- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 296 สถานการณ์ของลู่ซิ่วหลิน
ตอนที่ 296 สถานการณ์ของลู่ซิ่วหลิน
ตอนที่ 296 สถานการณ์ของลู่ซิ่วหลิน
ตอนที่ 296 สถานการณ์ของลู่ซิ่วหลิน
เสียงสุนัขล่าเนื้อเห่าหอนดังก้องอยู่ในภูเขาต้าหลงอย่างต่อเนื่อง บางครั้งยังมีเสียงโห่ร้องและเสียงอุทานด้วยความตระหนกของผู้คนดังแทรกมาเป็นระยะ เทือกเขาแห่งนี้กินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล แม้แต่หลี่มูเองก็ยังสำรวจพื้นที่ทุกตารางนิ้วในนี้ไม่หมด และนับตั้งแต่เขาก่อตั้งกองทัพ ก็ไม่มีเรี่ยวแรงและเวลาไปล่าสัตว์อีกเลย กล่องสมบัติ... เขาไม่ได้มาครอบครองนานมากแล้ว เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องอย่างดุเดือดที่ดังมาจากในภูเขา รอยยิ้มก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด เงินทอง ก็คือทรัพยากรที่มีประโยชน์ที่สุด ยามนี้เขามีระบบ ทั้งยังมีเงินทุนอู้ฟู่ ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงอันตรายล่าสัตว์เพื่อหากล่องสมบัติด้วยตัวเองเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ยอมจ่ายเงินจ้างวานให้คนอื่นไปทำแทนก็สิ้นเรื่อง ประสิทธิภาพทั้งสูงลิ่ว ซ้ำยังไม่ต้องเสี่ยงกับเหตุไม่คาดฝัน ส่วนไอเทมที่สุ่มได้จากกล่องสมบัติ ก็สามารถช่วยให้เขาขยายอิทธิพลต่อไปได้ และนำไปใช้ปล้นชิงกดขี่ขุมกำลังที่มีเงินและอำนาจมากกว่า... ขอเพียงรักษาลูปแบบนี้ต่อไป ความได้เปรียบของเขาก็จะยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับก้อนหิมะที่กลิ้งทับถมกัน
ในวินาทีนี้ หลี่มูก็ได้สัมผัสถึงความฟินของพวก 'ผู้เล่นสายเปย์' ในเกมออนไลน์เข้าให้แล้วจริง ๆ ตัวเองไม่ต้องทำอะไรเลย ก็มีคนเอาทรัพยากรมาประเคนให้ถึงที่เพื่อให้เขาได้เสวยสุข !
เขาบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาอย่างเชื่องช้า แม้ลมหนาวที่พัดปะทะหน้าจะยังคงหนาวเหน็บ ทว่าก็ไม่มีความรู้สึกหนาวสะท้านบาดลึกถึงกระดูกเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว นั่นแสดงว่าอากาศกำลังค่อย ๆ อุ่นขึ้น
"วันนี้คือวันที่ยี่สิบหกเดือนอ้าย..." หลี่มูคำนวณวันเวลาในใจเงียบ ๆ รออีกไม่กี่วันพอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ เมื่อเสียงฟ้าแรกร้องของฤดูใบไม้ผลิดังก้องกังวานไปทั่วปฐพี ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บก็จะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ เมื่อถึงเวลานั้น พวกคนเถื่อนจะต้องยกทัพใหญ่บุกรุกรานสามเมืองชายแดนใต้อย่างแน่นอน
แม้จากที่เซียวอวี๋เล่า เจิ้นหนานอ๋องจะได้เตรียมการไว้แต่เนิ่น ๆ แล้ว โดยการซ่องสุมกำลังพลขยายกองทัพในสามเมืองชายแดนใต้ เตรียมพร้อมที่จะตั้งรับและหมายจะชิงดินแดนที่เสียไปกลับคืนมา ทว่า... หลี่มูกลับไม่ได้มองโลกในแง่ดีขนาดนั้น ประการแรก พื้นที่ของสามเมืองชายแดนใต้ไม่ได้ใหญ่โตนัก หากเทียบกับสังคมยุคปัจจุบัน ก็คงใหญ่พอ ๆ กับมณฑลหนึ่งมณฑลเท่านั้น มีประชากรแค่เจ็ดแปดแสนคน พื้นที่เพาะปลูกก็ไม่ถึงหกแสนหมู่
แต่พวกคนเถื่อนที่ครอบครองทุ่งหญ้านอกด่าน มีเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ รวมกันกว่าสามสิบเผ่า ประชากรมากถึงหลายล้านคน ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมมา ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายในเผ่า ล้วนต้องฝึกฝนการขี่ม้ายิงธนูและต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก ลงจากหลังม้าก็เป็นชาวบ้าน ขึ้นหลังม้าก็กลายเป็นทหาร แต่วิถีชีวิตของชาวต้าฉีกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หลังจากต้าฉีก่อตั้งประเทศ ราชวงศ์ก็มีความหวาดระแวงต่อแม่ทัพนายกองใต้สังกัดเป็นอย่างมาก จึงคอยกดข่มสถานะของขุนนางฝ่ายบู๊มาโดยตลอด ส่วนในหมู่ประชาชน ก็มีคำสั่งห้ามการฝึกฝนวรยุทธ์อย่างเด็ดขาด ห้ามราษฎรฝึกวรยุทธ์โดยพลการ ห้ามใช้หอกยาวและธนู หากผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องรับโทษหนัก
ผ่านมาร้อยกว่าปี การปกครองภายในแคว้นของราชวงศ์ต้าฉีถือว่าสงบร่มเย็นดี ไม่ว่าจะเป็นแม่ทัพหรือชาวบ้าน ล้วนถูกกดขี่จนเชื่องและขี้ขลาดตาขาว ต่อให้มีชาวบ้านก่อจลาจลกบฏขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราว ก็ถูกปราบปรามลงได้อย่างรวดเร็ว ทว่าราชวงศ์กลับคาดไม่ถึงเลยว่า ภายใต้การกดขี่อย่างหนักหน่วงเช่นนี้ ประชาชนได้สูญเสียความห้าวหาญและจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ไปจนหมดสิ้น กองกำลังในแผ่นดินอ่อนแอลง ภัยคุกคามไม่ได้เกิดจากภายในประเทศ แต่กลับมาจากนอกด่าน !
"พวกคนเถื่อนและพวกทูเจวี๋ย ล้วนเป็นชนเผ่าที่เชิดชูความแข็งแกร่ง ใช้กำลังตัดสินเพื่อแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าเผ่า พวกมันก็เหมือนฝูงสัตว์ร้าย" หลี่มูทอดถอนใจ มองดูป่าเขาในภูเขาต้าหลงแล้วเกิดความรู้สึกสะท้อนใจ "แต่ชาวต้าฉีล้วนถูกทำให้เชื่องจนกลายเป็นลูกแกะไปหมดแล้ว จะเอาอะไรไปสู้กับพวกมัน ? "
"ช่างเถอะ สะสมไพ่ตายให้ตัวเองก่อนดีกว่า แม้หลังเข้าฤดูใบไม้ผลิ พวกคนเถื่อนจะบุกรุกรานครั้งใหญ่ แต่กองทัพของเจิ้นหนานอ๋องก็น่าจะยันพวกมันไว้ได้สักระยะหนึ่งล่ะนะ"
หลี่มูสลัดความคิดยุ่งเหยิงในหัวทิ้งไปจนหมดสิ้น ทอดสายตามองไปยังทิศใต้ที่อยู่ห่างไกลออกไป ที่นั่นคือทิศทางของเมืองป๋อหยาง นับตั้งแต่ได้ยินข่าวการลุกฮือของลู่ซิ่วหลิน ก็ผ่านไปยี่สิบกว่าวันแล้ว เพื่อปราบปรามเขา ราชสำนักต้าฉีถึงกับจงใจเรียกตัวกองทัพทหารปีกเหล็กที่ประจำการอยู่ชายแดนกลับมา ไม่รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ทางนั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว ?
……
เมืองป๋อหยาง ภายในกระโจมหลังหนึ่ง ลู่ซิ่วหลินกำลังมองแผนที่บนโต๊ะด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น "ท่านเจ้าลัทธิ ท่านไม่ได้พักผ่อนมาสองวันแล้วนะขอรับ หากยังฝืนต่อไป เกรงว่าร่างกายจะรับไม่ไหวนะขอรับ" ชายหนุ่มร่างกำยำที่ชื่ออาหมั่งยืนอยู่ด้านข้าง น้ำเสียงแฝงความร้อนรนและจนใจเล็กน้อย
"ไม่เป็นไร..." ลู่ซิ่วหลินโบกมือ เพิ่งจะเอ่ยปากพูด จู่ ๆ ก็เอามือปิดปากไออย่างรุนแรง ไอจนหน้าแดงก่ำ ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะสงบลงได้ เขาหอบหายใจพลางเอ่ยถาม "ยังไม่มีจดหมายตอบกลับมาจากกองทัพเสื้อแดงที่เมืองซงเฉิงอีกรึ ? "
อาหมั่งได้ยินก็ส่ายหน้า เอ่ยอย่างเคียดแค้นว่า "ยังไม่มีขอรับ ! ท่านเจ้าลัทธิ ข้าเคยบอกไว้แล้วว่าไอ้แก่เฉินซงหัวหน้ากองทัพเสื้อแดงนั่นมันเป็นคนขี้ขลาดตาขาว เมื่อก่อนตอนอยู่ลับหลังก็ชอบคุยโวโอ้อวดซะดิบดี บอกว่าจะร่วมกันชูธงคุณธรรม ลุกฮือขึ้นพร้อมกัน แต่ตอนนี้พวกเรายึดเมืองป๋อหยางได้แล้ว มันกลับยังเงียบเป็นเป่าสาก ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย"
"เฉินซงเป็นคนคิดหน้าคิดหลัง ไม่เด็ดขาด การเลือกเขาเป็นพันธมิตรคือความผิดพลาดของข้าเอง" ลู่ซิ่วหลินถอนหายใจแผ่วเบา ราชสำนักต้าฉีมืดบอดไร้ความสามารถ ชาวบ้านเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า และหลายปีมานี้ ทั่วทั้งแผ่นดินก็มีขุมกำลังหลายกลุ่มแอบซ่องสุมกำลังกันอย่างลับ ๆ หมายจะล้มล้างราชวงศ์ต้าฉีที่กดขี่ข่มเหงพวกตนลง และลัทธิโพกผ้าเหลืองก็เป็นขุมกำลังที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดในบรรดาขุมกำลังเหล่านั้น ส่วนกองทัพเสื้อแดงที่พวกเขาเพิ่งกล่าวถึง ก็คือกองทัพกบฏอีกกลุ่มหนึ่งเช่นกัน
เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากลู่ซิ่วหลินได้ข่าวว่าราชสำนักสั่งให้กองทัพทหารปีกเหล็กยกทัพกลับมา เขาก็รีบส่งพิราบสื่อสารไปหาเฉินซง หัวหน้ากองทัพเสื้อแดงทันที หวังว่าอีกฝ่ายจะช่วยดักสกัดกองทัพทหารปีกเหล็กในระหว่างทาง ข้อเรียกร้องของเขาไม่ได้สูงส่งอะไร เพียงแค่หวังให้อีกฝ่ายช่วยทำลายถนนหนทางหรือสะพาน ไม่จำเป็นต้องเข้าปะทะกับกองทัพทหารปีกเหล็กตรง ๆ ด้วยซ้ำ ขอเพียงแค่ช่วยถ่วงเวลาการเดินทางกลับของอีกฝ่ายไว้ก็พอ ทว่าเวลาผ่านไปหลายวันแล้ว เฉินซงกลับยังไม่ส่งจดหมายตอบกลับมาเลย
"ท่านเจ้าลัทธิ กองทัพทหารปีกเหล็กนั่นแข็งแกร่งขนาดนั้นเชียวรึขอรับ ? " อาหมั่งลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
"พวกเรายึดเมืองป๋อหยางมาได้อย่างง่ายดาย ยามนี้คมหอกคมดาบชี้ไปทางใด ชาวบ้านต่างก็พร้อมใจกันสนับสนุน กองกำลังทหารและสาวกใต้บังคับบัญชาของพวกเราก็มีเกือบแสนคนแล้ว"
"ส่วนกองทัพทหารปีกเหล็กมีแค่สองหมื่นนาย ซ้ำยังต้องเดินทางไกลมาจากชายแดน คงจะเหนื่อยล้าเต็มทน ต่อให้ปะทะกันซึ่ง ๆ หน้าในสนามรบ พวกเราก็ใช่ว่าจะพ่ายแพ้เสียหน่อย ! "
ลู่ซิ่วหลินได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเบา ๆ เขาคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าพอคำพูดมาจ่ออยู่ที่ปากกลับกลืนลงไป เปลี่ยนคำพูดมากมายในใจให้กลายเป็นเพียงประโยคสั้น ๆ เรียบง่ายประโยคเดียว "ในต้าฉียามนี้ กองทัพทหารปีกเหล็กที่รักษาการณ์อยู่ชายแดนกองนี้ นับว่าเป็นกองทัพไพ่ตายเพียงหนึ่งเดียวที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้"
"ถ้างั้น... สู้ไม่ไหวรึขอรับ ? " อาหมั่งเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"ด้วยกำลังของพวกเราในตอนนี้ หากต้องปะทะกับกองทัพทหารปีกเหล็กตรง ๆ เกรงว่าผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คงจะเป็นความพินาศย่อยยับของทั้งสองฝ่าย" ลู่ซิ่วหลินถอนหายใจ ชี้ไปยังเมืองอีกเมืองหนึ่งบนแผนที่พลางเอ่ย "แผนการเดิมของข้าคือ ใช้เมืองป๋อหยางเป็นฐานกระโดดเพื่อบุกเข้ายึดเมืองจินฮวาและหนานหนิง เมืองทั้งสองนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรและมีพื้นที่กว้างขวาง หากรุกคืบก็สามารถบุกตรงไปยังเมืองหลวง หากถอยร่นก็สามารถตั้งรับรักษาเมืองไว้ได้"
"หากสามารถยึดเมืองทั้งสองนี้มาได้ พวกเราก็จะอยู่ในจุดที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ ! "
ลู่ซิ่วหลินนวดคลึงหว่างคิ้ว "ทว่าตอนนี้เมืองทั้งสองแห่งได้ส่งกำลังเสริมไปเพิ่มแล้ว ส่วนกองทัพทหารปีกเหล็กก็กำลังเดินทางมา หากพวกเราเสี่ยงออกจากเมืองป๋อหยางไปแล้วไม่สามารถตีเมืองให้แตกได้ในเวลาอันสั้น เกรงว่าจะต้องเผชิญกับศึกขนาบทั้งหน้าและหลัง ! แต่หากเอาแต่ตั้งรับอยู่ในเมืองป๋อหยาง รอให้กองทัพทหารปีกเหล็กมาล้อมเมือง พวกเราก็คงถูกขังจนตายอยู่ดี"
"ที่ข้าส่งจดหมายไปหาเฉินซง ก็เพื่อหวังให้เขาช่วยถ่วงเวลาให้ข้ามีเวลาตีเมืองเพิ่มขึ้น คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะเป็นไอ้ขี้ขลาดตาขาว"
อาหมั่งได้ยินดังนั้น อารมณ์ก็พลันหนักอึ้งขึ้นมา "ท่านเจ้าลัทธิ ไม่มีวิธีอื่นแล้วรึขอรับ ? "
ลู่ซิ่วหลินได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมา คล้ายกับกำลังลังเลใจ
"วิธีน่ะ พอจะมีอยู่วิธีหนึ่ง"
"ทว่าข้าไม่รู้ว่าควรจะใช้มันดีหรือไม่ ! "