสร็จแล้วต้องเสียเวลาบรรจุดินปืนและกระสุนใหม่ สิ่งที่พวกเขารู้และเห็นมีเพียงแค่... ยามที่หลี่มูยกมือขึ้น จะเกิดเสียงกึกก้องกัมปนาทประดุจอัสนีบาต และหลังจากนั้นก็จะต้องมีคนไปทัวร์ยมโลก !

หากเป็นธนูหรือหน้าไม้ พวกมันอาจจะพอมองเห็นและหลบหลีกได้ทัน ทว่าอาวุธชิ้นนี้... วินาทีเดียวกับที่ได้ยินเสียงปืนแผดคำราม พรรคพวกของตนก็ถูกสอยร่วงจากหลังม้าไปแล้ว ความเร็วและอานุภาพที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ร้ายกาจกว่าลูกธนูไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า โจรดักปล้นที่อยู่ที่นี่แม้จะควบม้าอยู่ ทว่ายามนี้กลับไม่มีใครมั่นใจเลยว่า จะสามารถอาศัยความเร็วของม้าหลบหลีกกระสุนของปืนคาบศิลากระบอกนี้ได้พ้น !

"นายท่าน... พวกข้ามันพวกคนเถื่อนตาบอด ถึงได้ล่วงเกินท่านเข้า ข้า... ข้าขออภัยท่านด้วยขอรับ"

หัวหน้าโจรผู้นี้ถือว่าลู่ตามลมเก่งใช้ได้ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์พลิกผัน หลังจากชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียในใจแล้ว มันก็รีบประสานมือยอมศิโรราบแต่โดยดี

"พวกข้าจะหลีกทางให้เดี๋ยวนี้ เชิญท่านเดินทางต่อได้เลยขอรับ ! "

มันฉีกยิ้มประจบประแจงเอ่ยขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า โบกมือสั่งการให้พรรคพวกแยกย้าย เปิดช่องว่างบนเส้นทางสายนี้ให้อีกฝ่ายผ่านไปได้

เมื่อเห็นกลุ่มโจรดักปล้นถูกข่มขวัญจนหัวหด เหยาเฟิงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก กระตุกแขนเสื้อหลี่มูเตรียมจะเร่งเดินทางต่อ

ทว่าหลี่มูกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "พวกเจ้าดักปล้นกลางทาง ลงมือหมายจะเอาชีวิตคน ยามนี้พอเห็นว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ก็คิดจะเลิกรากันไปง่าย ๆ อย่างนั้นรึ บนโลกนี้มีเรื่องง่าย ๆ เช่นนี้ด้วยหรือไง ? "

"ละ... แล้วท่านต้องการสิ่งใด ? " หัวหน้าโจรเอ่ยเสียงสั่น

"ในเมื่อพวกเจ้าซ่องสุมกำลังเป็นโจร ก็คงมีชื่ออยู่บนหมายจับของทางการมานานแล้ว หากข้าตัดหัวพวกเจ้าไปส่งทางการ ย่อมต้องแลกเงินรางวัลได้ไม่น้อยแน่" หลี่มูโน้มตัวไปข้างหน้า กวาดสายตามองกลุ่มโจรที่มีจำนวนมากกว่าฝ่ายตนหลายเท่าตัว เอ่ยเสียงเรียบ "หากยังรักชีวิต ก็จงเอาเงินมาไถ่หัวของพวกเจ้าซะ"

พอได้ยินคำพูดนี้ ไม่เพียงแต่พวกโจรดักปล้นเท่านั้น แม้แต่เหยาเฟิงเองก็ยังอ้าปากค้าง ตั้งแต่เกิดมาเขาเคยเห็นโจรถูกกรรโชกทรัพย์เสียเองที่ไหนกัน ? !

หัวหน้าโจรได้ยินดังนั้น เส้นเลือดดำตรงขมับก็ปูดโปน แววตาของมันทอประกายเหี้ยมเกรียมดุร้าย ทว่าเมื่อเหลือบไปเห็นศพของลูกน้องที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น สลับกับปากกระบอกปืนคาบศิลาที่ยังมีควันจาง ๆ ลอยกรุ่นอยู่ มันก็จำต้องกล้ำกลืนความเคียดแค้นลงคอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมว่า "นายท่าน พี่น้องของพวกข้าที่ต้องมาจับดาบเป็นโจร ก็เพราะสิ้นไร้ไม้ตอกไม่มีเงินจะกินจะใช้จริง ๆ "

"อีกอย่าง มีโจรหน้าไหนบ้างที่ออกมาดักปล้นแล้วพกเงินติดตัวมาด้วย ? "

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหลี่มูก็พลันมืดครึ้มเย็นเยียบลงในบัดดล เขาแค่นเสียงหัวเราะหยัน ค่อย ๆ เล็งกระบอกปืนไปที่หัวหน้าโจรพลางเอ่ย "ข้าอุตส่าห์หยิบยื่นโอกาสให้แล้ว น่าเสียดายที่เจ้าไม่รู้จักคว้ามันเอาไว้... ในเมื่อไม่มีเงิน งั้นเจ้าก็ทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่แหละ"

เหงื่อเย็นเฉียบหยดหนึ่ง ไหลทะลักลงมาตามใบหน้าของหัวหน้าโจร

ในช่วงเวลาความเป็นความตาย เส้นยาแดงผ่าแปดนั้นเอง โจรหัวโล้นที่ตาแหลมมองมูลค่าม้าของหลี่มูออกก่อนหน้านี้ก็รีบแหกปากแทรกขึ้นมาทันที "ยะ... อย่าเพิ่งยิง ! มีเงิน ! ข้ามีเงิน ! "

มันรีบกระโดดลงจากหลังม้า วิ่งล้มลุกคลุกคลานมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่มู สองมือสั่นเทางก ๆ ล้วงเอาตั๋วเงินสองสามใบออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้

"นายท่าน นี่คือตั๋วเงินของร้านแลกเงินมูลค่าสามร้อยตำลึงขอรับ นี่คือสมบัติทั้งหมดที่พวกข้ามีแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตพวกข้าด้วยเถิด ! "

หลี่มูก้มมองมันแวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปรับตั๋วเงินมา แล้วตวาดลั่น "ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าซะ อย่าให้ข้าเห็นหน้าพวกเจ้าอีก"

สิ้นคำประกาศิต เหล่าโจรดักปล้นก็ราวกับได้รับอภัยโทษจากสวรรค์ ต่างลุกลี้ลุกลนควบม้าหนีเตลิดเปิดเปิงไปอย่างไม่คิดชีวิต กระทั่งศพพรรคพวกที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นก็ยังไม่รั้งรอจะเก็บกู้ไปด้วย เส้นทางภูเขาอันขรุขระกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง โจรกลุ่มนี้มาไวไปไว นอกจากทิ้งศพไว้ดูต่างหน้าหนึ่งศพกับตั๋วเงินอีกสามร้อยตำลึงแล้ว ก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอื่นใดอีก

"พี่เหยา มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ เดินทางกันต่อสิ" หลี่มูหันไปเห็นเหยาเฟิงยืนอึ้งตะลึงงันอยู่กับที่ ก็เอ่ยปากเร่งด้วยรอยยิ้ม

จนกระทั่งถึงตอนนี้ เหยาเฟิงถึงเพิ่งจะได้สติกลับมาจากความตกตะลึง เขาหอบหายใจหนักหน่วง แววตายังคงแฝงไว้ด้วยความหวาดผวาที่ยังไม่จางหาย เอ่ยห้ามปรามว่า "น้องหลี่ พวกเราอย่าไปต่อเลยเถอะ โลกข้างนอกนี่มันวุ่นวายขึ้นทุกวันแล้วจริง ๆ ขนาดอำเภอเหรินเจ๋อยังมีโจรชุกชุมขนาดนี้"

"ข้างกายเจ้ากับข้าไม่มีองครักษ์ติดตามมาด้วย แม้คราวนี้จะข่มขวัญจนพวกมันหนีเตลิดไปได้ แต่ใครจะรับประกันได้ว่าพวกมันจะไม่หวนกลับมาล้างแค้น"

"หากพวกมันใช้ธนูลอบโจมตีในยามวิกาล ต่อให้มีอาวุธร้ายกาจในมือของเจ้า ก็คงรับมือได้ยากนะ ! "

บนหน้าผากของเหยาเฟิงผุดพรายไปด้วยเม็ดเหงื่อเย็นเยียบ เห็นได้ชัดว่าภาพคนตายต่อหน้าต่อตาเมื่อครู่ ได้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับจิตใจของเขาอย่างใหญ่หลวง น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ เอ่ยปากรบเร้าไม่หยุด

"ข้าว่านะ พวกเรากลับไปเมืองอันผิงกันก่อนเถอะ ไปเกณฑ์องครักษ์คุ้มกันมาสักหน่อยแล้วค่อยกลับมาใหม่ดีกว่า"

ความหวาดกลัวและความห่วงใยที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเหยาเฟิงนั้นดูไม่เหมือนการเสแสร้งแกล้งทำ หลี่มูกวาดสายตาพินิจใบหน้าของเขา ภายในใจเริ่มเกิดความลังเลขึ้นมาตงิด ๆ หรือว่าอีกฝ่ายจะไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรจริง ๆ ที่ผ่านมาเขาระแวงและคิดมากไปรึเปล่านะ ?

หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง หลี่มูก็หัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ย "พี่เหยาไม่ต้องกังวลไปหรอก หลังจากเดินทางออกจากเมืองอันผิง ข้าก็รู้สึกตงิด ๆ ว่าการมีแค่พวกเราสองคนมันดูไม่ค่อยปลอดภัยสักเท่าไหร่ ! "

"ดังนั้น ข้าจึงได้ปล่อยเหยี่ยวสื่อสารที่เลี้ยงไว้ให้บินกลับไปส่งข่าวแล้ว อีกไม่นานกองทหารองครักษ์ก็จะตามมาสมทบ หากพวกเรามัวแต่เดินทางย้อนกลับไปกลับมามันจะเสียเวลาเปล่า ๆ ไอ้พวกโจรนั่นก็ถูกข่มขวัญจนกระเจิงไปแล้ว ข้าเดาว่าพวกมันคงไม่กล้าหวนกลับมาล้างแค้นหรอก"

"น้องหลี่ นี่ท่าน..." พอเหยาเฟิงได้ยินก็อึกอัก คล้ายกับมีคำพูดมากมายติดอยู่ที่ริมฝีปาก แต่สุดท้ายก็จำต้องกลืนมันกลับลงคอไป ทำได้เพียงเอ่ยคำว่า "เอาเถอะ" ออกมาด้วยความจนใจ !

เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของอีกฝ่าย หลี่มูก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ภายในแววตามีประกายแสงอันซับซ้อนวาบผ่าน

……

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่มีโจรมาดักปล้นกลางทาง ไม่ได้ทำให้พวกเขาเสียเวลาเดินทางไปมากนัก ครึ่งชั่วยามต่อมา ทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งที่สอง ณ ลานบ้านของชาวนาหลังที่สองตรงหน้าหมู่บ้าน ภายใต้การแนะนำของเหยาเฟิง หลี่มูก็ได้พบปะกับพรานป่าสองสามคน พร้อมกับหมาป่าห้าตัวที่ถูกมัดตรึงไว้กับต้นไม้ใหญ่กลางลานบ้าน !

จบบทที่ ตอนที่ 311 ตั๋วเงินสามร้อยตำลึง

คัดลอกลิงก์แล้ว